Maleficent

วิเคราะห์เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Kaguya-hime

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.26

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

“Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me, I will return to you

ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ”

พอได้ยินว่านี่จะเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิก็ใจหายวูบ (มีคนบอกว่ายังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย และ Ghibli ยังไม่ปิดถาวร แต่หยุดพักเพื่อ Restructuring อนาคตยัง unknown 6/1/15) จะไม่มีอีกแล้วจริงๆ เหรอ! เศร้าอีกแล้ว แต่ก็หวังว่าคงจะมีผลงานดีๆ จากคนเจ๋งๆ หน้าใหม่แจ้งเกิดในวงการ สำหรับตำนานเรื่องเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ดูจบรู้สึกงงๆ ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ก็มีไอเดียแว่บเข้ามา ชวนให้นึกถึง Aurora เจ้าหญิงนิทรา จากเรื่อง Maleficent รู้สึกว่ามีธีมบางอย่างที่สะท้อนกันอยู่ เลยลองเขียนวิเคราะห์ดู อารมณ์เขียนไปวิเคราะห์ไปไหลไปตามเนื้อเรื่อง

เฉกเช่นเดียวกับตำนาน นิทาน ต่างๆ สิ่งล้ำค่ามักถูกพบเจอในป่าลึก magical forest, dark forest หรือในเรื่องนี้คือป่าไผ่ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจิตไร้สำนึก (unconscious) การเจอเทพในป่า เจอขุมทรัพย์ในป่า จะพบเห็นได้ในตำนาน นิทานทั่วโลก มันจริงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นป่าจริงๆ หรือป่าแห่งจิตใจ ซึ่งขุมทรัพย์หรือเทพ ก็คือด้านดีๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ ไม้ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ โตไว โดนตัดไปแต่ไม่นานก็แทงหน่อไม้ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไผ่มีความยืดหยุ่นสูง มีประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร สร้างบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ เป็นธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์มากมาย  จึงคิดว่า ไผ่ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘resilience’ ที่ไม่ว่าจะเผชิญปัญหา หรือความยากลำบากใดๆ ถึงจะล้มก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ ไม่ย่อท้อ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ

เปิดเรื่องด้วยคุณตาแก่ๆ ไม่มีลูก แต่ทำงานขยันขันแข็ง อดทน ตัดไผ่หาเลี้ยงชีพ คุณตาเองก็มีความเป็นไผ่อยู่เช่นกัน จนวันหนึ่งก็ได้เห็นแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วเจอเด็กตัวจิ๋วน่ารัก คือเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ (Kaguya) การเกิดที่ผิดธรรมดานี้ บอกว่าเธอเป็นเทพ เป็นเด็กมหัศจรรย์ (divine child) ไม่ใช่มนุษย์สามัญทั่วไป

ทำไมเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่จึงมาปรากฎ  คนโดยทั่วๆ ไป เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม maturity ก็ควรจะเพิ่มขึ้นตาม หมายความว่า ควรจะมีการเติบโตทางจิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้านดีๆ wisdom ภายใน ก็จะปรากฎ ในกรณีนี้ เป็นด้าน feminine ที่เป็นแสงสว่างที่งดงามมาก นำพาความรัก ความสุข ชีวิต ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภมาให้ เรื่อง fertility นี้ ดูจากที่พอคุณยายได้อุ้มเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็มีน้ำนมซะงั้น และดอกไม้ใบหญ้าก็อุดมสมบูรณ์มาก คุณสมบัติหลายข้อของเจ้าหญิง Kaguya ทำให้นึกถึง Aurora หรือเจ้าหญิงนิทราผู้เป็นแสงสว่าง

ความรักของสองตายาย ทำให้เจ้าหนูกระบอกไม้ไผ่ เติบโตรวดเร็วนัก การให้ความสนใจ ให้พลังงานแก่ด้านดีๆ ภายใน (archetypal images) มันก็จะเติบโต แข็งแรง และนำพา potential ศักยภาพ และสิ่งดีๆ ในเรา ให้เจิดจรัสออกมาด้วย

