Jungian psychology

Workshop: DREAMS ฝัน สะพานสู่จิตวิญญาณ

Dream workshop.jpg

วัน: อาทิตย์ที่  5 พฤศจิกายน 2017 เวลา: 13.30 – 17.30

สถานที่: ห้องเรียนจิตวิทยา วัชรสิทธาชั้น 5 อาคารพงศ์วราภา 290/1 .พิชัย

บรรยายโดย: DEEPFILM อริสา (จี๊ด) (more…)

วิเคราะห์หนัง MOTHER! มารดา

SPOILER ALERT! มีเนื้อหาของหนังเรื่องมารดา

Mother_Poster.jpg

โอ..มุมกล้องเต็มไปด้วยความรักและเชิดชูความงามของนางเอกขั้นสุด ถ้ายลความสวยของเธอแล้วอยากเข้าใจ MOTHER! มากขึ้น ลองมาดูจากมุมจิตวิทยา Jungian กัน หากเปรียบจิต Psyche ของคนเราเป็นเหมือนบ้าน แล้วนางเอก พระเอกในเรื่องนี้คืออะไร? เขาทั้งสองเป็นภาพของอาร์คีไทป์ และแสดงคุณสมบัติออกมาผ่านนิสัยของพวกเขา และผ่านตัวละครที่เป็น Shadow อีกมากมายในเรื่อง … (more…)

Dream Tending Taipei

For English please scroll down

วันนี้ Deepfilm ได้มาร่วมเวิร์คช็อป Dream Tending นำโดย Dr. Stephen Aizenstat จาก Pacifica Graduate Institute, USA กิจกรรมเดียวกันนี้มีจัดทั้งในเอเชียและอเมริกา ได้เรียนรู้เทคนิกใหม่ๆ ในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาทั้งในฝันยามหลับ และในภาพยามตื่น เขาใช้คำว่า “Dream Tending” ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับ “Active Imagination” ให้ความสำคัญกับภาพ เสียง เนื้อหาจากความฝัน อย่างที่มันเป็น ประหนึ่งว่าตัวต่างๆ เหล่านั้นมีชีวิตของเขาเอง และไม่รีบสรุปว่าอะไรคืออะไร เราพบว่ามันมีหลากหลายเทคนิกที่สามารถนำมาใช้เชื่อมโยงกับจิตใจส่วนลึก ซึ่งอาจแตกต่างกับแนวที่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง แต่ก็เวิร์คนะ ได้ทดลองปฏิบัติจริง สนุกดี ถ้ามีโอกาสคงได้เผื่อแผ่ต่อไป

Dr Aizensrat_Arisa.png

Dream Tending 1.png

Dream Tending2.png

I joined Dr. Aizenstat’s Dream Tending Workshop in Taipei today. I’ve learned a new way in communicating with dream images and visions. Keep in mind that gotta respect images and characters as autonomous beings, and be careful of jumping into conclusions. This approach could also be called as “Active Imagination”, but using the term of the speaker might convey the right message that he is trying to tell, yes, “Tending”. There are many ways to connect & interact with inner images and it always be fruitful to try. Hope I can share more about this later on.

วิเคราะห์ Alice Through (2016)

*Spoiler Alert มีเนื้อหาของเรื่อง อลิซผจญภัยมหัศจรรย์เมืองกระจก*

Alice-Hatter.jpg

Alice Through the Looking Glass เป็นหนังที่มีคำว่า “เป็นไปได้/เป็นไปไม่ได้” มากที่สุดเท่าที่เคยดูมา ประมาณเดียวกับคำว่า “attach/detach” ในเรื่อง Gravity (2013) ได้ดูเกือบสัปดาห์แล้วเพิ่งจะมีเวลาเขียน รายละเอียดลืมไปพอควร เน้นประเด็นหลักๆ ก็แล้วกัน เปิดเรื่องมาเป็นฉาก The Night Sea Journey อลิซกำลังนำเรือหนีโจรสลัดในมหาสมุทร ดูเหมือนทางรอดเดียวคือทางที่ใครๆ ก็บอกว่า “เป็นไปไม่ได้” แต่เธอก็นำเรือฝ่าเข้าโซนน้ำตื้นเพื่อหนีโจรได้สำเร็จ สิ่งที่ทำให้ “ความเป็นไปได้” มัน “เป็นไปไม่ได้” ก็คือ “ความคิดที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้” ความคิดบางครั้งเป็นเสมือนกำแพง หรือกรงขังความเป็นไปได้ การถูกตามล่าโดยกลุ่มโจรหรือผู้ชาย ที่ใช้ความรุนแรงก้าวร้าวเข้าช่วงชิงสิ่งต่างๆ เปรียบได้กับ… (more…)

Deepfilm ในนิตยสารภาพยนตร์

สัมภาษณ์ลง นิตยสาร Starpics ปก Star Trek

No. 867 

July, 2016

Star1 .jpg

Star2 .jpg

ลงบทความเรื่อง “ฮีโร่ผู้มีแผล กับวายร้ายผู้มีปม” ในนิตยสาร Bioscope ปก Sing Street

Issue. 173

 June, 2016

Bio1.jpg

Bio2 .jpg

Batman vs Superman เมื่อด้านมืดของฮีโร่มาชนกัน

Bat vs Sup.png

Spoiler Alert! มีเนื้อหาของเรื่อง แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน 

หนังเรื่องนี้ยังกำกับได้ไม่ถึงใจ จัดจังหวะให้อารมณ์หนักแน่นกว่านี้ได้อีก บวกกับส่วนตัวคิดว่า เบน แอฟเฟล็ก ไม่ใช่เล่นไม่ดี แต่เขาดูไม่ดาร์กพอกับบทแบทแมนในเวอร์ชันสลัวๆ นี้ กลับทำให้นึกถึงแบทแมน สไตล์ จอร์จ คลูนี มากกว่า และแบทแมนคนก่อน คริสเตียน เบล ก็เล่นไว้ดาร์กมาก มันเลยออกมาแบบที่มันเป็น สำหรับการวิเคราะห์นั้น มีประเด็นน่าสนใจมากมายทีเดียว ที่จะยกมากล่าวได้แก่ ประเด็นเรื่องด้านมืดของฮีโร่ ประเด็นเรื่องการรับรู้ที่ต่างกันไปตามมุมของตัวเอง และการเข้าฉายช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง “God is Dead” (more…)

Insurgent

Screen Shot 2558-11-04 at 09.53.49

Spoiler Alert!

