movie

เดชนางพญาผมขาว 2014: หยิน หยาง 

WHW_1

Spoiler Alert!

เดชนางพญาผมขาวมีหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้ รู้สึกเฉยๆ อาจเพราะนางเอกไม่ค่อยร้าย และก็ไม่เห็นจะมีฉากที่ใช้ผมต่อสู้มากมายเหมือนเวอร์ชั่นเก่าๆ ซึ่งเป็นเหมือนท่าไม้ตายของนางพญาผมขาว ที่ใช้ผมฆ่าคน เป็นต้นแบบหนังผี ปีศาจมากมาย ผู้กำกับคงอยากเน้นความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละครแต่ละตัว ที่ต่างก็มีจุดประสงค์ของตัวเอง เน้นความรักมากกว่าฤทธิ์เดชของนางเอก อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่อง หยิน หยาง ซึ่งหนังเรื่องนี้เน้นตั้งแต่เปิดเรื่อง (ปลาทองในอ่าง) ก็เป็น material ที่น่าสนใจชวนให้คิดต่อได้

ตอนที่นางเอกบุกไปที่เรือนหอพระเอก แล้วอกหักเสียใจมาก ถูกด้านมืดเข้าครอบงำ (หยิน) พลังด้านนี้ถ้ามีมาก ก็จะเย็นเกิน สัญลักษณ์ผมขาวเหมือนหิมะ เหมือนคนชรา ไม่มีเรี่ยวแรง ถูกทหารทำร้าย  พระเอกช่วยกลับไป และพยายามจะไปหาดอกไม้วิเศษมารักษา ดอกไม้อาจเป็นตัวแทนของความรักก็เป็นได้ แต่ปรากฎว่า เด็ดดอกไม้นั่นมาไม่ได้ด้วยถูกพิษอะไรก็ไม่รู้ อาจเป็นอิทธิฤทธิ์ของหยินที่มากเกินไปแผ่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้น้ำในสระเป็นน้ำแข็ง และดอกไม้ถูกไอเย็นแล้วตายหรือถูกแช่แข็งไว้ ไม่ต่างจากตัวนางเอกเอง ประมาณว่า หยิน/หรือด้านมืด/femininity/หรือด้านเย็น แผ่พลังมืดและเย็นไปทั่วแล้ว และพาลทำให้พระเอกป่วยไปด้วย พอพระเอกที่ถูกหามกลับมาจูบนางเอกที่หมดสติ ไออุ่นจากพระเอก (หยาง ความร้อน แสงสว่าง masculinity)  นางเอกจึงฟื้น คืนสติ แต่ก็ไม่สามารถรักษานางเอกให้หายขาดจากการถูก หยินที่มากเกินไปครอบงำได้ ภาษาจอมยุทธ์เรียก ธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งหมายถึงกรณีฝึกวิทยายุทธ์ แล้วเกิดลมปราณแตกซ่าน สับสน ว้าวุ่น แล้วอาจเพี้ยน เป็นบ้า ป่วยหนัก พิกลพิการ กลายเป็นจอมมาร หรือตายได้ ถ้าเปรียบกับการฝึกฝนจิตใจ ก็คือถูกด้านมืดครอบงำ แล้วกลายเป็นคนไม่ดี คนบ้า เพราะจิตใจเสียสมดุล

การที่นางเอกจะฝึกวิชาไร้เดือนขั้นสุดยอด เพื่อเป็นยอดจอมยุทธหญิง แต่ต้องกลายเป็นนางมารร้าย ต้องไร้ความรัก ไร้ความรู้สึก หรือ ไร้หัวใจ ไร้เดือนในที่นี้อาจหมายถึงไร้ความโรแมนติก ถ้านางเอกคือเดือน ไร้เดือนก็คือไร้ตัวตน ถ้าตัดความรู้สึกหมดสิ้น จะมีพลังมากมาย จะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่เหลือความห่วงใย ความกังวล จะสู้รบก็ฉับไวไม่ลังเล อยากฆ่าใครก็ฆ่าเลย การไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ทำให้นางเอกเลวร้ายได้อย่างถึงที่สุด ไม่เหมือนตอนที่พยายามจะช่วยพระเอกที่ถูกจับเป็นตัวประกันแล้วแพ้ เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งทำร้ายพระเอก เลยต้องยอมจำนน ความรักความห่วงใย เป็นขั้วตรงข้ามของความโหดร้าย