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มีเพื่อนเล่นมากมาย สนุกสนาน มีอิสระ มีความสุข เติบโต แข็งแรง เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของชีวิต ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเราจะขอเรียกว่าเป็นการ humanification ทำให้เป็นมนุษย์ ขณะที่เธอร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆ เธอจดจำเนื้อเพลงที่ลืมเลือนไป “Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me. I will return to you ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ” ร้องจบแล้วก็ร้องไห้ ออกแนว melancholy เหมือนคีย์ของเพลงที่เธอร้อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ‘longing’ โหยหาถึงบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นเพลงจากอีกภพหนึ่ง ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ เธอรอคอยวันที่จิตสำนึกของเราจะระลึกถึงเธอจากอีกฟากของจิตใจ รอให้ถูกพบ ถูกรัก และทำให้เธอมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยได้ระลึกถึงตัวตนของเธอ เธอจดจำความรู้สึกที่หายไป เกิดการเชื่อมโยงสองโลกสองภพ (จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก) ผ่านหนูน้อยคนนี้ ณ เสี้ยววินาทีนั้น การที่เธอได้ออกมาอยู่บนโลกนี้ (โลกแห่งจิตสำนึก) และมีความรู้สึก ทำให้เธอมีความ “เป็นจริง มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ a feelingless element in the unconscious หรือเป็นเพียงด้านหนึ่งในจิตใจ ที่ไร้ความรู้สึกใดๆ บทเพลงนั้นกล่าวถึงธรรมชาติและสรรพสิ่ง และวัฏจักรชีวิต ที่หมุนวนเป็นสัจธรรม อาจจะมองว่าเป็นชาติที่แล้ว หรือ pattern ของพฤติกรรม/เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ในจิตมนุษย์ ที่วนกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หลังจากฉากนี้ คุณตาก็เจอทองคำในไผ่ ด้านเทพในจิตได้เติบโต และเชื่อมโยงภายนอกและภายในเข้าด้วยกันแล้ว เธอมีความรู้สึก เธอมีความทรงจำ  การที่ตายายให้ความรักความเอาใจใส่ต่อด้าน feminine ผู้เป็นแสงสว่างนี้ นำมาซึ่งโชคลาภ ทองอาจหมายถึงทองคำจริงๆ หรืออาจหมายถึง ศักยภาพใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บุคลิกภาพด้านดีอื่นๆ ที่เคยแฝงเร้นแต่บัดนี้ได้ฉายแสงปรากฎออกมาแล้ว แต่หลังจากพบทอง คุณตากลับอุบเงียบไม่บอกคุณยาย คุณตาเปลี่ยนไป

ฉากเด็ดต่อมาคือ เจ้าหญิงน้อยอยากกินผลแตงเลยไปขโมยมา พี่ซูเตมารุ ที่ตอนแรกก็ห้ามปรามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวตัดผลแตงมาแอบกินกันสองคนใต้พุ่มไม้เอร็ดอร่อย ฉากนี้นึกถึง Adam กับ Eve ที่ถูกงูล่อลวงให้กินแอปเปิล ซึ่งก็หมายถึงการมีเซ็กซ์ ไม่ต่างกัน เด็กสองคนอดใจต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ถ้าจะมองแบบใสๆ ก็คือ ความรักได้เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้แล้ว ถ้าจะมองแบบเถื่อนๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ ด้าน feminine กับด้าน masculine ได้สานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ซึ่งหลังจากนั้น คุณตาก็เจอผ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากต้นไผ่

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.12

ผ้าคือการทอสานเส้นใย กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม ไว้สวมใส่ห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่นและสวยงาม สายใยสัมพันธ์ที่ทอออกมาเป็นผ้าสวยๆ หลากสีสันพุ่งขึ้นมาจากลำไผ่ คือความรักความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง หรือด้านทั้งสองนั้น เรามักจะทอผ้าใหม่สำหรับใช้ในงานมงคลต่างๆ การมีความรัก ก็เป็นเรื่องมงคล ผ้าจึงอาจหมายถึงความเป็นสาว การหมั้นหมาย และการแต่งงานด้วย หรือมองอีกแง่ พัฒนาการทางจิตใจก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว

แต่ตาแก่เข้าใจผิด เห็นทอง เห็นผ้า เลย “คิด” จะสร้างคฤหาสอลังการและทำให้เด็กน้อยกระบอกไม้ไผ่เป็นเจ้าหญิงจริงๆ ทั้งหมดเป็นความคิดทั้งนั้น ถามความรู้สึกของเจ้าหญิง กับภรรยาตัวเองหรือก็ไม่ จริงๆ แล้วเป็นเขาที่อยากมีหน้ามีตา อาศัยในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานตัดไผ่อีกต่อไปแล้ว เจ้าหญิงถูกบังคับให้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ฝึกมารยาทผู้ดี เพื่อหมายจะจับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเจ้าหญิง คางุยะ Kaguya ซึ่งหมายถึงแสงที่ส่องประกาย (shining light) แต่เธอกลับต้องกลายเป็นนกที่ถูกขัง เป็นเพียงแสงริบหรี่ในตะเกียง ไม่มีความสุข ความโลภ กักขัง ริดรอนอิสระภาพของแสงและความรัก ทั้งๆ ที่มีสิ่งดีเลิศและล้ำค่าอยู่ในมือแท้ๆ (เหมือนภาพในโปสเตอร์) ยังคิดแต่จะไปไขว่คว้าหาวัตถุนอกกายมา ด้วยหลงคิดว่าคือสิ่งมีค่าและความสุข อยากได้ปราสาท อยากเป็นเจ้า ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง Maleficent (เจ้าหญิงนิทรา) ที่ Stephan ตัดปีกของ Maleficent เพื่อจะได้ครองเมืองเป็นพระราชา ความโลภของด้าน masculine ทำลายความรัก ริดรอนอิสรภาพ และความภาคภูมิใจของด้าน feminine เนื้อเรื่องต่างกัน วัฒนธรรมและศาสนาต่างกัน แต่ธีมไม่ต่างกันเลย

Kaguya เสียใจมากที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เป็นของไม่จริง ไม่เป็นที่ยอมรับจากแขกที่มางานเลี้ยงฉลองชื่อใหม่ของเธอ เป็น ‘ความคิดชั่วๆ ของด้าน masculine’ ที่ทำร้ายเธอ ที่คิดว่าเธอไม่จริง หรือในอีกแง่คือ คิดว่าเธอไม่มีอยู่จริง ไม่ดีจริง การถูกปฏิเสธตัวตนทำให้เธอเจ็บปวดมาก ไม่มีความสุขและถอดจิตหวนคืนสู่บ้านป่า หรือจิตไร้สำนึก (unconscious) แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความรักวัยเด็กของเธอจากไปหมดแล้ว ที่ที่ไม่มีเธอก็ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ในเนื้อหายังสอดแทรกประเด็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย เรื่องการตัดไม้เร่ร่อน แต่สุดท้าย ถ้าให้เวลามากพอ ธรรมชาติก็จะฟื้นฟูกลับสู่สมดุลได้อีกครั้ง

เธอได้พบเจอกับพี่ซูเตมารุโดยบังเอิญ แต่เจ็บปวดใจมากที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกซ้อม แต่เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คบกัน เธอเสียใจอย่างที่สุด จนมาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทน เมื่อจักรพรรดิ์อยากครอบครองเธอ จนเธอวูบหายไป เธอจำตัวเองได้แล้ว เธอคือแสงจริงๆ เป็นเจ้าหญิงจากดวงจันทร์ ดินแดนแห่งความฝัน หรือในแง่จิตวิทยา เธอเป็นหนึ่งใน archetypal images, Anima จากดินแดนแห่งจิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconscious) เธอไม่มีความสุขและไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ขอกลับคืนสู่ดวงจันทร์ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์

ตอนที่เทวดาจากดวงจันทร์มารับเจ้าหญิง พวกเขาเสกให้เหล่านางกำนัล ทหารยามต่างๆ รวมถึงสองตายาย หลับไหล  นึกถึงฉากที่ Maleficent พาเจ้าชายเข้าไปช่วย Aurora ที่หลับไหลในปราสาท เจ้าชายถูกเสกให้หลับขณะผ่านขวากหนามเข้าไปหาเจ้าหญิง การจะได้พบ ได้สื่อสารกับด้านเทพๆ ด้านลึกๆ ในจิตใจ มักจะทำขณะที่หลับฝันอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะมาปรากฎในความฝันนั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

