Movie review

DeepFilm Analysis: The Seventh Son ทำไมต้อง 7

Screen Shot 2558-01-13 at 13.29.24

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ หยิบมาวิเคราะห์ ธีมก็ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ DeepFilm มักจะเลือกมาเขียน ธีมเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เข้าใจยาก จึงมักถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบของนิทาน ตำนาน และในยุคปัจจุบันถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ และการ์ตูน แต่เพราะว่ามันมีอะไรที่โดนใจเสมอ มันถึงยังขายได้ และวนเวียนเล่าขานมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ว่าแต่ว่าธีมนั้นมันคืออะไร?

เปิดเรื่องมา Master Gregory ขังแม่มด Malkin (ญาติที่ไม่ดี คนไม่ดี) เอาไว้ ซึ่งทำให้นางโกรธแค้นมาก แสดงว่ามันมีปัญหาอะไรกันมาก่อนและยังไม่คลี่คลาย

ต่อมาแม่มดในร่างมังกร ออกมาอาละวาด ลูกศิษย์ของ Master Gregory (John Snow จาก Game of Throne แวะมาทักทาย) จ้องมองนางอย่างชื่นชม Master Gregory ปรามแล้วว่าอย่าไปมอง อย่าไปชอบ นางจะยิ่งมีพลังแก่กล้ามากขึ้น เพราะการสนใจด้านไม่ดี ก็คือการให้พลังงานกับด้านนั้น เป็นเหตุให้เขาถูกด้านมืดครอบงำและตายในที่สุด

Master Gregory จึงต้องเดินทางไปหาลูกศิษย์คนใหม่ ที่มีพลังพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็น ลูกชายคนที่ 7 ที่เกิดจากลูกชายคนที่ 7 ถึงจะมีพลังต่อกรกับแม่มดร้าย เลข 7 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คือวันที่สัปดาห์บรรจบครบ 1 รอบ คือวันที่พระเจ้า (ศาสนาคริสต์) พักเนื่องจากสร้างสวรรค์ โลก และมนุษย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีความหมายถึงการเสร็จสมบูรณ์ และการ “unite” ระหว่าง สวรรค์และโลกและมนุษย์ บาปมี 7 อย่าง คาบสมุทรมี 7 คาบสมุทร สวรรค์มี 7 ชั้น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มี 7 อย่าง อาถรรภ์ 7 ปี ฯลฯ เลข 7 เป็นเหมือน cycle ธรรมชาติ การครบสมบูรณ์อันจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ หรือจุดจบซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่เช่นกัน ทางโลกตะวันตกมีความเชื่อว่า พรสวรรค์ และพลังพิเศษ จะถูกถ่ายทอดจากลูกชายคนที่ 7 ไปสู่ลูกชายคนที่ 7 สืบต่อกันไป อาจหมายถึง คนที่ครบสมบูรณ์ เพราะสามารถเชื่อมด้านมืดกับด้านสว่าง, สวรรค์ โลก และมนุษย์ได้ ลูกคนที่ 7 กับแม่มดขาว ดังเช่นพ่อของ Tom ที่แต่งงานกับแม่มดขาวผู้มีพลังพิเศษ และคอยปกป้อง Tom คือสิ่งที่อุบัติขึ้นจากการ unite สองด้านนั้น ผ่านสัญลักษณ์ของการเป็นลูกคนที่ 7 คนที่สมบูรณ์ และมีโชคชะตาที่จะ unite สองด้านเข้าด้วยกันอีก ซึ่งทำให้เขาต้องมาต่อสู้กับแม่มดร้าย และรวมร่างกับแม่มดสาว ซึ่งมีพลังพิเศษแต่ไม่ได้ชั่วร้าย และได้ครอง Umbran Stone