Divergent ภาคสอง หรือ Insurgent ทำให้เข้าใจการแบ่งคนออกเป็นกลุ่มย่อยทั้ง 5 ชัดเจนขึ้น การแบ่งแยก Factions ให้คนเป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดภาวะ one-sided คือบุคลิกสุดโต่งไปข้างเดียว สะท้อนกับวิถีชีวิตนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ที่แต่ละคนแทนฟันเฟืองแต่ละตัว มีหน้าที่ประจำคนละอย่างในโรงงาน ในบริษัท คุณอาจมีความถนัดมากในบางด้าน (expertise) แต่ก็เป็นอัมพาตในด้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างเน้นในเรื่องการไม่เป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เป็นได้ทุกอย่าง ภาคสองนี้ เน้นมากในคอนเซ็ปต์เรื่องการเอาชนะด้านตรงข้าม (shadow) ดูภาพประกอบ

Insurgent

ขั้วตรงข้ามของผู้กล้า Dauntless ก็คือผู้รักสันติ Amity ฝั่งหนึ่งใช้กำลังต่อสู้ ใช้ความรุนแรง (violence) ต้องกล้าบ้าบิ่น เน้นที่การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ซึ่งใช้ร่างกายเป็นหลัก อีกฝั่ง ผู้รักสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง (nonviolence แบบ มหาตมะ คานธี) การไม่ใช้ความรุนแรง จำเป็นต้องมีความกล้าหาญอย่างมาก ที่จะเอาชนะด้านก้าวร้าวของตัวเอง Amity จึงเป็นประตูสุดท้ายที่ Tris จะต้องเปิดผนึก หรือก็คือ การก้าวข้ามด้านมืด ด้านที่ไม่ถนัดของตัวเอง (shadow)

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม Candor ผู้เที่ยงธรรม ซึ่งเราจัดให้อยู่ตรงกลาง เพราะเน้นที่ความเป็นกลางไม่เอนเอียงและซื่อสัตย์ การเป็นคนซื่อตรงและจริงใจนั้น จำเป็นต้องใช้ความเข้มแข็งของจิตใจอย่างมาก กล้าที่จะยอมรับความจริง ยอมรับความอ่อนแอของตัวเอง และกล้าที่จะพูดออกมาตรงๆ ดังนั้น ทั้ง Dauntless, Candor และ Amity ต่างก็ต้องมีความกล้าด้วยกันทั้งสิ้น แต่เฉพาะความกล้าที่รุนแรง กับความกล้าที่จะไม่รุนแรง ที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน

นอกจากนี้ แกนแนวนอน ยังมี Abnegation หรือผู้เสียสละซึ่งใช้หัวใจ ใช้ความรู้สึกนำชีวิต กลุ่มน้ีขี้สงสารและคอยช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ Erudite ผู้ทรงปัญญา ที่เน้นการใช้สมองคิด ใช้ตรรกะ ใช้ความรู้นำชีวิต โดยไม่มีหัวใจและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง Jeanine (Kate Winslet) และ Celeb พี่ชายของ Tris ที่เป็นตัวแทนของด้านนี้ จับน้องมาทรมาน และ ฆ่า divergents จำนวนมาก ด้วยเหตุผลว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นตรรกะที่ไร้หัวใจ ผู้เสียสละกับผู้ทรงปัญญา จึงเป็นขั้วตรงข้ามของกันและกัน

นางเอก Tris เป็นพวก ผู้เสียสละ ที่เลือกไปเป็น ผู้กล้า แต่เธอก็รู้จักใช้สมอง และพูดความจริงกับแม่ ในโลกจำลอง (Sim) ว่าเธออ่อนแอ แต่ทำเป็นเข้มแข็ง เธอกลัว ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่น่าอาย หรือความผิดพลาด แต่ก็ต้องยอมรับมัน เพราะมันคือความจริง ดังนั้น เธอจึงผ่านด่านผู้เที่ยงธรรมได้ และปิดท้ายด้วยการเอาชนะความโกรธ ความก้าวร้าวของตัวเอง และให้อภัยตัวเอง เพราะเธอเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของเธอที่ทำให้พ่อ แม่ เพื่อน และคนอื่นๆ ต้องตาย เธอยอมให้อภัยตัวเองได้แล้ว จึงพบกับความสงบ เปิดผนึกด่านผู้รักสันติได้เป็นด่านสุดท้าย

เมื่อโลกที่เคยถูกจำกัดวงแคบเปลี่ยนแปลงไปด้วยการพัฒนาทางจิตที่หลอมรวมบุคลิกที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน จึงถึงเวลาที่ดินแดนแห่งจิตสำนึก (consciousness) จะแผ่ขยายกว้างขวางกว่าเดิม ดังนั้นจึงถึงเวลาออกไปสำรวจนอกกำแพงเมืองแล้ว แต่ทว่าเมื่อระบบเก่าถูกล้มล้าง แน่นอน ความโกลาหลจะตามมา Chaos & Order จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม่ผู้บ้าอำนาจตัวเก่า (Jeanine) หมดวาระไป แม่ผู้บ้าอำนาจตัวใหม่ (Evelyn) ก็โผล่มา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามภาคต่อไป

อ่าน: Divergent

Photo credit: imdb.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Deep Review: Into the Woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

Spoiler Alert!

สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อตนเอง เขียนวิเคราะห์ Into the Woods ออกมาจนได้ เรื่องนี้บิดเบือนนิทานต้นฉบับไปมาก ไม่อยากให้อภัยคนแต่งเรื่องเลยทีเดียว ใช้ความคิดมากไป พยายามมากไป แต่พอดูแบบเพลินๆ ก็สนุกดี คนดูก็ท่าทางชอบใจ เพราะดาราเยอะ แฟนตาซี แถมเป็นภาพยนตร์เพลงอีกต่างหาก แต่เนื่องจากนิทานต้นฉบับถูกตัดและถูกจับมาขยำขยุ้มอยู่ในเรื่องเดียว เหมือนว่ามีหลายประเด็นยำๆ กันอยู่เยอะจัด ซึ่งไม่ดีนัก แต่ธีมหลักที่สำคัญของเรื่องชัด ไม่หลุด จึงจัดว่าพอใช้ จะวิเคราะห์เท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ย้ำว่าอาจแตกต่างจากความหมายของนิทานออริจินอล

เริ่มเรื่องด้วยสองสามีภรรยาขายขนมปัง อยากมีลูก แล้วแม่มดก็โผล่มาบอกว่าที่พวกเขาไม่มีลูกเพราะเธอสาปครอบครัวนี้ไว้ ทำไมสาป? เพราะแม่ของคนขายขนมปังอยากกินผักในสวนของแม่มด พ่อเลยไปขโมยผักและยังขโมยถั่ววิเศษของแม่มดมาอีกด้วย แม่มดเลยยึดลูกสาวของพ่อคนขายขนมปังเป็นการเอาคืน แล้วสาปให้ครอบครัวนี้เป็นหมัน น้องสาวของคนขายขนมปัง, ราพันเซล จึงต้องมาเป็นลูกของแม่มด ถูกขังไว้บนหอคอย

ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ? อย่ามองตัวละครเหล่านี้เป็นคนจริงๆ แต่ให้มองเป็นสัญลักษณ์ แต่ละตัว แทนสัญลักษณ์แต่ละอย่าง แล้วทั้งหมดนั้นก็มีอยู่ในเรา สมมุติว่าเราอยากจะทำอะไรสักอย่างมากๆ สัญลักษณ์คือ อยากมีลูก แต่การที่จะมีพลังมากพอที่จะคลอดหรือทำฝันให้เป็นจริง ต้องการส่วนประกอบจากด้านมืดที่ทรงพลังและทรงคุณค่า สัญลักษณ์คือ ผักและถั่วของแม่มด มันเปรียบได้กับพลังชีวิต ศักยภาพลึกๆ กึ๋นที่ซุกซ่อนอยู่ แต่เฝ้ายามไว้ด้วย ด้านแม่ที่หวงแหนข้าวของ ไม่ค่อยยอมปล่อยให้อะไรใหม่ๆ มันเกิดขึ้นเพราะกังวล แต่พ่อคนขายขนมปัง ก็ไปขโมยมาจนได้ แต่เพราะใช้การ “ขโมย” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ออกจะก้าวร้าว ซึ่งเป็นลักษณะด้านลบของ masculinity จึงถูกสาปถูกจับลูกสาวไป (femininity)  จึงเหลือไว้แต่ลูกชาย (masculinity) สรุปคือ วิธีการที่แมนๆ ก้าวร้าว ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่จะเชื่อมโยงกับด้านมืดทรงพลังอย่างแม่มด แม่มดพอถูกขโมยของวิเศษไปก็หน้าเหี่ยวแห้ง แสดงให้เห็นว่าพลังชีวิตดีๆ อยู่ในของพวกนั้น เรื่องราว Into the Woods จึงเริ่มขึ้น

คนขายขนมปังเป็นหมัน ไม่เฟอร์ไทล์ เพราะด้าน feminine (น้องสาว) ถูกขังไว้ โดยแม่มดที่เป็นตัวแทนของความกลัว ความกังวล ไม่อยากให้ลูกพบกับความผิดหวัง เจ็บปวด และอันตราย จึงปกป้องมากเกินไป ขังเธอไว้บนหอคอย ลองมองว่าแม่มดไม่ใช่คน แต่เป็นด้านหนึ่งของบุคลิกภาพของเรา หรือเป็นความคิดในหัวของเราล่ะ ความคิดที่พยายามจะกีดกันตัวเราจากความเป็นไปได้ต่างๆ นานา (ฟังตอนที่แม่มดร้องเพลง บอกให้ลูกเป็นเด็กในขณะที่ยังเป็นได้ หมายถึงเป็นเด็กตลอดไป อย่าออกไปข้างนอกมันไม่ดี…) เพราะในโลกภายนอกมีอันตรายจริงๆ แต่ก็มีเรื่องดีๆ ด้วย และในความเป็นไปได้นั้นมีทั้งโอกาสที่จะสำเร็จ และล้มเหลว เมื่อล้มเหลวผิดพลาดก็จะต้องเจ็บปวดเสียใจ ดังนั้น ถ้าไม่เริ่มทำซะ กักขังไว้ ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องหวังหรือคิดจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ทางหนึ่งก็ปลอดภัย แต่อีกทางก็กดให้ตัวเองเป็นเด็กทารกไปตลอดกาล เอ๊ะ! ธีมนี้คุ้นๆ มั้ย คล้ายๆ แม่มดยูบาบะ กับหนูยู เด็กยักษ์เอี๊ยมแดงในเรื่อง Spirited Away งัยคะ! (แต่เราชอบเด็กเอี๊ยมแดงมากกว่านะ) จะกลับมาเฟอร์ไทล์ มีลูกได้ ทำสิ่งที่หวังได้ ต้องมีทั้งสองด้าน ด้าน masculine และ feminine เป้าที่แท้จริงคือ การปลดปล่อย ราพันเซล ให้เป็นอิสระจากแม่มด