เมื่อเจ้าหญิง Kaguya สวมมงกุฎ และเสื้อคลุม จะลืมเลือนเรื่องราวบนโลกมนุษย์ และกลับไปยังดวงจันทร์ แต่เธอมองย้อนกลับมา ร้องไห้ เธอยังลืมไม่หมด เธอเสียใจ เรื่องราววนย้อนกลับมาที่เดิม เหมือนในความทรงจำอันลางเลือนเก่าก่อน ความรักที่ไม่สมหวังและการอาลัยอาวรณ์ ความพยายามจะ unite สองด้าน (femininity & masculinity, Anima & Animus, Kaguya & Sutemaru) เข้าด้วยกัน ไม่สำเร็จ เพราะ “ความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง และเพราะความคิด” ของคุณตา เจ้าหญิงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ ตัวตนที่สูงส่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาได้ ความโลภสกัดดาวรุ่ง เหลือไว้เพียงความแก่ชรา ความเหงา และความเศร้าเสียใจ

เรื่องราวเช่นนี้จะวนเวียนปรากฎในจิตใจมนุษย์ ทุกยุค ทุกสมัย เป็นวัฏจักรชีวิต น้อยคนนักที่จะทำสำเร็จ และปล่อย aura ให้เรืองรองผ่องใสในชีวิตจริง แต่หากจะมีซัก 1 ในล้านคนที่ทำได้ แสงนั้นก็เพียงพอจะช่วยส่องนำทางให้กับผู้คนที่สิ้นหวัง และหลงทาง ฉันจะรอพบกับเธอ Kaguya (Aurora).

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

 

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

 

อ่าน Maleficent 

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com/m/the_tale_of_the_princess_kaguya/pictures/movie-124003/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent Deep Review English version (Spoiler Alert!)

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20

Photo credit: IMDB

(Don’t expect perfect English)

This 21st. Century version of Sleeping Beauty is different from the Brothers Grimm one, thus, a lot of good traditional & psychological meanings are distorted. However, I find it is interesting to analyse anyway. In this post I will analyse 2 main characters, Maleficent and Aurora,  try to figure out why the princess sleeps, What is the meaning of the spinning wheel, and why Maleficent is allergic to iron.

The story begins with the breaking apart between two worlds, human’s and fairy’s. (The magical forest, Moors) This could mean the split between intra psychic, the consciousness and the unconscious. The Greedy boy, Stefan had got good things inside but too stupid to see their value. He cut her wings of Freedom & took away her pride to trade with external material wealth & power. Greedy & selfish love usually ends up this way. Two worlds split.

Maleficent’s land is full of mythical creatures, abundant of resources, very beautiful and anything seems possible there. It’s the source of life. Thus,  human wants to take it badly. However, it cannot be taken by force but by making good relationship.

The name of Maleficent should be Magnificent, the Best thing, the most beautiful one but the dark side get in, so it becomes Mal or bad. Moreover, could be seen as Male which can be “Animus Possession” in Jungian psychology, means female who get possessed by negative masculine/animus side and so lacks of good feminine quality. As a result, she turns wild, cruel and vengeful, and her forest turns dark and lifeless.

When love turns sour like thousand of thorns prick one’s heart,  Maleficent’s heart is full of hatred, anger, and vengence. The dark side takes charge the bright side splits off. New character, Aurora emerges. Aurora simply means light, like Eos, the Greek Goddess of the Dawn. She represents consciousness, light, hope, new beginning, purity, and yes, love.  Aurora is the opposite side of Maleficent. They are two sides of the same coin.

