Jungian psychology

Workshop: DREAMS ฝัน สะพานสู่จิตวิญญาณ

Dream workshop.jpg

วัน: อาทิตย์ที่  5 พฤศจิกายน 2017 เวลา: 13.30 – 17.30

สถานที่: ห้องเรียนจิตวิทยา วัชรสิทธาชั้น 5 อาคารพงศ์วราภา 290/1 .พิชัย

บรรยายโดย: DEEPFILM อริสา (จี๊ด) (เพิ่มเติม…)

วิเคราะห์หนัง MOTHER! มารดา

SPOILER ALERT! มีเนื้อหาของหนังเรื่องมารดา

Mother_Poster

โอ..มุมกล้องเต็มไปด้วยความรักและเชิดชูความงามของนางเอกขั้นสุด ถ้ายลความสวยของเธอแล้วอยากเข้าใจ MOTHER! มากขึ้น ลองมาดูจากมุมจิตวิทยา Jungian กัน หากเปรียบจิต Psyche ของคนเราเป็นเหมือนบ้าน แล้วนางเอก พระเอกในเรื่องนี้คืออะไร? เขาทั้งสองเป็นภาพของอาร์คีไทป์ และแสดงคุณสมบัติออกมาผ่านนิสัยของพวกเขา และผ่านตัวละครที่เป็น Shadow อีกมากมายในเรื่อง … (เพิ่มเติม…)

Dream Tending Taipei

For English please scroll down

วันนี้ Deepfilm ได้มาร่วมเวิร์คช็อป Dream Tending นำโดย Dr. Stephen Aizenstat จาก Pacifica Graduate Institute, USA กิจกรรมเดียวกันนี้มีจัดทั้งในเอเชียและอเมริกา ได้เรียนรู้เทคนิกใหม่ๆ ในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาทั้งในฝันยามหลับ และในภาพยามตื่น เขาใช้คำว่า “Dream Tending” ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับ “Active Imagination” ให้ความสำคัญกับภาพ เสียง เนื้อหาจากความฝัน อย่างที่มันเป็น ประหนึ่งว่าตัวต่างๆ เหล่านั้นมีชีวิตของเขาเอง และไม่รีบสรุปว่าอะไรคืออะไร เราพบว่ามันมีหลากหลายเทคนิกที่สามารถนำมาใช้เชื่อมโยงกับจิตใจส่วนลึก ซึ่งอาจแตกต่างกับแนวที่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง แต่ก็เวิร์คนะ ได้ทดลองปฏิบัติจริง สนุกดี ถ้ามีโอกาสคงได้เผื่อแผ่ต่อไป

Dr Aizensrat_Arisa.png (เพิ่มเติม…)

วิเคราะห์ Alice Through (2016)

*Spoiler Alert มีเนื้อหาของเรื่อง อลิซผจญภัยมหัศจรรย์เมืองกระจก*

Alice-Hatter.jpg

Alice Through the Looking Glass เป็นหนังที่มีคำว่า “เป็นไปได้/เป็นไปไม่ได้” มากที่สุดเท่าที่เคยดูมา ประมาณเดียวกับคำว่า “attach/detach” ในเรื่อง Gravity (2013) ได้ดูเกือบสัปดาห์แล้วเพิ่งจะมีเวลาเขียน รายละเอียดลืมไปพอควร เน้นประเด็นหลักๆ ก็แล้วกัน เปิดเรื่องมาเป็นฉาก The Night Sea Journey อลิซกำลังนำเรือหนีโจรสลัดในมหาสมุทร ดูเหมือนทางรอดเดียวคือทางที่ใครๆ ก็บอกว่า “เป็นไปไม่ได้” แต่เธอก็นำเรือฝ่าเข้าโซนน้ำตื้นเพื่อหนีโจรได้สำเร็จ สิ่งที่ทำให้ “ความเป็นไปได้” มัน “เป็นไปไม่ได้” ก็คือ “ความคิดที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้” ความคิดบางครั้งเป็นเสมือนกำแพง หรือกรงขังความเป็นไปได้ การถูกตามล่าโดยกลุ่มโจรหรือผู้ชาย ที่ใช้ความรุนแรงก้าวร้าวเข้าช่วงชิงสิ่งต่างๆ เปรียบได้กับ… (เพิ่มเติม…)