Umbran Stone อัญมณีสีแดงที่ทรงพลังมาก ซึ่งอยู่กับแม่มดร้ายในตอนแรก แต่แม่มดขาว แม่ของ Tom ชิงไป ซึ่งทำให้ Malkin อ่อนแรงและถูกจับขังเมื่อกาลก่อน หินนี้น่าจะเป็น Philosopher stone ศิลานักปราชญ์ สัญลักษณ์ของตัวตนอันสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฎเมื่อเกิดการ unite ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ภาษาจิตวิทยาเรียก The Self. ในตำนานทั่วไป มังกรจะเฝ้าทรัพย์ เช่น Smaug เฝ้า Archen stone หรืออย่างเรื่องนี้ Malkin ก็เฝ้า Umbran stone สิ่งล้ำค่าจะได้มาเมื่อสามารถเอาชนะด้านมืด และรวมร่างกับด้านสว่างได้สำเร็จ แต่ด้านมืดไม่มีวันตาย มันจะกลับคืนมาหลอกหลอนอีก อย่างที่ Makin พูดก่อนจะสลายไป แปลว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันจะวนเวียนกลับมาได้ตลอด

แม่มดน้อยเป็นส่วนหนึ่งของ Tom  เธอจะแว่บไปแว่บมาตามใจชอบ จริงๆ แล้วเธออยู่กับเขาตลอด อยู่ในใจ และหิน Umbran อันทรงพลังก็เช่นกัน สรุปก็คือ ธีมที่มักจะพบเห็นในตำนาน ภาพยนตร์แฟนตาซีต่างๆ มักพูดเรื่องคล้ายๆ กัน กล่าวคือ การที่เรา (จิตสำนึกหรือ ego-consciousness) ของเรา จะต้องต่อสู้กับด้านมืด โดยไม่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นพวกเดียวกับมัน (twisted to the dark side like Dart Vader) และให้ผูกมิตรกับด้านดีๆ ภายใน เช่น แม่มดขาว หรือด้านดีๆ ที่อาจหน้าตาไม่ดีอย่าง Tusk ถ้ารวมร่างกันได้ (unite the opposites) หรือผูกมิตรกันไว้ ก็จะได้พลังวิเศษภายในเป็นกำลัง

Photo credit: https://www.facebook.com/seventhsonmovie

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์ The Hobbit: The Battle of the Five Armies

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Screen Shot 2557-12-19 at 20.45.55

วิเคราะห์ Hobbit สงคราม 5 ทับ Spoiler Alert!

18/12/14

The Hobbit ภาคนี้ไม่ผิดหวัง สนุกมากตั้งแต่เปิดเรื่อง ดารามาเยอะแบบจัดเต็มทิ้งทวน และก็รู้สึกใจหาย ว่าปีหน้าจะไม่มีหนังให้ตั้งตารอดูแล้ว Deepfilm จะวิเคราะห์เฉพาะตัวละครและประเด็นที่อยากจะวิเคราะห์ดังนี้ Bard the Dragon slayer, Galadriel, 5 armies, Thranduil, Kili-Tauriel, Thorin, และ Alfrid Lickspittle

Dragon Slayer มนุษย์ผู้ละความโลภได้ ด้วยความแน่วแน่ดุจศรดำของเขา และที่สำคัญคือหัวใจที่มีความรักและความหวัง (ลูกชาย) ทำให้ฆ่ามังกรจอมโลภได้ มังกรสม็อกถูกยิงตกลงไปทับเจ้าเมืองจอมโลภตายพร้อมกันเลย

Galadriel เป็นด้าน  feminine ที่งดงาม มีเมตตา และมีพลังมาก ในยามที่ Gandalf คับขัน เธอมาช่วย พาพวกมาด้วย แต่ด้านสว่างมาอยู่ในถิ่นของด้านมืด จะอ่อนแรง เพราะมันสูบพลังชีวิตของเธอ ถ้าอยู่นานเธออาจจะตาย เธอได้เอ่ยคำพูดตอนขับไล่จอมมารมืด ประมาณว่า “เจ้าปีศาจ ไร้นาม ไร้หน้า ไร้ตัวตน จงกลับไปสู่ความมืดซะ” เธอรู้จักคุณลักษณะของด้านมืดเป็นอย่างดี มันคือความว่างเปล่าที่มืดมน เธอใช้แสงสว่างของน้ำในผลึกแก้วที่เหมือนดวงดาวนำทางในยามราตรี เปรียบดังแสงแห่งจิตสำนึกที่ส่องสกาวในความมืด ช่วยไม่ให้หลงทาง และขับไล่ความมืดและความชั่วร้ายได้

5 armies, 5 symbols: 