WHW_4

แนวคิดเรื่องตัดความรู้สึกแล้วกลายเป็นปีศาจนี้พบเห็นผ่านตัวละครในหลายวัฒนธรรม อาทิ ทศกัณฐ์ ถอดดวงใจซ่อนไว้ในกล่อง จึงฆ่าไม่ตาย แต่ก็มีสภาพเป็นยักษ์ 10 เศียร 20 กร  Davy Jones แห่งเรือ Flying Dutchman ก็เช่นกัน ฝากดวงใจไว้ในกล่องซ่อนไว้ จึงมีพลังมาก และเป็นอมตะ แต่สภาพก็กลายเป็นปีศาจหน้าหนวด Dart Vader ก็ถูกด้านมืดครอบงำ กลายเป็นจอมวายร้ายแห่งจักรวาล ไร้เมตตา สภาพก็น่าเกลียด พิกลพิการ เสียผิวหนังเพราะถูกไฟคลอก ต้องใส่ชุดเกราะและเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา นางพญาผมขาวก็เช่นกัน กลายเป็นนางมารร้ายผมขาวโพลน ไร้ผู้เทียมทาน เพราะตัดความรัก ความรู้สึก ความทรงจำออกไปจากใจ เหลือแต่ความเย็นชาจึงมีผมสีขาวเป็นสัญลักษณ์ แต่นางเอกเวอร์ชันนี้ ดูพลังน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอยอมสละเพื่อให้ได้พลังนี้มา พระเอกพยายามจะฟื้นคืนสติเธอกลับมาให้ได้ สุดท้ายความรักก็ชนะ แต่ก็ตายกันหมด

ถ้าอยากเก่งมากๆ ไร้เทียมทาน ก็ต้องสลัดหัวใจออกไป เมื่อไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ไร้ความห่วงกังวล ก็จะไม่ลังเลไม่ยั้งคิด เลวบริสุทธิ์ อยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่แคร์! แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นปีศาจน่าเกลียด น่ากลัว และไม่มีความสุข ตัวละครเหล่านี้ จัดเป็น Archetypal หรือเป็นลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ก้าวข้ามจุดสมดุลของความเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งพลังอำนาจมืด แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะตายดีเลยซักราย การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมสินะ! แต่ว่าการตัดความรู้สึก ความคิด อย่างถูกต้องแท้จริง ควรเป็นภาวะ ‘Mushin’ หรือ no mind ซึ่งเป็นแนวทางของจอมยุทธ หรือ ซามูไรที่แท้จริง ภาวะที่ ไร้ความนึกคิด ปล่อยวางจากอารมณ์ ละแม้แต่ ego ของตัวเอง เพื่อต่อสู้ด้วยจิตที่ว่างเปล่า พลิ้วและพลิกแพลงตามสถาณการณ์ ไม่คิด ไม่วางแผน Flow แต่ไม่ได้กลายเป็นคนชั่วร้าย ส่วนตอนไม่สู้ ก็เป็นมนุษย์ที่มีความคิดความรู้สึกปกติได้ ไม่ต้องสูญเสียตัวตนไปตลอด เว้นเสียแต่ว่าอยากเป็นนักบวชนักพรต ที่มุ่งนิพพาน นางพญาผมขาวและอาจารย์เข้าใจภาวะ no mind ผิดไป ตัดออกไปทั้งหมดแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เลยกลายเป็นนางมาร ถ้ายังอยากเป็นมนุษย์ที่มีความสุข การบาลานซ์หยิน หยาง เป็นเรื่องจำเป็น

Photo credit: http://movie.kapook.com/เดชนางพญาผมขาว

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์ The Hobbit: The Desolation of Smaug

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Hobbit2

Spoiler Alert!