Deepfilm ในนิตยสาร

 

สัมภาษณ์ลง นิตยสาร Starpics ปก Star Trek

No. 867 

July, 2016

Star1 .jpg

Star2 .jpg

ลงบทความเรื่อง “ฮีโร่ผู้มีแผล กับวายร้ายผู้มีปม” ในนิตยสาร Bioscope ปก Sing Street

Issue. 173

 June, 2016

Bio1.jpg

Bio2 .jpg

Batman vs Superman เมื่อด้านมืดของฮีโร่มาชนกัน

Bat vs Sup

Spoiler Alert! มีเนื้อหาของเรื่อง แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน 

หนังเรื่องนี้ยังกำกับได้ไม่ถึงใจ จัดจังหวะให้อารมณ์หนักแน่นกว่านี้ได้อีก บวกกับส่วนตัวคิดว่า เบน แอฟเฟล็ก ไม่ใช่เล่นไม่ดี แต่เขาดูไม่ดาร์กพอกับบทแบทแมนในเวอร์ชันสลัวๆ นี้ กลับทำให้นึกถึงแบทแมน สไตล์ จอร์จ คลูนี มากกว่า และแบทแมนคนก่อน คริสเตียน เบล ก็เล่นไว้ดาร์กมาก มันเลยออกมาแบบที่มันเป็น สำหรับการวิเคราะห์นั้น มีประเด็นน่าสนใจมากมายทีเดียว ที่จะยกมากล่าวได้แก่ ประเด็นเรื่องด้านมืดของฮีโร่ ประเด็นเรื่องการรับรู้ที่ต่างกันไปตามมุมของตัวเอง และการเข้าฉายช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง “God is Dead” (เพิ่มเติม…)

Insurgent

Screen Shot 2558-11-04 at 09.53.49

Spoiler Alert!

Divergent ภาคสอง หรือ Insurgent ทำให้เข้าใจการแบ่งคนออกเป็นกลุ่มย่อยทั้ง 5 ชัดเจนขึ้น การแบ่งแยก Factions ให้คนเป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดภาวะ one-sided คือบุคลิกสุดโต่งไปข้างเดียว สะท้อนกับวิถีชีวิตนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ที่แต่ละคนแทนฟันเฟืองแต่ละตัว มีหน้าที่ประจำคนละอย่างในโรงงาน ในบริษัท คุณอาจมีความถนัดมากในบางด้าน (expertise) แต่ก็เป็นอัมพาตในด้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างเน้นในเรื่องการไม่เป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เป็นได้ทุกอย่าง ภาคสองนี้ เน้นมากในคอนเซ็ปต์เรื่องการเอาชนะด้านตรงข้าม (shadow) ดูภาพประกอบ (เพิ่มเติม…)

Deep Review: Into the Woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

Spoiler Alert!

สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อตนเอง เขียนวิเคราะห์ Into the Woods ออกมาจนได้ เรื่องนี้บิดเบือนนิทานต้นฉบับไปมาก ไม่อยากให้อภัยคนแต่งเรื่องเลยทีเดียว ใช้ความคิดมากไป พยายามมากไป แต่พอดูแบบเพลินๆ ก็สนุกดี คนดูก็ท่าทางชอบใจ เพราะดาราเยอะ แฟนตาซี แถมเป็นภาพยนตร์เพลงอีกต่างหาก แต่เนื่องจากนิทานต้นฉบับถูกตัดและถูกจับมาขยำขยุ้มอยู่ในเรื่องเดียว เหมือนว่ามีหลายประเด็นยำๆ กันอยู่เยอะจัด ซึ่งไม่ดีนัก แต่ธีมหลักที่สำคัญของเรื่องชัด ไม่หลุด จึงจัดว่าพอใช้ จะวิเคราะห์เท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ย้ำว่าอาจแตกต่างจากความหมายของนิทานออริจินอล (เพิ่มเติม…)