Secretly observing the adorable baby softens Maleficent’s heart. She sees the bright side of herself through Aurora. Love grows within from the interaction between them. (making relationship with one’s own mind)

Aurora can get inside the magical forest through her sleeping as Maleficent casts a spell on her and take her in, and again makes Aurora sleeps and takes her back to the bed. (Listen Once Upon a Dream along will get the right feeling). The same as when Maleficent makes Prince Phillip sleeps and walks through the thorny path to meet the sleeping Aurora (unconscious Aurora). Through dream, one can connect with the magical forest or the unconscious.

Why the spinning Wheel? To make a yarn has to twist fiber together and roll it before weaving them into fabric. We wear clothes to cover our bodies for warmth, vanity, and protection. On the other hand, it could be seen as our relationship with others. We make good relationship and that make us feel warm, we make bad relationship and it put us in trouble. There are a few words like, loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune which is similar to Eastern concept of the wheel of Dhrama or Karma, means one will face the consequences of what one did. And life has up & down cycle like the spinning wheel. It’s destiny. So I will conclude here that the spinning wheel is a symbol of one’s fate according to one’s deed. 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31

Photo credit: IMDB

Why the needle/spindle pricks the index finger? The needle could mean bad love or bad relationship that hurt us. The needle/spindle is a tool to make a yarn but it also could hurt us if one is not conscious when using it. In this story the needle is made of iron which Maleficent is allergic to (will explain in the next paragraph) For Index finger, we normally use to point to things we want and point to direction we’d like to go but when the heart is broken, bad relationship pricks this finger. One get lost, lacks of sense of direction, confused of what one want, forgets who one is, loses consciousness, turns to the dark side, and thus, the princess goes asleep or goes unconscious. The unconscious dark side (the vengeful curse of Maleficent) consumes the light of consciousness (Aurora).

Why Maleficent Allergic to iron? Maleficent could be an archetypal image which is Anima or inner feminine side. She also can be seen as the Mother Earth as she is the master of trees, animals and nature, She is life energy and fertility. Iron is a natural mineral but gotta be mined and cast and so on to make it becomes weapons, tools, accessories. It represents “man-made material” which could be either positive or negative things. However, it is made from human greed. Thus, Maleficent get hurt or weaken by iron things as they are the opposites. One raw nature (Nurture) and the other one, processed nature (exploited) It’s greed of humans that hurt Maleficent, and that greed also hurts human themselves. [a friend told me that iron could mean masculinity/animus]

Why Maleficent get her wings back? As her anger and vengeful feelings are gone. She kisses the light with pure love, she unites her own bright side back in, result in the awaken of Aurora. The uniting leads Aurora to find the caged wings and set them free. The light, hope, and pure love set Maleficent free from darkness. She becomes full once again, be free and powerful and could defeat the greedy masculine, King Stefan.

There is no need of the thorny wall as now two worlds are united and ruled by the light. Maleficent supports Aurora. The consciousness get positive life energy from the unconscious, no split personality, and Happy Ending.

 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

 

Maleficent วิเคราะห์แม่มาลีฉบับ DeepFilm

Spoiler Alert!!!

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20Photo credit: IMDB
นิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทรา เวอร์ชั่นศตวรรษที่ 21 เรื่องราวถูกดัดแปลงไปมาก ต่างจากเนื้อเรื่องของ The Brothers Grimm  แต่ถึงแม้ว่าความหมายสำคัญบางอย่างที่มีในเวอร์ชั่นออริจินอลจะหายไป ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจและคู่ควรจะให้วิเคราะห์ ใน post นี้จะวิเคราะห์ตัวละครหลัก ไขปริศนาว่าทำไมต้องเครื่องปั่นด้าย และทำไมเจ้าหญิงต้องนิทรา ทำไมMaleficent แพ้โลหะ ฯลฯ