คนขายขนมปังต้องเอาของ 4 อย่างมาให้ได้

1. วัวขาวราวน้ำนม ที่ไม่มีนม ก็เหมือนภรรยาของคนขายขนมปังนั่นแหละ ลูกหรือโปรเจคที่หวัง ไม่บังเกิด เพราะขาดพลังจากด้านต่างๆ ภายใน

2. เสื้อคลุมสีแดง ความกล้าหาญที่จะเดินเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพัง แต่ต้องระวังไม่ออกนอกลู่นอกทางจะเป็นเหยื่อสิ่งชั่วร้ายได้

3. รองเท้าสีทองของซินเดอเรลลา ตัวแทนจุดยืนของคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

4. ผมสีทองราวข้าวโพด  อันที่จริงก็ควรเป็นผมของ ราพันเซล นั่นแหละ ราพันเซลตีจากแม่มดและได้รักกับเจ้าชายหนุ่ม (femininity + masculinity เจอกันแล้ว) มีรายละเอียดในนิทานเรื่องนี้ แต่จะละไว้เท่านี้ ยาวเกิน แต่เรื่องราวต้องการจะสอนว่า อะไรดีๆ ก็ตามที่ถูกสัมผัสโดยแม่มด จะต้องสาปไม่เฟอร์ไทล์ เป็นหมัน เหตุผลก็อธิบายไปแล้วข้างต้น แต่สามารถใช้เส้นใยข้าวโพดให้วัวกินแทนได้ แค่จะบอกว่า เพราะมันเป็นของที่ได้มาจากโลกของจิตใจ (ป่า) หรือจิตไร้สำนึกนั่นเอง เลยทดแทนกันได้ (อันนี้แปลกๆ รู้สึกว่า อัดหลายไอเดียมากเกินไป)

มีผม มีชุด มีรองเท้า รวมอยู่ในแม่วัวแล้ว บวกกับความมุ่งมั่นของคนขายขนมปังกับภรรยาที่ตั้งใจทำฝันให้เป็นจริง ลูกก็คลอดออกมาจนได้ แม่มดหน้าเหี่ยวก็สวยงามได้ดังหวัง ชีวิตชีวากลับมาอีกครั้ง

การเข้าไปในป่าลึก เข้าไปสำรวจด้านลึกๆ ในจิตใจ ซึ่งมีทั้งสิ่งดีๆ มีค่า แต่ก็มากไปด้วยอันตรายและความชั่วร้าย เช่น หมาป่า การเข้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ และต้องระวังไม่หลงทาง เพราะมีอันตรายมากมายในนั้น  เราอาจคิดว่าเรารู้จักตัวเอง ว่าเราเป็นคนแบบไหน นิสัยอย่างไร ชอบไม่ชอบอะไร แต่ตัวตนลึกๆ ด้านในที่เราเองยังไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็มีนะ อย่างเช่น ภรรยาคนขายขนมปัง ลึกๆ แล้วแอบเจ้าชู้ ซึ่งทำให้ตกเหวตาย เป็นต้น ถ้ามองอ้อมๆ … การที่คนขายขนมปังมีวุฒิภาวะมากขึ้น นิสัยเก่าๆ ที่อาจไม่ดีนักก็จะตายไป (ด้านเจ้าชู้ตาย)

เรื่องยังไม่จบ ยังมียักษ์ถล่มเมืองพินาศอีก พอยักษ์ผู้หญิงลงมาจะฆ่าแจ็ค ความโกรธเกรี้ยวนั้นทำลายเมืองพินาศ ทุกอย่างกระเจิงหมด ทุกคนก็เร่ิมโทษกันไปๆ มาๆ ว่าใครผิดที่ทำให้เรื่องราวมันยุ่งเหยิง ไม่มีใครโทษตัวเองเลย ภาพยนตร์สะท้อนความเป็นจริงที่เกิด ว่าเวลามีปัญหา สิ่งแรกที่คนเราจะทำคือ หาคนผิด ด้วยการโทษคนอื่น โยนสิ่งไม่ดีงามออกจากตัว แต่พอมีสติ ก็พบว่า แต่ละคนก็มีส่วนผิด หรือมีส่วนรับผิดชอบในแต่ละบทละตอน ซึ่งผลักดันให้สถานการณ์ต่างๆ มันเป็นเช่นนี้ แทนที่จะมากล่าวโทษด่ากัน มาร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาจะดีกว่า