ตั้งแต่ดู The Lord of the Rings ก็คิดว่า มันเป็นการผสานอย่างลงตัวของ ประวัติศาสตร์สงครามโลก + mythology + ประวัติส่วนตัว + จิตนาการของ Tolkien ออกมาเป็นงานชิ้นเยี่ยม ที่สนุกมากและลึกซึ้ง ในบทความนี้ จะเน้น สองเรื่อง คือ Arkenstone และ Smaug เราคิดว่า Film series, The Hobbit อาจมีเค้ามาจากปฐมบทของสงครามโลก (W.W. 1) และ The Lord of the Rings จากสงครามโลกครั้งที่สอง (W.W.2) [นกอินทรีย์ ที่ Gandalf เรียกมาช่วยตอนสุดท้ายของ The Lord of the Rings: The Return of the King ทำให้นึกถึง อเมริกาที่เข้ามาช่วยสงครามตอนท้ายๆ และทำให้ได้ชัยชนะ แต่ว่า ชาวยุโรปเขาอยู่ในเกมสงคราม เสียเลือดเนื้อกันมายาวนานแล้ว) ใน The Lord of the Rings เรื่องราวทุกอย่างหมุนวนอยู่รอบๆ ธีม “อำนาจ” ซึ่งแทนด้วย แหวน ซึ่งจะไม่อธิบายรายละเอียด เดี๋ยวยาว ถ้ามีโอกาส และมีแรง ก็อยากจะวิเคราะห์ Lord, Trilogy ในแบบของตัวเองดูซักครั้ง ส่วน The Hobbit ก็หมุนวนอยู่รอบๆ ธีม “ความโลภ” ที่จะครอบครองความมั่งคั่ง (ทอง) และที่สุดแห่งอัญมณี โคตรเพชรอาร์เคนสโตน (Arkenstone) สุดท้ายแล้ว จะอำนาจหรือความมั่งคั่ง มันก็คือสิ่งเดียวกัน กิเลส ด้านมืด (shadow) ของมนุษย์

Why Arkenstone? Arken อาร์เค่น เดาว่า มาจากคำว่า Arch (อาค หรือ อาร์ช) ซึ่งมีกลุ่มความหมายว่า origin, begin, root, the highest class, power. เป็นจุดเร่ิมต้น เป็นราก เป็นที่สุด และดังนั้น จึงมีพลังและอำนาจสูงสุด เราเชื่อว่าอาร์เคนสโตนนี้ คล้ายคลึงกับ … ศิลานักปราชญ์ (Philosopher Stone) ใน European Alchemy, The Self ตัวตนอันสมบูรณ์ ใน Analytical Psychology (Jungian Psychology), พรมหมัน ใน Hinduism และในศาสนาพุทธ การ attain ภาวะนั้นได้ คือ นิพพาน

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เป็นการเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์ เป็นประเด็นสากล (Universal motif) ที่พบได้ในหลากหลายวัฒนธรรม ถ้าเพชรเม็ดงาม ที่เป็นที่หมายปองของทุกคนนั้น แท้จริงแล้วเป็นแก่นในจิตใจของคนเรา และเราไม่สามารถได้มันมา หากแต่ต้องผ่านการต่อสู้และผจญภัย รบรากับด้านมืด, Shadow ที่แทนที่ด้วยสัตว์ร้ายในใจตัวเอง เช่น พวกยักษ์ Ogre และสัตว์ประหลาด นอกจากนั้นยังต้องสร้าง connection กับด้านที่ดี หรือค่อนข้างดี ด้วยการผูกมิตรกับตัวต่างๆ (ในใจ) เช่น skinshifter (ครึ่งหมีครึ่งคน, ด้านที่ถูกความเป็นสัตว์ป่าดุร้ายครอบงำบางครั้งมีสติ เป็นมนุษย์ บางครั้งไม่มี เป็นสัตว์) เพื่อหยิบยืมพลังมาช่วย (ได้ม้า อาหาร ทีพัก ฯลฯ), ต้องผ่านป่ามายา ซึ่งไม่ต่างจากการเดินเข้าไปในเขาวงกตแห่งจิตไร้สำนึกของตนเอง ที่ทำให้มึนงง หลอน และหลงทาง มีแมงมุม เจ้าแห่งการชักใยและมายา ล่อให้เข้าไปติดกับ อย่างที่ Gandalf ย้ำก่อนจะจากไปว่า เมื่อเข้าไปในป่าแล้ว ความมุ่งมั่น และแน่วแน่ไปสู่จุดหมายเท่านั้น ที่จะนำพาให้หลุดออกจากป่านั้นได้ นี่อาจเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตและพัฒนาตนเองที่ แฝงอยู่ ใช่ว่าในป่าแห่งจิตนั้นจะมีแต่สิ่งชั่วร้าย สิ่งดีๆ ก็มีนะ ได้แก่ พวก Elf หากแต่ว่าการจะได้พลังจากด้านนี้ ก็ต้องผ่านการผูกมิตรอีกเช่นกัน เพราะ ตัวต่างๆ ในจิต (เป็น Archetypal symbols) มีพลังมหาศาล และมีความเป็นเอกเทศของตัวเอง (Autonomous) สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป ก็ถูกจับขัง (ถูกครอบงำได้) แต่เพราะการผูกมิตร Kili จีบ Elf, Tauriel connect กับด้านบวกที่เป็น feminine จึงทำให้ได้กำลังหนุนมาต่อสู้กับพวก Ogre (ได้ energy ทางจิตเพิ่ม) แล้วก็เดินทางต่อไป ไปผูกมิตรกับมนุษย์ผู้ชาย Bard (ด้านที่เป็น Animus หรือ masculine) ฯลฯ จนสามารถเดินทางเข้าสู่ไต้ขุนเขาแห่ง Erebor ส่วนลึกของจิตใจ ที่สิงสถิตย์แห่งขุมทรัพย์ และโคตรเพชรอาร์เคนสโตน