เรื่องนี้เน้นที่ตัวนางฟ้าใจร้าย Maleficent แทนที่จะเน้นเจ้าหญิง Aurora กับเจ้าชาย Phillip เริ่มเรื่องมาก็บอกชัดเจนว่าเกิดการแตกแยกระหว่างโลกมนุษย์ (จิตสำนึก) กับโลกเวทย์มนต์อาณาจักรของ Maleficent (จิตไร้สำนึก) หรือก็คือเกิดการแตกแยกในจิตใจ การเชื่อมโยงกันระหว่างเด็กชาย (จำชื่อไม่ได้) กับ Maleficent นั้น เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งควรจะนำไปสู่ความปรองดองของสองโลก แต่ว่าฝั่งมนุษย์นั้น ดันเต็มไปด้วยความโลภในจิตใจ ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่งดงามและดีเลิศที่สุดในโลกอยู่ข้างกายแต่ไม่เห็นคุณค่า ความรักที่ไม่จริงแท้เพราะฉาบด้วยความโลภนั้น ทำให้เขา ตัดปีกแห่งอิสระภาพและความภาคภูมิใจของเธอทิ้งเพื่อไปครองเมือง ถ้าคุณรักใครสักคนอย่างแท้จริง คุณคงจะไม่ริดรอนอิสระภาพของคนที่คุณรัก และจะไม่ทำลายศักดิ์ศรีของเขา เพื่ออำนาจ เพื่อเงินทอง ความเจ็บปวดนี้ก่อให้เกิดสงคราม ระหว่างสองอาณาจักร (ใช่ทั้งรักคุดระหว่างชายหญิง และใช่ทั้งความขัดแย้งระหว่างจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก)

อาณาจักรของ Maleficent เต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สิ่งสวยงาม ภูติ พราย และทุกสิ่งทุกอย่าง เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ และพลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็น source of life ดังนั้น มนุษย์จึงอยากครอบครองแดนดินแห่งนี้ยิ่งนัก แต่การครอบครองไม่อาจทำได้ด้วยกำลังทหารและความโลภ เพราะเราไม่ควรทำร้ายสิ่งที่เรารักและเห็นคุณค่าความสำคัญ แต่ทำได้ด้วยการผูกมิตรสานสัมพันธ์

ว่าด้วยชื่อของ Maleficent นั้น ที่ถูกควรจะเป็น Magnificent คืองามเลิศ ดีเลิศที่สุด แต่เนื่องจากมันบิดเบือนไป เลยเป็น Mal+ficent ซึ่ง Mal = bad แปลว่าไม่ ไม่ดี ไม่งาม เพราะถูกด้านมืดครอบงำ หรือจะตีความอีกแง่คือ Male ซึ่งหมายถึงผู้ชาย ถ้าศัพท์จิตวิทยาแบบ Jungian ยุงเกี้ยน จะเรียกว่า Animus possession แอนิมัส/อนิมุส พอสเซสชั่น หรือถูกด้านที่เป็น negative quality ของ masculinity ครอบงำจิตใจ ส่วนความเมตตา ซึ่งเป็น positive quality ของ femininity หดหาย เหลือแต่ความโหดร้าย ป่าของเธอก็ดำมืดมีขวากหนามไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน (*อ่านคำอธิบายเพิ่มตอนท้ายสุด)

เมื่อรักกลายเป็นแค้น สิ่งที่ควรหลอมรวมเป็นหนึ่งแตกหักไม่อาจผสาน จิตใจของ Maleficent เกิดการแตกแยกจากสาวที่เต็มไปด้วยความรัก และเมตตา กลายเป็นร้ายกาย เพราะใจสุมไปด้วยความแค้น แค้นที่เกิดจากรักนั้นไม่ต่างจากหนามที่ทิ่มตำ จิตใจส่วนที่ดีงามสว่างไสวแตกแยกออกมา เกิดตัวละครใหม่ขึ้น เป็น Aurora ซึ่งหมายถึงแสงสว่าง หมายถึงแสงแรกของวันใหม่ หรือ Eos อีออส Greek Goddess of the Dawn ตัวแทนของ จิตสำนึก ความสว่าง ความหวัง การเริ่มต้นใหม่ ความดีงามและบริสุทธิ์ ขั้วตรงข้ามของ Maleficent ที่กลายเป็นนางมารร้ายความโกรธ ความริษยา เพราะเธอหมดศรัธาในความรักจึงสิ้นหวัง พวกเธอคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน

คำสาปจากความโกรธแค้นนั้น นำพาให้กษัตริย์ (แฟนเก่า Maleficent ) และชาวเมืองตึงเครียด ไม่มีความสุข เหมือนคนเป็นบ้า paranoid หวาดระแวง พร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ความแตกแยกในจิตใจนั้นนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้