บางครั้งถึงแม้ว่าความหวังจะเป็นจริงแล้ว แต่มันก็ยังไม่จบ เราจะเลี้ยงลูก เลี้ยงความฝันไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่นั้น ก็ท้าทายพอตัว การที่แจ็คไปขโมยทองมาจากยักษ์และฆ่ายักษ์ (ตามเนื้อหาในเรื่องนี้) ได้สิ่งดีๆ มา แต่ด้วยวิธีไม่ถูกต้อง ไม่ต่างจากที่พ่อคนขายขนมปังขโมยผักมาจากแม่มดไม่ใช่หรือ? การไปช่วงชิงสิ่งมีค่ามามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง การค่อยๆ สร้างสัมพันธ์กับด้านเทพๆ ในจิต หรือในป่านั้น จะเวิร์คกว่า แต่เมื่อพลาดไปแล้ว จำต้องรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของยักษ์ เราก็จำต้องกำราบมันลงให้จงได้ ความโกรธ ความอาฆาต ก้าวร้าวนั้น มีแต่นำความพินาศมาสู่จิตใจของเราเอง อาจเป็นความโกรธของแจ็คเองที่มีต่อแม่ที่ชอบดุชอบตีชอบดูถูกเขาที่แจ็คต้องฆ่าทิ้ง และถ้าปราบด้านนั้นลงได้แล้ว จึงจะได้ทอง ความสงบสุขจะกลับคืนมาอีกครั้ง

สุดท้าย ถึงแม้ว่า ภรรยาคนขายขนมปังจะตายไป แต่เด็กก็ยังอยู่ ความหวังอยู่รอด ซินเดอเรลลาพบจุดยืนของตัวเองแล้ว ไม่ใช่บนรองเท้าทอง (หรู Hiso) แต่เป็นรองเท้าแม่บ้าน และเธอก็บอกเองว่า มันก็มีช่วงเวลาที่ฉันสนุกกับการทำงานบ้านเหมือนกันนะ เธอพอใจกับสิ่งที่เป็นแล้ว คนทำขนมปังพบกับความกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ เข้าป่ามาตามล่าหาของต่างๆ ก้าวข้ามตัวตนเก่า ร่วมมือกันล้มยักษ์ และดูแลความหวังของตัวเอง (ลูก) หนูน้อยหมวกแดงผู้กล้าหาญ เข้าใจแล้วว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดีและไม่ควรออกนอกลู่นอกทาง เพราะมีอันตรายตามที่แม่สอน แจ็คพบกับความกล้าหาญที่จะล้มยักษ์ผู้กราดเกรี้ยว เขาเอาชนะความก้าวร้าวของตัวเองได้แล้ว แล้วความหวังก็ดำเนินต่อไป

ภาพจาก http://world.kapook.com/pin/547fd84838217a041f000003

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

DeepFilm Analysis: The Seventh Son ทำไมต้อง 7

Screen Shot 2558-01-13 at 13.29.24

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ หยิบมาวิเคราะห์ ธีมก็ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ DeepFilm มักจะเลือกมาเขียน ธีมเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เข้าใจยาก จึงมักถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบของนิทาน ตำนาน และในยุคปัจจุบันถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ และการ์ตูน แต่เพราะว่ามันมีอะไรที่โดนใจเสมอ มันถึงยังขายได้ และวนเวียนเล่าขานมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ว่าแต่ว่าธีมนั้นมันคืออะไร?

เปิดเรื่องมา Master Gregory ขังแม่มด Malkin (ญาติที่ไม่ดี คนไม่ดี) เอาไว้ ซึ่งทำให้นางโกรธแค้นมาก แสดงว่ามันมีปัญหาอะไรกันมาก่อนและยังไม่คลี่คลาย

ต่อมาแม่มดในร่างมังกร ออกมาอาละวาด ลูกศิษย์ของ Master Gregory (John Snow จาก Game of Throne แวะมาทักทาย) จ้องมองนางอย่างชื่นชม Master Gregory ปรามแล้วว่าอย่าไปมอง อย่าไปชอบ นางจะยิ่งมีพลังแก่กล้ามากขึ้น เพราะการสนใจด้านไม่ดี ก็คือการให้พลังงานกับด้านนั้น เป็นเหตุให้เขาถูกด้านมืดครอบงำและตายในที่สุด

Master Gregory จึงต้องเดินทางไปหาลูกศิษย์คนใหม่ ที่มีพลังพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็น ลูกชายคนที่ 7 ที่เกิดจากลูกชายคนที่ 7 ถึงจะมีพลังต่อกรกับแม่มดร้าย เลข 7 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คือวันที่สัปดาห์บรรจบครบ 1 รอบ คือวันที่พระเจ้า (ศาสนาคริสต์) พักเนื่องจากสร้างสวรรค์ โลก และมนุษย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีความหมายถึงการเสร็จสมบูรณ์ และการ “unite” ระหว่าง สวรรค์และโลกและมนุษย์ บาปมี 7 อย่าง คาบสมุทรมี 7 คาบสมุทร สวรรค์มี 7 ชั้น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มี 7 อย่าง อาถรรภ์ 7 ปี ฯลฯ เลข 7 เป็นเหมือน cycle ธรรมชาติ การครบสมบูรณ์อันจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ หรือจุดจบซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่เช่นกัน ทางโลกตะวันตกมีความเชื่อว่า พรสวรรค์ และพลังพิเศษ จะถูกถ่ายทอดจากลูกชายคนที่ 7 ไปสู่ลูกชายคนที่ 7 สืบต่อกันไป อาจหมายถึง คนที่ครบสมบูรณ์ เพราะสามารถเชื่อมด้านมืดกับด้านสว่าง, สวรรค์ โลก และมนุษย์ได้ ลูกคนที่ 7 กับแม่มดขาว ดังเช่นพ่อของ Tom ที่แต่งงานกับแม่มดขาวผู้มีพลังพิเศษ และคอยปกป้อง Tom คือสิ่งที่อุบัติขึ้นจากการ unite สองด้านนั้น ผ่านสัญลักษณ์ของการเป็นลูกคนที่ 7 คนที่สมบูรณ์ และมีโชคชะตาที่จะ unite สองด้านเข้าด้วยกันอีก ซึ่งทำให้เขาต้องมาต่อสู้กับแม่มดร้าย และรวมร่างกับแม่มดสาว ซึ่งมีพลังพิเศษแต่ไม่ได้ชั่วร้าย และได้ครอง Umbran Stone