Smaug มีตำนานเกี่ยวกับมังกรทั่วโลก ในที่นี้เป็นมังกรเฝ้าทรัพย์ ตามตำนานยุโรป ที่ที่มีขุมทรัพย์ จะมีสัตว์ร้าย เช่นมังกร เฝ้าอยู่อย่างหวงแหน ต้องปราบมังกรจึงจะได้ขุมทรัพย์ หรือเจ้าหญิง ถ้าขุมทรัพย์ไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นพลังมหาศาลและศักยภาพทางจิตใจล่ะ และไฟอันร้อนรุ่มที่มังกรแผดเผาคนที่ย่างกรายเข้ามา คือความร้อนรุ่มที่เกิดจากความโลภ กิเลส ตัณหาล่ะ เป็นความโลภและความบ้าอำนาจที่ก่อไฟสงคราม ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การปราบมังกร หรือด้านมืดในจิตของมนุษย์ คือการดับกิเลส ตัณหา หรือเปล่า? เจ้า Smaug ที่ดูเหมือนร้ายกาจ ยังพูด(กับ Bilbo) อย่างมีปัญญาว่า ไม่ต้องการให้ Thorin ได้ครอบครอง Arkenstone เพราะในใจมีความละโมบ และสุดท้ายก็จะถูกความโลภครอบงำและเป็นบ้า (เหมือนพ่อของเขา Thrain) จะว่าไปแล้ว มังกรก็มีด้านที่เป็นปัญญาเช่นกัน การพูดคุยระหว่างมังกรกับ Bilbo เป็นการสร้าง connection กับด้านมืด (หรือด้านที่เคยมืด) มังกรสั่ง ให้ “Step into the Light” ราวกับว่า ให้ก้าวเข้ามาสู่แสงสว่าง หรือจงมีสติ (เรื่องความโลภ ฯลฯ) เรื่องราวมันมาหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ในตำนานบางเรื่องต้องปราบมังกร (dragon slayer) แต่บางเรื่องก็ให้ผูกมิตรกับมังกร (dragon master/rider) เรื่องราวจะเป็นอย่างไร รอดูต่อภาค 3 ละกัน

(เขียนเพิ่มทีหลัง) เรารู้สึกว่าได้กลิ่นของ Tchaikovsky ในเพลงประกอบ หรืออาจจะหลอนไปเอง  ไม่แน่ใจว่าเป็นสไตล์ของผู้ประพันธ์เพลง หรือว่าจงใจ เพราะรัสเซียก็เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม ใครมีความเห็น ชี้แนะได้ ถ้าอยากเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า Arch เพิ่ม ลองอ่านข้อมูลแบบ fast food ได้ที่นี่ และ ที่นี่

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

เครดิตภาพ : imdb.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License

GRAVITY (2013)