คนแคระ: ความโลภ และบ้าคลั่ง

เอลฟ์ป่า: ความหยิ่งยะโส เกียรติยศ ศักดิ์ศรี

มนุษย์: ความอยู่รอด

ปีศาจ: ความชั่วร้าย

พ่อมด: คุณธรรม ปัญญา ความสมดุล ธรรมชาติ

Thranduil กษัตริย์เอฟป่ารูปงามผู้หยิ่งยโส เย็นชา แต่จริงๆ ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะไม่สามารถยอมรับกับความสูญเสียล้มตายได้อีก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูญเสียราชินีด้วยเพลี่ยงพล้ำให้กับด้านมืด ตัวเขาเองก็เคยโดนไฟแห่งความโลภแผดเผามาก่อน ด้วยความกลัวและความเสียใจ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ออกหน้าสู้กับพวกปีศาจ แต่ที่ประหลาดคือ กลับยกทัพมาสู้กับคนแคระเพื่อทวงเพชรของตระกูลซึ่งเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรี ตัวละครตัวนี้ทำให้นึกถึง เบียคุยะ ใน การ์ตูนญี่ปุ่น Bleach ท่านชายผู้สูงศักดิ์ หล่อ เนี้ยบ หยิ่ง ที่ต้องเสียภรรยาไปเช่นกัน  ชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อต่อสู้รักษากียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล เพราะคลั่งเกียรติยศศักดิ์ศรีมากเกินไป ด้าน feminine จึงได้ตายจากไป และเพราะด้าน feminine จากไปจึงเหลืออยู่แค่เพียงเกียรติยศให้ยึดถือ

ทำไม Kili ต้องตาย เพราะความรักมันไม่มีเหตุผล และมันก็ไม่สมหวังเสมอไป มันอาจทำให้เรามีความสุข และอาจจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ความรัก (Tauriel) จะยังคงอยู่ต่อไป (ลองฟัง Andrew Lloyd Webber’s Love never dies)

Thorin กษัตริย์คนแคระแห่งเทือกเขา เอเรบอร์ ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความโลภ สิ่งที่ตามมา คือความระแวง และความบ้าคลั่ง มีเพียงมิตรแท้ที่คอยเตือนสติ กับความเข้มแข็งของจิตใจ จึงสามารถต่อสู้กับความโลภได้  ด้วยความละอายใจและอยากจะไถ่โทษกู้เกียรติคืนมา จึงสู้ตายกับความชั่วร้าย Azog คู่ปรับเก่า แต่ว่าด้านชั่วร้ายแข็งแกร่งมาก ความเย็นชาของน้ำแข็งไม่สามารถฆ่าปีศาจไร้หัวใจได้ ทางเดียวที่จะปราบมันได้ คือ ยอมละตัวตน Thorin จึงยอมสละชีวิตตัวเอง เพราะตระกูลของเขาหลงมัวเมาในความโลภ จึงต้องสิ้นวงศ์ สิ้นอนาคต แม้แต่หลานชาย Fili และ Kili ซึ่งก็คือทายาทของเขา ต้องมาตายตามกันไปหมด เหลือแต่คนแคระแก่ๆ และที่น่าสังเกตคือในบรรดาคนแคระ ไม่มีคนแคระผู้หญิงอยู่เลย มีแต่ด้าน masculine ไม่มีด้าน feminine ไม่สมดุล

มีตัวละครที่น่าสนใจอีกตัวคือ Alfrid Lickspittle ซึ่งอัปลักษณ์ คอยเอาแต่ประจบสอพลอ เอาความดีความชอบ ไม่ทำงาน ขี้ขลาด เจ้านี่คล้ายๆ กับ Grima Wormtongue ที่ปรึกษาของกษัตริย์ Theoden of Rohan ใน Lord of the Rings แคแรกเตอร์มนุษย์แบบนี้ ก็มีผุดมาให้เห็นได้ตลอดในชีวิตจริง คนนึงก็เลียจนน้ำลายหกท่วม อีกคนก็ลิ้นหนอนบ่อนไส้ เป็นพาราไซต์คอยมาเกาะผู้นำหรือคนใหญ่คนโต ให้ระมัดระวังเอาไว้