การแอบเฝ้าดูทารกน้อยผู้ใสบริสุทธิ์นั้นค่อยๆ สลายความดำมืดและโกรธแค้นในใจ Maleficent เธอเห็นด้านที่ดีงามของตัวเองผ่านเด็กน้อยคนนี้ ความรักเกิดขึ้นในหัวใจของ Maleficent อีกครั้ง รักที่บริสุทธิ์ จนพยายามยกเลิกคำสาปที่เธอสาปไว้

สังเกตไหมว่า Aurora จะเข้าออกไปยังป่าเวทมนต์ได้เวลาหลับไหล หรือถูก Maleficent เสกให้หลับ และตอนออกมาก็เหมือนกัน เธอจะเสกให้หลับและพากลับมาที่เตียง (ตรงนี้สอดคล้องกับเพลงประกอบลองฟังดู) สรุปก็คือ Auroraเข้าไปยังดินแดนเวทย์มนต์นั้นผ่านความฝัน หรือติดต่อกับจิตไร้สำนึกผ่านความฝัน ในขณะที่ Maleficent พาเจ้าชายไปหาAurora ที่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา (unconscious) เจ้าชายก็ถูกเสกให้หลับและถูกพาข้ามผ่านขวากหนามเช่นกัน

ทำไมต้องเครื่องปั่นด้าย? การปั่นด้ายนั้นค่อยๆ บิดเกลียวเส้นใยให้ออกมาเป็นเส้นด้าย ก่อนจะถักทอเป็นผืน เสมือนความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว ที่ต้องใช้เวลาในการผสาน แล้วนำมาถักทอ เกิดเป็นเสื้อผ้า ฯลฯ ให้เราใส่ให้ความอบอุ่นและสวยงาม ฝรั่งจะมีคำที่เรียกว่า loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune เขามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการถักทอเส้นใย ผืนผ้าแห่งโชคชะตา และความไม่แน่นอนของชีวิตที่มีขึ้นมีลง ซึ่งก็คล้ายๆ กับล้อเกวียนตามแนวพุทธที่มองเรื่องของ “กรรม” คือเราทำอะไร มันก็มีผล มี consequences ตามนั้น ถ้ามองแนวญี่ปุ่นก็จะนึกถึงด้ายแดงที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน เช่น คู่รัก ดังนั้นเครื่องปั่นด้ายนั่นหมายถึงโชคชะตาหรือกรรม 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31Photo credit: IMDB

ส่วนเข็มกระสวยที่ตำนิ้วนั้น อาจเป็นความรักคุดที่กลายเป็นเสมือนเข็มแหลมทิ่มตำ สิ่งที่ควรจะเป็นเครื่องมือในการสร้างด้ายและผ้าที่ดี กลับเป็นตัวทำร้ายเรา เป็นดาบสองคมใช้สร้างก็ได้ แต่ก็ทำร้ายได้เช่นกัน ไม่ต่างจากสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่สำคัญเข็มกระสวยในหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นโลหะ (ถ้าโบราณจริงๆ จะเป็นไม้นะ อ่านพารากราฟต่อไป) ส่วนนิ้วชี้ที่ควรจะมีไว้สั่งการ ชี้บอกว่าจะเอาอะไร ชี้ทิศว่าจะไปทางไหน เมื่อถูกพิษรักทิ่มตำ เราไม่สามารถจะสั่งการ เราไม่รู้ทิศทาง และเราก็ไร้สติ unconscious หลับไหลไปเป็นเจ้าหญิงนิทรา ความแค้นจากพิษรัก ด้านมืดครอบงำใจ กำลังจะทำให้แสงสว่างดับไปตลอดกาล