Screen shot 2013-10-22 at 6.49.11 PMภาพจาก imdb.com

คำเตือน
1. SPOILER ALERT!
2. การรีวิวเป็นความเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ คิดเอง เขียนเอง original! ถ้าจะก๊อป กรุณาให้ credit ด้วยนะจ๊ะ

วิเคราะห์
ก่อนเข้าไปดู คิดว่าเป็นหนัง Action ดูๆ ไป นี่มัน โคตรดราม่าเลย (แต่ดีนะ) เจ๊ Sandra Bullock (แสดงเป็น Dr. Ryan Stone)  แทบจะแสดงคนเดียวทั้งเรื่อง แต่เอาอยู่ ประหยัดค่าตัวนักแสดง เน้นการดำเนินเรื่องเป็นหลัก เป็นหนังที่เต็มไปด้วย symbols ให้ตีความและขบคิด น่าสนใจทีเดียว

Gravity เป็นการต่อสู้ของผู้หญิงคนหนึ่ง จากที่ดูง่อยๆ ดื้อๆ ช่วงต้นๆ สติแตก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผ่านวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง บนสถานที่ ที่ไร้แรงดึงดูดนอกโลกนั่น จนเจ๊แกกระเสือกกระสนกลับมา “ยืนหยัดบนผืนดิน” ได้อีกครั้ง

เข้าประเด็นเลยละกัน…ทั้งเรื่อง จะมีคำสองคำที่พูดบ่อยมาก คือ attach and detach เช่น พ่อGeorge Clooney (แสดงเป็น Matt Kowalski) ตามมาช่วยเจ๊แซนดร้าที่หมุนเป็นลูกข่างในอวกาศ แล้วผูกเชือกติดกับเขา (attach) เพื่อดึงเธอกลับมาที่ยาน  หรือฉากที่พ่อจอร์จ ขอให้เจ๊ปลดเชือกและปล่อยเขาไป (detach) เพราะเขาจะดึงเจ๊หลุดออกไปจากกลุ่มเชือกที่พันๆ ขาอยู่ และจะตายทั้งคู่ แล้วเจ๊แกก็ตะโกนว่า I will never let you go! ไม่ ฉันจะไม่ปล่อยคุณไปเด็ดขาด เป็น จอร์จที่เป็นฝ่ายปลดเอง ยอมตายว่างั้น หรือ concept attach-detach ที่มาแบบ symbolic อย่างการติดยืดเรื่อง ลูกสาวตาย แล้วใช้ชีวิตซังกะตายไปวันๆ เพราะไม่สามารถ (detach) ปลดอดีต แล้วก้าวต่อไปได้ซักที เราก็คิดเองเออเองว่านี่คือ theme สำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปที่คล้ายศาสนาพุทธ ที่สอนเรื่องการปล่อยวาง

Screen shot 2013-10-22 at 6.49.50 PM

ภาพจาก imdb.com
บางทีการยึดติดกับอดีตและความเจ็บปวดที่ไม่อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้วนั้น มันก็ไม่ต่างจากการลอยเคว้งอยู่นอกโลก (lost in space) ที่ๆ ไร้แรงดึงดูด เท้าคุณไม่สัมผัสกับพื้นดิน/ความเป็นจริง ลอยล่องอยู่ในที่เวิ้งว้างดำมืด ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ หลายๆ คนคงกำลังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ แต่อาจยังไม่รู้ตัว

ความพยายามจะเอาชีวิตรอดและกลับสู่โลกให้ได้ มันไม่ง่าย ทั้งๆ ที่อุตส่าห์มาถึงยาน Soyuzได้แล้ว เชื้อเพลิงดันหมด ท้อแท้ สิ้นหวัง และคิดจะยอมแพ้แล้ว (อันนี้ไม่ใช่ Let go แต่เป็น Give up) การวิทยุสื่อสารกับคนจีนที่ร้องเพลงกล่อมเด็ก มันดูแปลก เพราะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินไม่ได้ แต่ดันรับวิทยุจีนได้ แถมมาร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟัง ให้เรามอง เราคิดว่า 1)นั่นอาจเป็นเสียงที่เธออยากฟัง ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังอย่างที่สุดแล้ว เสียงของผู้ชาย ขำๆ มีความเป็นพ่อ อบอุ่นปลอบโยนเธอ ในอีกแง่ 2) เสียงผู้ชายจีน อาจหมายถึงความหวังจากจีน เพราะทางรอดของเธอคือต้องขับยาน Soyuz ไปที่สถานีอวกาศของจีน (Tiangong) เพื่อขับยานจีนกลับสู่โลก ในขณะเดียวกัน 3) การฟังเพลงกล่อมเด็ก เคลิ้มใกล้หมดสติ มันเหมือนเธอกำลังกลับไปสู่ความเป็นเด็กทารกอีกครั้ง ปล่อยวาง ละตัวตนเก่า