DeepFilm Analysis: The Seventh Son ทำไมต้อง 7

Screen Shot 2558-01-13 at 13.29.24

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ หยิบมาวิเคราะห์ ธีมก็ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ DeepFilm มักจะเลือกมาเขียน ธีมเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เข้าใจยาก จึงมักถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบของนิทาน ตำนาน และในยุคปัจจุบันถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ และการ์ตูน แต่เพราะว่ามันมีอะไรที่โดนใจเสมอ มันถึงยังขายได้ และวนเวียนเล่าขานมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ว่าแต่ว่าธีมนั้นมันคืออะไร?

เปิดเรื่องมา Master Gregory ขังแม่มด Malkin (ญาติที่ไม่ดี คนไม่ดี) เอาไว้ ซึ่งทำให้นางโกรธแค้นมาก แสดงว่ามันมีปัญหาอะไรกันมาก่อนและยังไม่คลี่คลาย

ต่อมาแม่มดในร่างมังกร ออกมาอาละวาด ลูกศิษย์ของ Master Gregory (John Snow จาก Game of Throne แวะมาทักทาย) จ้องมองนางอย่างชื่นชม Master Gregory ปรามแล้วว่าอย่าไปมอง อย่าไปชอบ นางจะยิ่งมีพลังแก่กล้ามากขึ้น เพราะการสนใจด้านไม่ดี ก็คือการให้พลังงานกับด้านนั้น เป็นเหตุให้เขาถูกด้านมืดครอบงำและตายในที่สุด

Master Gregory จึงต้องเดินทางไปหาลูกศิษย์คนใหม่ ที่มีพลังพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็น ลูกชายคนที่ 7 ที่เกิดจากลูกชายคนที่ 7 ถึงจะมีพลังต่อกรกับแม่มดร้าย เลข 7 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คือวันที่สัปดาห์บรรจบครบ 1 รอบ คือวันที่พระเจ้า (ศาสนาคริสต์) พักเนื่องจากสร้างสวรรค์ โลก และมนุษย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีความหมายถึงการเสร็จสมบูรณ์ และการ “unite” ระหว่าง สวรรค์และโลกและมนุษย์ บาปมี 7 อย่าง คาบสมุทรมี 7 คาบสมุทร สวรรค์มี 7 ชั้น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มี 7 อย่าง อาถรรภ์ 7 ปี ฯลฯ เลข 7 เป็นเหมือน cycle ธรรมชาติ การครบสมบูรณ์อันจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ หรือจุดจบซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่เช่นกัน ทางโลกตะวันตกมีความเชื่อว่า พรสวรรค์ และพลังพิเศษ จะถูกถ่ายทอดจากลูกชายคนที่ 7 ไปสู่ลูกชายคนที่ 7 สืบต่อกันไป อาจหมายถึง คนที่ครบสมบูรณ์ เพราะสามารถเชื่อมด้านมืดกับด้านสว่าง, สวรรค์ โลก และมนุษย์ได้ ลูกคนที่ 7 กับแม่มดขาว ดังเช่นพ่อของ Tom ที่แต่งงานกับแม่มดขาวผู้มีพลังพิเศษ และคอยปกป้อง Tom คือสิ่งที่อุบัติขึ้นจากการ unite สองด้านนั้น ผ่านสัญลักษณ์ของการเป็นลูกคนที่ 7 คนที่สมบูรณ์ และมีโชคชะตาที่จะ unite สองด้านเข้าด้วยกันอีก ซึ่งทำให้เขาต้องมาต่อสู้กับแม่มดร้าย และรวมร่างกับแม่มดสาว ซึ่งมีพลังพิเศษแต่ไม่ได้ชั่วร้าย และได้ครอง Umbran Stone