ทำไม Maleficent แพ้โลหะ? ถ้า Maleficent เป็น Archetypal image (อคิไทเปิล อิมเมจ ) ตัวหนึ่งที่สำคัญมากในโลกแห่งจิตไร้สำนึกนั่นคือ Anima อนิม่า หรือด้าน Feminine ในจิตใจ และเป็นราชินีแห่งโลกธรรมชาติ เธอสั่งการต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ได้ เธอเป็นตัวแทนของ “Nature หรือ Mother Earth” ส่วนโลหะ (เหล็ก) ซึ่งเดิมทีเป็นแร่ธรรมชาติ แต่ทว่า ผ่านการถลุงแร่ และช่างเหล็ก ตี จนออกมาเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือ เช่น มีด โซ่ เครื่องประดับ เช่นแหวน หรือแม้แต่เข็ม มันแสดงถึงสิ่งที่เป็น “Man-Made” เป็นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ Maleficent ไม่ถูกกับโลหะ แสดงถึงสองด้านที่แตกต่างกัน ระหว่างธรรมชาติดิบแท้ คือ Maleficent กับโลหะ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ถูกบิดเบือนแปรรูปด้วยความโลภ ความต้องการของมนุษย์ หรือกล่าวอีกแง่ ความโลภของมนุษย์ทำร้ายธรรมชาติ ทำร้ายตัวเอง (มีคนบอกมา และเราเห็นว่าน่าสนใจ คือ iron หมายถึง masculinity หรือคุณลักษณะของ masculinity ที่ negative ซึ่งก็เป็นด้านตรงข้ามของ femininity ประมาณหยินหยาง ร้อนเย็น updated 16.6.14 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมพารากราฟสุดท้าย*)

ทำไมปีกกลับคืนมา? เมื่อเธอสลายความแค้น สลัดความดำมืดออกไป ด้วยการจุมพิษน้องAurora ลบล้างคำสาป จิตใจเธอเติมเต็มอีกครั้ง ด้านสว่างฟื้นคืนมา หัวใจเต็มไปด้วยความรัก เป็นAurora หรือแสงสว่างแห่งความรักและความหวังที่ปลดปล่อย Maleficent ให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง  ซึ่งสัญลักษณ์ผ่านการปลดปล่อยปีกที่ถูกขัง Maleficent จึงได้ปีกกลับมา คืนสู่ร่างสมบูรณ์เต็มและ powerful เหมือนเดิม ต่อสู้กับฝ่ายไม่ดี ความโลภมาก (negative animus/masculine) และปราบมันได้สำเร็จ

กำแพงขวากหนาม อันเหมือนรักคุดที่คอยทิ่มตำใจสลายลง เธอไม่ต้องสร้างกำแพงปกป้องตัวเองอีกแล้ว สองโลก unite เข้าด้วยกัน แสงสว่าง ปกครองสองเมือง Maleficent เป็นอิสระและเป็นกำลังสำคัญส่งเสริมAurora  จิตสำนึกและจิตไร้สำนึกปรองดอง สงบสุข Happy Ending

* updated 17.6.14 อธิบายกันการเข้าใจผิด คำว่า animus แอนิมัส/อนิมุส หรือ Masculinity (ความเป็นชาย) ที่เขียนในที่นี้ อย่ามองว่าหมายถึง ผู้ชาย และ femininity หมายถึง ผู้หญิง ให้สลายเรื่องเพศออกไปก่อน ให้มองว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของคุณลักษณะ หรือบุคลิกภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาย เป็นหญิง หรือเพศที่ 3 คุณก็มีคุณลักษณะทั้งสองด้านนี้อยู่ในตัว เช่น ด้านที่อ่อนโยน ก็จะเรียกว่า มี femininity จะชาย จะหญิง ก็มีกันทุกคน ส่วนด้านที่ กล้าหาญ เข้มแข็ง จะเรียกว่า มี masculinity ซึ่งจะเป็น ชายหรือหญิง ก็เป็นคนกล้าและเข้มแข็งได้ ในขณะเดียวกัน มันมีทั้งด้านที่ positive และ negative ด้วย เช่น ขี้อิจฉา ก็อาจถูกมองว่า เป็นด้านลบของ femininty หรือ ความป่าเถื่อน โหดร้าย ก็อาจเป็นด้านลบของ masculinity ซึ่งจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็อิจฉาได้หรือโหดได้ ทั้งนี้เน้นที่การรักษาสมดุลในทางเอเชียมองเป็น หยิน-หยาง ก็คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.