เมื่อกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางรอดแล้ว ฯลฯ สงบลง เพราะ O2 ที่เริ่มบาง ใกล้หมดสติ ปรากฎว่า creative idea หรือ creative man ข้างในจิตของเจ๊แซนดร้า ที่โผล่มาเหมือนวิญญาณของพ่อจอร์จ ก็แว่บเข้ามาในห้วงคำนึง มานำเสนอทางรอดที่เป็นไปได้ ซึ่งทำให้เธอรอดตายอีกครั้ง ฉากนี้เด็ดมาก เพราะคนดูสามารถตีความไปได้ในหลากหลายมุม ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา จิตวิญญาณ ศาสนา วิทยาศาสตร์ คนเขียนบทเขาเปิดกว้างให้คนดูได้คิดเอง สำหรับเรา มองว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้น ก็เป็นกึ๋นของเจ๊เองนั่นล่ะ คือ inner wisdom มีอยู่ในมนุษย์เราทุกคน แต่บางทีคิดมากไป เลยไปตีกรอบความเป็นไปได้ เสียหมด

เธอพูดขอบคุณ พ่อจอร์จ ที่หายไปแล้ว ว่า ฝากไปบอกลูกสาวเธอด้วยว่า รองเท้าสีแดงที่หาไม่เจอนั้น แม่เจอแล้ว อยู่ใต้เตียงนี่เอง ฉากนี้ เป็นสัญลักษณ์ว่า เธอได้พบจุดยืนที่หายไปแล้ว (ที่หายไปพร้อมๆ กับการตายของลูกสาว) จุดยืนสีแดงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่น มันไม่ได้หายไปไหน มันอยู่กับเธอตลอดมา (ใต้เตียง) แต่มองไม่เห็น ตอนนี้เจอแล้ว เจ๊กลับมามั่นอีกครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!

จนแล้วจนรอด เจ๊กระเสือกกระสนจนเข้าสู่โลกได้แล้ว วิทยุสื่อสารเริ่มใช้การได้ มีเจ้าหน้าที่บนโลกพยายามติดต่อเธอ เธอเริ่มกลับเข้าสู่ “ความเป็นจริง” ยานตกลงไปในน้ำ เธอต้องว่ายน้ำกระโจนขึ้นมาบนบก ฉากนี้ ให้อารมณ์เหมือนการเกิดใหม่ ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ก็คล้ายๆ พิธี Baptism หรือศีลจุ่ม น้ำเป็นสัญลักษณ์ของจิตไร้สำนึก (unconscious) น้ำเป็นแหล่งกำเนิดชีวิต การโผล่ขึ้นมาจากน้ำ เหมือนการเกิดใหม่ หรือการตื่นขึ้น และเธอก็ตะเกียกตะกายจนลุกขึ้นยืนเต็มฝ่าเท้าทั้งสองข้างได้อีกครั้ง นี่คือการปักธงชัยว่า เธอกลับมายืนบนผืนดิน บนความเป็นจริง ได้แล้ว มีจุดยืนที่เป็นของเธอเอง และพร้อมที่จะก้าวต่อไป (move on)

ถ้าดูเผินๆ อาจคิดว่าเป็นหนังที่ feminist จ๋า แต่ถ้าจะมองข้ามการแบ่งแยกเพศหญิง/ชาย แล้ว จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ก็อาจต้องเผชิญการต่อสู้แบบเดียวกัน การปล่อยวาง การไม่ยอมแพ้ การหาจุดยืนของตัวเอง และการก้าวต่อไป

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.