Umbran Stone อัญมณีสีแดงที่ทรงพลังมาก ซึ่งอยู่กับแม่มดร้ายในตอนแรก แต่แม่มดขาว แม่ของ Tom ชิงไป ซึ่งทำให้ Malkin อ่อนแรงและถูกจับขังเมื่อกาลก่อน หินนี้น่าจะเป็น Philosopher stone ศิลานักปราชญ์ สัญลักษณ์ของตัวตนอันสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฎเมื่อเกิดการ unite ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ภาษาจิตวิทยาเรียก The Self. ในตำนานทั่วไป มังกรจะเฝ้าทรัพย์ เช่น Smaug เฝ้า Archen stone หรืออย่างเรื่องนี้ Malkin ก็เฝ้า Umbran stone สิ่งล้ำค่าจะได้มาเมื่อสามารถเอาชนะด้านมืด และรวมร่างกับด้านสว่างได้สำเร็จ แต่ด้านมืดไม่มีวันตาย มันจะกลับคืนมาหลอกหลอนอีก อย่างที่ Makin พูดก่อนจะสลายไป แปลว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันจะวนเวียนกลับมาได้ตลอด

แม่มดน้อยเป็นส่วนหนึ่งของ Tom  เธอจะแว่บไปแว่บมาตามใจชอบ จริงๆ แล้วเธออยู่กับเขาตลอด อยู่ในใจ และหิน Umbran อันทรงพลังก็เช่นกัน สรุปก็คือ ธีมที่มักจะพบเห็นในตำนาน ภาพยนตร์แฟนตาซีต่างๆ มักพูดเรื่องคล้ายๆ กัน กล่าวคือ การที่เรา (จิตสำนึกหรือ ego-consciousness) ของเรา จะต้องต่อสู้กับด้านมืด โดยไม่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นพวกเดียวกับมัน (twisted to the dark side like Dart Vader) และให้ผูกมิตรกับด้านดีๆ ภายใน เช่น แม่มดขาว หรือด้านดีๆ ที่อาจหน้าตาไม่ดีอย่าง Tusk ถ้ารวมร่างกันได้ (unite the opposites) หรือผูกมิตรกันไว้ ก็จะได้พลังวิเศษภายในเป็นกำลัง

Photo credit: https://www.facebook.com/seventhsonmovie

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Kaguya-hime

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.26

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

“Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me, I will return to you

ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ”

พอได้ยินว่านี่จะเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิก็ใจหายวูบ (มีคนบอกว่ายังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย และ Ghibli ยังไม่ปิดถาวร แต่หยุดพักเพื่อ Restructuring อนาคตยัง unknown 6/1/15) จะไม่มีอีกแล้วจริงๆ เหรอ! เศร้าอีกแล้ว แต่ก็หวังว่าคงจะมีผลงานดีๆ จากคนเจ๋งๆ หน้าใหม่แจ้งเกิดในวงการ สำหรับตำนานเรื่องเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ดูจบรู้สึกงงๆ ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ก็มีไอเดียแว่บเข้ามา ชวนให้นึกถึง Aurora เจ้าหญิงนิทรา จากเรื่อง Maleficent รู้สึกว่ามีธีมบางอย่างที่สะท้อนกันอยู่ เลยลองเขียนวิเคราะห์ดู อารมณ์เขียนไปวิเคราะห์ไปไหลไปตามเนื้อเรื่อง

เฉกเช่นเดียวกับตำนาน นิทาน ต่างๆ สิ่งล้ำค่ามักถูกพบเจอในป่าลึก magical forest, dark forest หรือในเรื่องนี้คือป่าไผ่ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจิตไร้สำนึก (unconscious) การเจอเทพในป่า เจอขุมทรัพย์ในป่า จะพบเห็นได้ในตำนาน นิทานทั่วโลก มันจริงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นป่าจริงๆ หรือป่าแห่งจิตใจ ซึ่งขุมทรัพย์หรือเทพ ก็คือด้านดีๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ ไม้ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ โตไว โดนตัดไปแต่ไม่นานก็แทงหน่อไม้ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไผ่มีความยืดหยุ่นสูง มีประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร สร้างบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ เป็นธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์มากมาย  จึงคิดว่า ไผ่ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘resilience’ ที่ไม่ว่าจะเผชิญปัญหา หรือความยากลำบากใดๆ ถึงจะล้มก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ ไม่ย่อท้อ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ

เปิดเรื่องด้วยคุณตาแก่ๆ ไม่มีลูก แต่ทำงานขยันขันแข็ง อดทน ตัดไผ่หาเลี้ยงชีพ คุณตาเองก็มีความเป็นไผ่อยู่เช่นกัน จนวันหนึ่งก็ได้เห็นแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วเจอเด็กตัวจิ๋วน่ารัก คือเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ (Kaguya) การเกิดที่ผิดธรรมดานี้ บอกว่าเธอเป็นเทพ เป็นเด็กมหัศจรรย์ (divine child) ไม่ใช่มนุษย์สามัญทั่วไป

ทำไมเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่จึงมาปรากฎ  คนโดยทั่วๆ ไป เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม maturity ก็ควรจะเพิ่มขึ้นตาม หมายความว่า ควรจะมีการเติบโตทางจิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้านดีๆ wisdom ภายใน ก็จะปรากฎ ในกรณีนี้ เป็นด้าน feminine ที่เป็นแสงสว่างที่งดงามมาก นำพาความรัก ความสุข ชีวิต ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภมาให้ เรื่อง fertility นี้ ดูจากที่พอคุณยายได้อุ้มเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็มีน้ำนมซะงั้น และดอกไม้ใบหญ้าก็อุดมสมบูรณ์มาก คุณสมบัติหลายข้อของเจ้าหญิง Kaguya ทำให้นึกถึง Aurora หรือเจ้าหญิงนิทราผู้เป็นแสงสว่าง

ความรักของสองตายาย ทำให้เจ้าหนูกระบอกไม้ไผ่ เติบโตรวดเร็วนัก การให้ความสนใจ ให้พลังงานแก่ด้านดีๆ ภายใน (archetypal images) มันก็จะเติบโต แข็งแรง และนำพา potential ศักยภาพ และสิ่งดีๆ ในเรา ให้เจิดจรัสออกมาด้วย

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มีเพื่อนเล่นมากมาย สนุกสนาน มีอิสระ มีความสุข เติบโต แข็งแรง เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของชีวิต ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเราจะขอเรียกว่าเป็นการ humanification ทำให้เป็นมนุษย์ ขณะที่เธอร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆ เธอจดจำเนื้อเพลงที่ลืมเลือนไป “Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me. I will return to you ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ” ร้องจบแล้วก็ร้องไห้ ออกแนว melancholy เหมือนคีย์ของเพลงที่เธอร้อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ‘longing’ โหยหาถึงบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นเพลงจากอีกภพหนึ่ง ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ เธอรอคอยวันที่จิตสำนึกของเราจะระลึกถึงเธอจากอีกฟากของจิตใจ รอให้ถูกพบ ถูกรัก และทำให้เธอมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยได้ระลึกถึงตัวตนของเธอ เธอจดจำความรู้สึกที่หายไป เกิดการเชื่อมโยงสองโลกสองภพ (จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก) ผ่านหนูน้อยคนนี้ ณ เสี้ยววินาทีนั้น การที่เธอได้ออกมาอยู่บนโลกนี้ (โลกแห่งจิตสำนึก) และมีความรู้สึก ทำให้เธอมีความ “เป็นจริง มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ a feelingless element in the unconscious หรือเป็นเพียงด้านหนึ่งในจิตใจ ที่ไร้ความรู้สึกใดๆ บทเพลงนั้นกล่าวถึงธรรมชาติและสรรพสิ่ง และวัฏจักรชีวิต ที่หมุนวนเป็นสัจธรรม อาจจะมองว่าเป็นชาติที่แล้ว หรือ pattern ของพฤติกรรม/เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ในจิตมนุษย์ ที่วนกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หลังจากฉากนี้ คุณตาก็เจอทองคำในไผ่ ด้านเทพในจิตได้เติบโต และเชื่อมโยงภายนอกและภายในเข้าด้วยกันแล้ว เธอมีความรู้สึก เธอมีความทรงจำ  การที่ตายายให้ความรักความเอาใจใส่ต่อด้าน feminine ผู้เป็นแสงสว่างนี้ นำมาซึ่งโชคลาภ ทองอาจหมายถึงทองคำจริงๆ หรืออาจหมายถึง ศักยภาพใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บุคลิกภาพด้านดีอื่นๆ ที่เคยแฝงเร้นแต่บัดนี้ได้ฉายแสงปรากฎออกมาแล้ว แต่หลังจากพบทอง คุณตากลับอุบเงียบไม่บอกคุณยาย คุณตาเปลี่ยนไป