ตัวละครแต่ละตัว สัญลักษณ์แต่ละด้าน สะท้อนบุคลิกภาพที่อาจพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เราล้วนมีด้านต่างๆ เหล่านี้ในจิตใจ เพียงแต่เป็นด้านไหนที่โดดเด่นและแสดงออกมากกว่ากัน  ส่วนด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ รอโอกาสที่จะสำแดงออกมาเมื่อถูกกระตุ้น ทั้งความดี ความชั่ว ความโลภ ความรัก เรามีอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร  ดูอย่าง Bilbo สิ เขารักเพื่อน กล้าหาญ มีน้ำใจ ไม่โลภเพชรทอง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังขโมยแหวนแห่งอำนาจมาจากกอลลัม หรือแม้แต่ Thorin ผู้กล้าหาญ ก็ยังถูกความโลภครอบงำได้ ไม่มีใครที่จะดีสมบูรณ์แบบ แต่อยากจะเป็นคนแบบไหน เรามีอำนาจที่จะเลือกเอง

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Photo credit: http://www.majorcineplex.com/movie/the-hobbit-the-battle-of-the-five-armies/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Exodus: God in (the) King

Screen Shot 2557-12-10 at 15.54.53

Spoiler Alert!

ตำนานโมเสส ก็ไม่ต่างจากตำนานเจ้าชายสิทธัตถะ และตำนานพระเยซู บางส่วนมีเค้าโครงทางประวัติศาสตร์บางส่วนอาจต้องมองเชิงอุปมาอุปไมย หรือเป็นสัญลักษณ์

ขึ้นเรื่องมา โมเสสในฐานะเจ้าชายแห่งอียิปต์ ออกตัวชัดเจนมากว่าไม่เชื่อศาสนาและไสยศาสตร์ แต่เชื่อในเหตุผล การที่กษัตริย์อียิปต์ใช้อำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ กดขี่ผู้คนให้เป็นทาส ทำงานหนัก ไร้อิสระ สุดท้ายก็มาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทนจนนำไปสู่การปฏิวัติ แต่ถ้าจะมองในแง่ของจิตใจ ถ้ามนุษย์คนหนึ่งใช้ชีวิตแบบเผด็จการสุดโต่ง บ้าอำนาจ และไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น หรือแม้แต่เสียงความรู้สึกของตัวเอง ชีวิตมันเทเอียงไปด้านเดียว ด้านอื่นๆ ในจิตใจที่ต้องการมีสิทธิ์มีเสียง ก็ต้องประท้วงประทุขึ้นมาสักวัน

โมเสสที่ตระหนักรู้แล้วว่าตนเองเป็นใคร ไม่ใช่หนึ่งในเจ้าที่บ้าอำนาจ การเผชิญหน้ากับความจริงมักจะยากลำบากในตอนต้นๆ ตกอับ ร่อนเร่ไปตามทะเลทรายแห้งแล้ง พบกับ หญิงสาว มีความรัก แต่งงาน มนุษย์เหตุผลได้พบกับด้านสวยงามของความไร้เหตุผล…ความรัก, femininity เขาไม่หนักเอียงไปด้านเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว

เด็กชายที่มาคุยกับโมเสส จะว่าเป็นภาพหลอน ถึงความต้องการที่แท้จริงในใจเขาที่อยากจะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ หรือจะเป็นพระเจ้าจริงๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าข้างในจิต หรือพระเจ้าข้างนอก พระเจ้าก็คือพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ขึ้นอยู่กับจะมองจะตีความอย่างไร และขึ้นอยู่กับความเชื่อ แต่ที่แน่ๆ ในจิตใจมนุษย์ มีตัวตนอันสูงสุด สถิตอยู่ ซึ่งศัพท์ทางจิตวิทยาแบบ Jungian เรียก the Self

ภัยพิบัติต่างๆ เริ่มจากน้ำ ถ้าน้ำคือห้วงแห่งจิตไร้สำนึก การที่เกิดพิโรธมีจรเข้ดุร้ายไล่กัดคน ตามมาด้วยปลาซึ่งเป็นอาหารอันทรงคุณค่ากลับตายเกลี้ยง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ภายในกำลังปั่นป่วนอย่างถึงที่สุด จรเข้อันเปรียบได้กับสัญชาติญาณสัตว์ที่ทรงพลังมาก ปลา..แหล่งสารอาหาร และด้านดีๆ ภายใน อืดตาย และตามมาด้วย สิ่งเลวร้ายอื่นๆ นำพาโรคและโชคร้ายมาสู่ผู้คน ถ้าดำรงชีวิตแบบสุดโต่งหนักเอียง ถึงจุดอิ่มตัวก็จะเกิดความบ้าคลั่งขึ้นในจิตใจ ไม่ว่าจะโลกข้างนอก หรือโลกข้างใน ถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุลก็จะเกิดเหตุอาเภทขึ้น ไม่ต่างจากปรากฎการณ์โลกร้อนในปัจจุบัน กายกับจิตไม่อาจแยกจากกัน มนุษย์และสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน

การทาประตูด้วยเลือดแกะ/แพะ เป็นเสมือนการบูชายันต์ สละชีวิตบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของการยอมเคารพนพนอบ และเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งที่เหนือกว่าเหตุผลของมนุษย์ หรือก็คือการเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าองค์ที่ยังไม่ได้รับการเคารพจากฝั่งอียิปต์ที่ลำพอง ดังนั้น เด็กในบ้านทาสที่ทาประตูด้วยเลือดสัตว์จึงไม่ตาย  เด็ก คือความหวัง อนาคตและความเป็นไปได้ต่างๆ เด็กที่อยู่ในบ้านของเผด็จการบ้าอำนาจ และคิดแบบสุดโต่ง ก็ต้องตายไป เพราะจิตมันคับแคบเสียจนไม่เหลือช่องว่างให้ความสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ จึงสิ้นอนาคต ในขณะที่เด็กในบ้านของผู้ที่มีความรัก ความเชื่อ และอ่อนน้อมถ่อมตน, อ่อนน้อมถ่อมตนให้กับ the Unknown สิ่งที่เรายังไม่รู้ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่ถูกเรียกว่าพระเจ้า จึงรอดตาย

การจะหลุดพ้นจากความบ้าอำนาจ โหดร้าย เป็นการเดินทางที่ยากลำบากและอันตราย ไม่ใช่ทางที่เรียบง่าย ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาลฟันฝ่าไป สุดท้ายมาพบกับมหาสมุทร ซึ่งเสมือนกับทางตัน คือหนทางที่ไม่มีทาง และเป็นไปไม่ได้ โมเสสโยนดาบที่ได้มาจากกษัตริย์อียิปต์ทิ้งลงทะเล  ดาบเป็นเสมือนความคิด เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าชายและความคิดแบบเจ้าชาย ความเชื่อในเหตุผล ความบ้าอำนาจ การควบคุม และความเย็นชา เขาละทิ้งตัวตนเก่าของเขาโดยสิ้นเชิงแล้ว เขาไม่ใช่พวกนั้นอีกต่อไป เขาเลิกคิด ทะเลจึงเปิดทางให้ เกิดเป็นทางเดินเชื่อมไปยังดินแดนใหม่ egoใหม่ ส่วนความบ้าอำนาจ เผด็จการ เย็นชา โหดร้าย และผยองลำพอง ตามมาไม่ได้แล้ว โมเสสทำสำเร็จ ปลดปล่อยผู้คน หรือด้านต่างๆ ที่เคยถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ และได้พบกับด้าน feminine ภรรยา และลูกอีกครั้ง

การยืดมั่นถือมั่นในตัวบุคคล จะทำให้เกิดการรวมศูนย์เผด็จการขึ้นครั้งใหม่ เมื่อแตกดับ ก็จะเกิดการสั่นคลอน ดังนั้น โมเสสจึงถ่ายทอดคำสอนบัญญัติ 10 ประการบนแผ่นหินสลัก เพื่อส่งต่อสู่ลูกหลานสืบไป แต่ทว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด การเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งนั้น (กล่าวในประเด็นทางจิตใจ) เป็นการเดินทางชั่วชีวิต และไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้

Photo credit: www.majorcineplex.com/news/exodus-gods-and-kings-news-2

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent Deep Review English version (Spoiler Alert!)

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20

Photo credit: IMDB

(Don’t expect perfect English)

This 21st. Century version of Sleeping Beauty is different from the Brothers Grimm one, thus, a lot of good traditional & psychological meanings are distorted. However, I find it is interesting to analyse anyway. In this post I will analyse 2 main characters, Maleficent and Aurora,  try to figure out why the princess sleeps, What is the meaning of the spinning wheel, and why Maleficent is allergic to iron.