Umbran Stone อัญมณีสีแดงที่ทรงพลังมาก ซึ่งอยู่กับแม่มดร้ายในตอนแรก แต่แม่มดขาว แม่ของ Tom ชิงไป ซึ่งทำให้ Malkin อ่อนแรงและถูกจับขังเมื่อกาลก่อน หินนี้น่าจะเป็น Philosopher stone ศิลานักปราชญ์ สัญลักษณ์ของตัวตนอันสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฎเมื่อเกิดการ unite ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ภาษาจิตวิทยาเรียก The Self. ในตำนานทั่วไป มังกรจะเฝ้าทรัพย์ เช่น Smaug เฝ้า Archen stone หรืออย่างเรื่องนี้ Malkin ก็เฝ้า Umbran stone สิ่งล้ำค่าจะได้มาเมื่อสามารถเอาชนะด้านมืด และรวมร่างกับด้านสว่างได้สำเร็จ แต่ด้านมืดไม่มีวันตาย มันจะกลับคืนมาหลอกหลอนอีก อย่างที่ Makin พูดก่อนจะสลายไป แปลว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันจะวนเวียนกลับมาได้ตลอด

แม่มดน้อยเป็นส่วนหนึ่งของ Tom  เธอจะแว่บไปแว่บมาตามใจชอบ จริงๆ แล้วเธออยู่กับเขาตลอด อยู่ในใจ และหิน Umbran อันทรงพลังก็เช่นกัน สรุปก็คือ ธีมที่มักจะพบเห็นในตำนาน ภาพยนตร์แฟนตาซีต่างๆ มักพูดเรื่องคล้ายๆ กัน กล่าวคือ การที่เรา (จิตสำนึกหรือ ego-consciousness) ของเรา จะต้องต่อสู้กับด้านมืด โดยไม่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นพวกเดียวกับมัน (twisted to the dark side like Dart Vader) และให้ผูกมิตรกับด้านดีๆ ภายใน เช่น แม่มดขาว หรือด้านดีๆ ที่อาจหน้าตาไม่ดีอย่าง Tusk ถ้ารวมร่างกันได้ (unite the opposites) หรือผูกมิตรกันไว้ ก็จะได้พลังวิเศษภายในเป็นกำลัง

Photo credit: https://www.facebook.com/seventhsonmovie

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Kaguya-hime

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.26

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

“Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me, I will return to you

ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ”

พอได้ยินว่านี่จะเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิก็ใจหายวูบ (มีคนบอกว่ายังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย และ Ghibli ยังไม่ปิดถาวร แต่หยุดพักเพื่อ Restructuring อนาคตยัง unknown 6/1/15) จะไม่มีอีกแล้วจริงๆ เหรอ! เศร้าอีกแล้ว แต่ก็หวังว่าคงจะมีผลงานดีๆ จากคนเจ๋งๆ หน้าใหม่แจ้งเกิดในวงการ สำหรับตำนานเรื่องเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ดูจบรู้สึกงงๆ ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ก็มีไอเดียแว่บเข้ามา ชวนให้นึกถึง Aurora เจ้าหญิงนิทรา จากเรื่อง Maleficent รู้สึกว่ามีธีมบางอย่างที่สะท้อนกันอยู่ เลยลองเขียนวิเคราะห์ดู อารมณ์เขียนไปวิเคราะห์ไปไหลไปตามเนื้อเรื่อง

เฉกเช่นเดียวกับตำนาน นิทาน ต่างๆ สิ่งล้ำค่ามักถูกพบเจอในป่าลึก magical forest, dark forest หรือในเรื่องนี้คือป่าไผ่ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจิตไร้สำนึก (unconscious) การเจอเทพในป่า เจอขุมทรัพย์ในป่า จะพบเห็นได้ในตำนาน นิทานทั่วโลก มันจริงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นป่าจริงๆ หรือป่าแห่งจิตใจ ซึ่งขุมทรัพย์หรือเทพ ก็คือด้านดีๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ ไม้ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ โตไว โดนตัดไปแต่ไม่นานก็แทงหน่อไม้ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไผ่มีความยืดหยุ่นสูง มีประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร สร้างบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ เป็นธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์มากมาย  จึงคิดว่า ไผ่ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘resilience’ ที่ไม่ว่าจะเผชิญปัญหา หรือความยากลำบากใดๆ ถึงจะล้มก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ ไม่ย่อท้อ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ

เปิดเรื่องด้วยคุณตาแก่ๆ ไม่มีลูก แต่ทำงานขยันขันแข็ง อดทน ตัดไผ่หาเลี้ยงชีพ คุณตาเองก็มีความเป็นไผ่อยู่เช่นกัน จนวันหนึ่งก็ได้เห็นแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วเจอเด็กตัวจิ๋วน่ารัก คือเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ (Kaguya) การเกิดที่ผิดธรรมดานี้ บอกว่าเธอเป็นเทพ เป็นเด็กมหัศจรรย์ (divine child) ไม่ใช่มนุษย์สามัญทั่วไป

ทำไมเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่จึงมาปรากฎ  คนโดยทั่วๆ ไป เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม maturity ก็ควรจะเพิ่มขึ้นตาม หมายความว่า ควรจะมีการเติบโตทางจิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้านดีๆ wisdom ภายใน ก็จะปรากฎ ในกรณีนี้ เป็นด้าน feminine ที่เป็นแสงสว่างที่งดงามมาก นำพาความรัก ความสุข ชีวิต ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภมาให้ เรื่อง fertility นี้ ดูจากที่พอคุณยายได้อุ้มเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็มีน้ำนมซะงั้น และดอกไม้ใบหญ้าก็อุดมสมบูรณ์มาก คุณสมบัติหลายข้อของเจ้าหญิง Kaguya ทำให้นึกถึง Aurora หรือเจ้าหญิงนิทราผู้เป็นแสงสว่าง

ความรักของสองตายาย ทำให้เจ้าหนูกระบอกไม้ไผ่ เติบโตรวดเร็วนัก การให้ความสนใจ ให้พลังงานแก่ด้านดีๆ ภายใน (archetypal images) มันก็จะเติบโต แข็งแรง และนำพา potential ศักยภาพ และสิ่งดีๆ ในเรา ให้เจิดจรัสออกมาด้วย

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มีเพื่อนเล่นมากมาย สนุกสนาน มีอิสระ มีความสุข เติบโต แข็งแรง เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของชีวิต ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเราจะขอเรียกว่าเป็นการ humanification ทำให้เป็นมนุษย์ ขณะที่เธอร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆ เธอจดจำเนื้อเพลงที่ลืมเลือนไป “Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me. I will return to you ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ” ร้องจบแล้วก็ร้องไห้ ออกแนว melancholy เหมือนคีย์ของเพลงที่เธอร้อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ‘longing’ โหยหาถึงบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นเพลงจากอีกภพหนึ่ง ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ เธอรอคอยวันที่จิตสำนึกของเราจะระลึกถึงเธอจากอีกฟากของจิตใจ รอให้ถูกพบ ถูกรัก และทำให้เธอมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยได้ระลึกถึงตัวตนของเธอ เธอจดจำความรู้สึกที่หายไป เกิดการเชื่อมโยงสองโลกสองภพ (จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก) ผ่านหนูน้อยคนนี้ ณ เสี้ยววินาทีนั้น การที่เธอได้ออกมาอยู่บนโลกนี้ (โลกแห่งจิตสำนึก) และมีความรู้สึก ทำให้เธอมีความ “เป็นจริง มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ a feelingless element in the unconscious หรือเป็นเพียงด้านหนึ่งในจิตใจ ที่ไร้ความรู้สึกใดๆ บทเพลงนั้นกล่าวถึงธรรมชาติและสรรพสิ่ง และวัฏจักรชีวิต ที่หมุนวนเป็นสัจธรรม อาจจะมองว่าเป็นชาติที่แล้ว หรือ pattern ของพฤติกรรม/เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ในจิตมนุษย์ ที่วนกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หลังจากฉากนี้ คุณตาก็เจอทองคำในไผ่ ด้านเทพในจิตได้เติบโต และเชื่อมโยงภายนอกและภายในเข้าด้วยกันแล้ว เธอมีความรู้สึก เธอมีความทรงจำ  การที่ตายายให้ความรักความเอาใจใส่ต่อด้าน feminine ผู้เป็นแสงสว่างนี้ นำมาซึ่งโชคลาภ ทองอาจหมายถึงทองคำจริงๆ หรืออาจหมายถึง ศักยภาพใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บุคลิกภาพด้านดีอื่นๆ ที่เคยแฝงเร้นแต่บัดนี้ได้ฉายแสงปรากฎออกมาแล้ว แต่หลังจากพบทอง คุณตากลับอุบเงียบไม่บอกคุณยาย คุณตาเปลี่ยนไป

ฉากเด็ดต่อมาคือ เจ้าหญิงน้อยอยากกินผลแตงเลยไปขโมยมา พี่ซูเตมารุ ที่ตอนแรกก็ห้ามปรามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวตัดผลแตงมาแอบกินกันสองคนใต้พุ่มไม้เอร็ดอร่อย ฉากนี้นึกถึง Adam กับ Eve ที่ถูกงูล่อลวงให้กินแอปเปิล ซึ่งก็หมายถึงการมีเซ็กซ์ ไม่ต่างกัน เด็กสองคนอดใจต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ถ้าจะมองแบบใสๆ ก็คือ ความรักได้เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้แล้ว ถ้าจะมองแบบเถื่อนๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ ด้าน feminine กับด้าน masculine ได้สานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ซึ่งหลังจากนั้น คุณตาก็เจอผ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากต้นไผ่

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.12

ผ้าคือการทอสานเส้นใย กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม ไว้สวมใส่ห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่นและสวยงาม สายใยสัมพันธ์ที่ทอออกมาเป็นผ้าสวยๆ หลากสีสันพุ่งขึ้นมาจากลำไผ่ คือความรักความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง หรือด้านทั้งสองนั้น เรามักจะทอผ้าใหม่สำหรับใช้ในงานมงคลต่างๆ การมีความรัก ก็เป็นเรื่องมงคล ผ้าจึงอาจหมายถึงความเป็นสาว การหมั้นหมาย และการแต่งงานด้วย หรือมองอีกแง่ พัฒนาการทางจิตใจก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว

แต่ตาแก่เข้าใจผิด เห็นทอง เห็นผ้า เลย “คิด” จะสร้างคฤหาสอลังการและทำให้เด็กน้อยกระบอกไม้ไผ่เป็นเจ้าหญิงจริงๆ ทั้งหมดเป็นความคิดทั้งนั้น ถามความรู้สึกของเจ้าหญิง กับภรรยาตัวเองหรือก็ไม่ จริงๆ แล้วเป็นเขาที่อยากมีหน้ามีตา อาศัยในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานตัดไผ่อีกต่อไปแล้ว เจ้าหญิงถูกบังคับให้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ฝึกมารยาทผู้ดี เพื่อหมายจะจับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเจ้าหญิง คางุยะ Kaguya ซึ่งหมายถึงแสงที่ส่องประกาย (shining light) แต่เธอกลับต้องกลายเป็นนกที่ถูกขัง เป็นเพียงแสงริบหรี่ในตะเกียง ไม่มีความสุข ความโลภ กักขัง ริดรอนอิสระภาพของแสงและความรัก ทั้งๆ ที่มีสิ่งดีเลิศและล้ำค่าอยู่ในมือแท้ๆ (เหมือนภาพในโปสเตอร์) ยังคิดแต่จะไปไขว่คว้าหาวัตถุนอกกายมา ด้วยหลงคิดว่าคือสิ่งมีค่าและความสุข อยากได้ปราสาท อยากเป็นเจ้า ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง Maleficent (เจ้าหญิงนิทรา) ที่ Stephan ตัดปีกของ Maleficent เพื่อจะได้ครองเมืองเป็นพระราชา ความโลภของด้าน masculine ทำลายความรัก ริดรอนอิสรภาพ และความภาคภูมิใจของด้าน feminine เนื้อเรื่องต่างกัน วัฒนธรรมและศาสนาต่างกัน แต่ธีมไม่ต่างกันเลย

Kaguya เสียใจมากที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เป็นของไม่จริง ไม่เป็นที่ยอมรับจากแขกที่มางานเลี้ยงฉลองชื่อใหม่ของเธอ เป็น ‘ความคิดชั่วๆ ของด้าน masculine’ ที่ทำร้ายเธอ ที่คิดว่าเธอไม่จริง หรือในอีกแง่คือ คิดว่าเธอไม่มีอยู่จริง ไม่ดีจริง การถูกปฏิเสธตัวตนทำให้เธอเจ็บปวดมาก ไม่มีความสุขและถอดจิตหวนคืนสู่บ้านป่า หรือจิตไร้สำนึก (unconscious) แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความรักวัยเด็กของเธอจากไปหมดแล้ว ที่ที่ไม่มีเธอก็ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ในเนื้อหายังสอดแทรกประเด็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย เรื่องการตัดไม้เร่ร่อน แต่สุดท้าย ถ้าให้เวลามากพอ ธรรมชาติก็จะฟื้นฟูกลับสู่สมดุลได้อีกครั้ง

เธอได้พบเจอกับพี่ซูเตมารุโดยบังเอิญ แต่เจ็บปวดใจมากที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกซ้อม แต่เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คบกัน เธอเสียใจอย่างที่สุด จนมาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทน เมื่อจักรพรรดิ์อยากครอบครองเธอ จนเธอวูบหายไป เธอจำตัวเองได้แล้ว เธอคือแสงจริงๆ เป็นเจ้าหญิงจากดวงจันทร์ ดินแดนแห่งความฝัน หรือในแง่จิตวิทยา เธอเป็นหนึ่งใน archetypal images, Anima จากดินแดนแห่งจิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconscious) เธอไม่มีความสุขและไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ขอกลับคืนสู่ดวงจันทร์ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์

ตอนที่เทวดาจากดวงจันทร์มารับเจ้าหญิง พวกเขาเสกให้เหล่านางกำนัล ทหารยามต่างๆ รวมถึงสองตายาย หลับไหล  นึกถึงฉากที่ Maleficent พาเจ้าชายเข้าไปช่วย Aurora ที่หลับไหลในปราสาท เจ้าชายถูกเสกให้หลับขณะผ่านขวากหนามเข้าไปหาเจ้าหญิง การจะได้พบ ได้สื่อสารกับด้านเทพๆ ด้านลึกๆ ในจิตใจ มักจะทำขณะที่หลับฝันอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะมาปรากฎในความฝันนั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

เมื่อเจ้าหญิง Kaguya สวมมงกุฎ และเสื้อคลุม จะลืมเลือนเรื่องราวบนโลกมนุษย์ และกลับไปยังดวงจันทร์ แต่เธอมองย้อนกลับมา ร้องไห้ เธอยังลืมไม่หมด เธอเสียใจ เรื่องราววนย้อนกลับมาที่เดิม เหมือนในความทรงจำอันลางเลือนเก่าก่อน ความรักที่ไม่สมหวังและการอาลัยอาวรณ์ ความพยายามจะ unite สองด้าน (femininity & masculinity, Anima & Animus, Kaguya & Sutemaru) เข้าด้วยกัน ไม่สำเร็จ เพราะ “ความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง และเพราะความคิด” ของคุณตา เจ้าหญิงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ ตัวตนที่สูงส่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาได้ ความโลภสกัดดาวรุ่ง เหลือไว้เพียงความแก่ชรา ความเหงา และความเศร้าเสียใจ

เรื่องราวเช่นนี้จะวนเวียนปรากฎในจิตใจมนุษย์ ทุกยุค ทุกสมัย เป็นวัฏจักรชีวิต น้อยคนนักที่จะทำสำเร็จ และปล่อย aura ให้เรืองรองผ่องใสในชีวิตจริง แต่หากจะมีซัก 1 ในล้านคนที่ทำได้ แสงนั้นก็เพียงพอจะช่วยส่องนำทางให้กับผู้คนที่สิ้นหวัง และหลงทาง ฉันจะรอพบกับเธอ Kaguya (Aurora).

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

 

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

 

อ่าน Maleficent 

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com/m/the_tale_of_the_princess_kaguya/pictures/movie-124003/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.