ฉากเด็ดต่อมาคือ เจ้าหญิงน้อยอยากกินผลแตงเลยไปขโมยมา พี่ซูเตมารุ ที่ตอนแรกก็ห้ามปรามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวตัดผลแตงมาแอบกินกันสองคนใต้พุ่มไม้เอร็ดอร่อย ฉากนี้นึกถึง Adam กับ Eve ที่ถูกงูล่อลวงให้กินแอปเปิล ซึ่งก็หมายถึงการมีเซ็กซ์ ไม่ต่างกัน เด็กสองคนอดใจต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ถ้าจะมองแบบใสๆ ก็คือ ความรักได้เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้แล้ว ถ้าจะมองแบบเถื่อนๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ ด้าน feminine กับด้าน masculine ได้สานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ซึ่งหลังจากนั้น คุณตาก็เจอผ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากต้นไผ่

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.12

ผ้าคือการทอสานเส้นใย กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม ไว้สวมใส่ห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่นและสวยงาม สายใยสัมพันธ์ที่ทอออกมาเป็นผ้าสวยๆ หลากสีสันพุ่งขึ้นมาจากลำไผ่ คือความรักความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง หรือด้านทั้งสองนั้น เรามักจะทอผ้าใหม่สำหรับใช้ในงานมงคลต่างๆ การมีความรัก ก็เป็นเรื่องมงคล ผ้าจึงอาจหมายถึงความเป็นสาว การหมั้นหมาย และการแต่งงานด้วย หรือมองอีกแง่ พัฒนาการทางจิตใจก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว

แต่ตาแก่เข้าใจผิด เห็นทอง เห็นผ้า เลย “คิด” จะสร้างคฤหาสอลังการและทำให้เด็กน้อยกระบอกไม้ไผ่เป็นเจ้าหญิงจริงๆ ทั้งหมดเป็นความคิดทั้งนั้น ถามความรู้สึกของเจ้าหญิง กับภรรยาตัวเองหรือก็ไม่ จริงๆ แล้วเป็นเขาที่อยากมีหน้ามีตา อาศัยในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานตัดไผ่อีกต่อไปแล้ว เจ้าหญิงถูกบังคับให้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ฝึกมารยาทผู้ดี เพื่อหมายจะจับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเจ้าหญิง คางุยะ Kaguya ซึ่งหมายถึงแสงที่ส่องประกาย (shining light) แต่เธอกลับต้องกลายเป็นนกที่ถูกขัง เป็นเพียงแสงริบหรี่ในตะเกียง ไม่มีความสุข ความโลภ กักขัง ริดรอนอิสระภาพของแสงและความรัก ทั้งๆ ที่มีสิ่งดีเลิศและล้ำค่าอยู่ในมือแท้ๆ (เหมือนภาพในโปสเตอร์) ยังคิดแต่จะไปไขว่คว้าหาวัตถุนอกกายมา ด้วยหลงคิดว่าคือสิ่งมีค่าและความสุข อยากได้ปราสาท อยากเป็นเจ้า ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง Maleficent (เจ้าหญิงนิทรา) ที่ Stephan ตัดปีกของ Maleficent เพื่อจะได้ครองเมืองเป็นพระราชา ความโลภของด้าน masculine ทำลายความรัก ริดรอนอิสรภาพ และความภาคภูมิใจของด้าน feminine เนื้อเรื่องต่างกัน วัฒนธรรมและศาสนาต่างกัน แต่ธีมไม่ต่างกันเลย