The story begins with the breaking apart between two worlds, human’s and fairy’s. (The magical forest, Moors) This could mean the split between intra psychic, the consciousness and the unconscious. The Greedy boy, Stefan had got good things inside but too stupid to see their value. He cut her wings of Freedom & took away her pride to trade with external material wealth & power. Greedy & selfish love usually ends up this way. Two worlds split.

Maleficent’s land is full of mythical creatures, abundant of resources, very beautiful and anything seems possible there. It’s the source of life. Thus,  human wants to take it badly. However, it cannot be taken by force but by making good relationship.

The name of Maleficent should be Magnificent, the Best thing, the most beautiful one but the dark side get in, so it becomes Mal or bad. Moreover, could be seen as Male which can be “Animus Possession” in Jungian psychology, means female who get possessed by negative masculine/animus side and so lacks of good feminine quality. As a result, she turns wild, cruel and vengeful, and her forest turns dark and lifeless.

When love turns sour like thousand of thorns prick one’s heart,  Maleficent’s heart is full of hatred, anger, and vengence. The dark side takes charge the bright side splits off. New character, Aurora emerges. Aurora simply means light, like Eos, the Greek Goddess of the Dawn. She represents consciousness, light, hope, new beginning, purity, and yes, love.  Aurora is the opposite side of Maleficent. They are two sides of the same coin.

Secretly observing the adorable baby softens Maleficent’s heart. She sees the bright side of herself through Aurora. Love grows within from the interaction between them. (making relationship with one’s own mind)

Aurora can get inside the magical forest through her sleeping as Maleficent casts a spell on her and take her in, and again makes Aurora sleeps and takes her back to the bed. (Listen Once Upon a Dream along will get the right feeling). The same as when Maleficent makes Prince Phillip sleeps and walks through the thorny path to meet the sleeping Aurora (unconscious Aurora). Through dream, one can connect with the magical forest or the unconscious.

Why the spinning Wheel? To make a yarn has to twist fiber together and roll it before weaving them into fabric. We wear clothes to cover our bodies for warmth, vanity, and protection. On the other hand, it could be seen as our relationship with others. We make good relationship and that make us feel warm, we make bad relationship and it put us in trouble. There are a few words like, loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune which is similar to Eastern concept of the wheel of Dhrama or Karma, means one will face the consequences of what one did. And life has up & down cycle like the spinning wheel. It’s destiny. So I will conclude here that the spinning wheel is a symbol of one’s fate according to one’s deed. 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31

Photo credit: IMDB

Why the needle/spindle pricks the index finger? The needle could mean bad love or bad relationship that hurt us. The needle/spindle is a tool to make a yarn but it also could hurt us if one is not conscious when using it. In this story the needle is made of iron which Maleficent is allergic to (will explain in the next paragraph) For Index finger, we normally use to point to things we want and point to direction we’d like to go but when the heart is broken, bad relationship pricks this finger. One get lost, lacks of sense of direction, confused of what one want, forgets who one is, loses consciousness, turns to the dark side, and thus, the princess goes asleep or goes unconscious. The unconscious dark side (the vengeful curse of Maleficent) consumes the light of consciousness (Aurora).

Why Maleficent Allergic to iron? Maleficent could be an archetypal image which is Anima or inner feminine side. She also can be seen as the Mother Earth as she is the master of trees, animals and nature, She is life energy and fertility. Iron is a natural mineral but gotta be mined and cast and so on to make it becomes weapons, tools, accessories. It represents “man-made material” which could be either positive or negative things. However, it is made from human greed. Thus, Maleficent get hurt or weaken by iron things as they are the opposites. One raw nature (Nurture) and the other one, processed nature (exploited) It’s greed of humans that hurt Maleficent, and that greed also hurts human themselves. [a friend told me that iron could mean masculinity/animus]

Why Maleficent get her wings back? As her anger and vengeful feelings are gone. She kisses the light with pure love, she unites her own bright side back in, result in the awaken of Aurora. The uniting leads Aurora to find the caged wings and set them free. The light, hope, and pure love set Maleficent free from darkness. She becomes full once again, be free and powerful and could defeat the greedy masculine, King Stefan.

There is no need of the thorny wall as now two worlds are united and ruled by the light. Maleficent supports Aurora. The consciousness get positive life energy from the unconscious, no split personality, and Happy Ending.

 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.