Kaguya เสียใจมากที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เป็นของไม่จริง ไม่เป็นที่ยอมรับจากแขกที่มางานเลี้ยงฉลองชื่อใหม่ของเธอ เป็น ‘ความคิดชั่วๆ ของด้าน masculine’ ที่ทำร้ายเธอ ที่คิดว่าเธอไม่จริง หรือในอีกแง่คือ คิดว่าเธอไม่มีอยู่จริง ไม่ดีจริง การถูกปฏิเสธตัวตนทำให้เธอเจ็บปวดมาก ไม่มีความสุขและถอดจิตหวนคืนสู่บ้านป่า หรือจิตไร้สำนึก (unconscious) แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความรักวัยเด็กของเธอจากไปหมดแล้ว ที่ที่ไม่มีเธอก็ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ในเนื้อหายังสอดแทรกประเด็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย เรื่องการตัดไม้เร่ร่อน แต่สุดท้าย ถ้าให้เวลามากพอ ธรรมชาติก็จะฟื้นฟูกลับสู่สมดุลได้อีกครั้ง

เธอได้พบเจอกับพี่ซูเตมารุโดยบังเอิญ แต่เจ็บปวดใจมากที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกซ้อม แต่เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คบกัน เธอเสียใจอย่างที่สุด จนมาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทน เมื่อจักรพรรดิ์อยากครอบครองเธอ จนเธอวูบหายไป เธอจำตัวเองได้แล้ว เธอคือแสงจริงๆ เป็นเจ้าหญิงจากดวงจันทร์ ดินแดนแห่งความฝัน หรือในแง่จิตวิทยา เธอเป็นหนึ่งใน archetypal images, Anima จากดินแดนแห่งจิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconscious) เธอไม่มีความสุขและไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ขอกลับคืนสู่ดวงจันทร์ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์

ตอนที่เทวดาจากดวงจันทร์มารับเจ้าหญิง พวกเขาเสกให้เหล่านางกำนัล ทหารยามต่างๆ รวมถึงสองตายาย หลับไหล  นึกถึงฉากที่ Maleficent พาเจ้าชายเข้าไปช่วย Aurora ที่หลับไหลในปราสาท เจ้าชายถูกเสกให้หลับขณะผ่านขวากหนามเข้าไปหาเจ้าหญิง การจะได้พบ ได้สื่อสารกับด้านเทพๆ ด้านลึกๆ ในจิตใจ มักจะทำขณะที่หลับฝันอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะมาปรากฎในความฝันนั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

เมื่อเจ้าหญิง Kaguya สวมมงกุฎ และเสื้อคลุม จะลืมเลือนเรื่องราวบนโลกมนุษย์ และกลับไปยังดวงจันทร์ แต่เธอมองย้อนกลับมา ร้องไห้ เธอยังลืมไม่หมด เธอเสียใจ เรื่องราววนย้อนกลับมาที่เดิม เหมือนในความทรงจำอันลางเลือนเก่าก่อน ความรักที่ไม่สมหวังและการอาลัยอาวรณ์ ความพยายามจะ unite สองด้าน (femininity & masculinity, Anima & Animus, Kaguya & Sutemaru) เข้าด้วยกัน ไม่สำเร็จ เพราะ “ความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง และเพราะความคิด” ของคุณตา เจ้าหญิงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ ตัวตนที่สูงส่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาได้ ความโลภสกัดดาวรุ่ง เหลือไว้เพียงความแก่ชรา ความเหงา และความเศร้าเสียใจ

เรื่องราวเช่นนี้จะวนเวียนปรากฎในจิตใจมนุษย์ ทุกยุค ทุกสมัย เป็นวัฏจักรชีวิต น้อยคนนักที่จะทำสำเร็จ และปล่อย aura ให้เรืองรองผ่องใสในชีวิตจริง แต่หากจะมีซัก 1 ในล้านคนที่ทำได้ แสงนั้นก็เพียงพอจะช่วยส่องนำทางให้กับผู้คนที่สิ้นหวัง และหลงทาง ฉันจะรอพบกับเธอ Kaguya (Aurora).

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

 

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

 

อ่าน Maleficent 

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com/m/the_tale_of_the_princess_kaguya/pictures/movie-124003/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์ The Hobbit: The Battle of the Five Armies

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Screen Shot 2557-12-19 at 20.45.55

วิเคราะห์ Hobbit สงคราม 5 ทับ Spoiler Alert!

18/12/14

The Hobbit ภาคนี้ไม่ผิดหวัง สนุกมากตั้งแต่เปิดเรื่อง ดารามาเยอะแบบจัดเต็มทิ้งทวน และก็รู้สึกใจหาย ว่าปีหน้าจะไม่มีหนังให้ตั้งตารอดูแล้ว Deepfilm จะวิเคราะห์เฉพาะตัวละครและประเด็นที่อยากจะวิเคราะห์ดังนี้ Bard the Dragon slayer, Galadriel, 5 armies, Thranduil, Kili-Tauriel, Thorin, และ Alfrid Lickspittle

Dragon Slayer มนุษย์ผู้ละความโลภได้ ด้วยความแน่วแน่ดุจศรดำของเขา และที่สำคัญคือหัวใจที่มีความรักและความหวัง (ลูกชาย) ทำให้ฆ่ามังกรจอมโลภได้ มังกรสม็อกถูกยิงตกลงไปทับเจ้าเมืองจอมโลภตายพร้อมกันเลย

Galadriel เป็นด้าน  feminine ที่งดงาม มีเมตตา และมีพลังมาก ในยามที่ Gandalf คับขัน เธอมาช่วย พาพวกมาด้วย แต่ด้านสว่างมาอยู่ในถิ่นของด้านมืด จะอ่อนแรง เพราะมันสูบพลังชีวิตของเธอ ถ้าอยู่นานเธออาจจะตาย เธอได้เอ่ยคำพูดตอนขับไล่จอมมารมืด ประมาณว่า “เจ้าปีศาจ ไร้นาม ไร้หน้า ไร้ตัวตน จงกลับไปสู่ความมืดซะ” เธอรู้จักคุณลักษณะของด้านมืดเป็นอย่างดี มันคือความว่างเปล่าที่มืดมน เธอใช้แสงสว่างของน้ำในผลึกแก้วที่เหมือนดวงดาวนำทางในยามราตรี เปรียบดังแสงแห่งจิตสำนึกที่ส่องสกาวในความมืด ช่วยไม่ให้หลงทาง และขับไล่ความมืดและความชั่วร้ายได้

5 armies, 5 symbols: 

คนแคระ: ความโลภ และบ้าคลั่ง

เอลฟ์ป่า: ความหยิ่งยะโส เกียรติยศ ศักดิ์ศรี

มนุษย์: ความอยู่รอด

ปีศาจ: ความชั่วร้าย

พ่อมด: คุณธรรม ปัญญา ความสมดุล ธรรมชาติ

Thranduil กษัตริย์เอฟป่ารูปงามผู้หยิ่งยโส เย็นชา แต่จริงๆ ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะไม่สามารถยอมรับกับความสูญเสียล้มตายได้อีก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูญเสียราชินีด้วยเพลี่ยงพล้ำให้กับด้านมืด ตัวเขาเองก็เคยโดนไฟแห่งความโลภแผดเผามาก่อน ด้วยความกลัวและความเสียใจ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ออกหน้าสู้กับพวกปีศาจ แต่ที่ประหลาดคือ กลับยกทัพมาสู้กับคนแคระเพื่อทวงเพชรของตระกูลซึ่งเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรี ตัวละครตัวนี้ทำให้นึกถึง เบียคุยะ ใน การ์ตูนญี่ปุ่น Bleach ท่านชายผู้สูงศักดิ์ หล่อ เนี้ยบ หยิ่ง ที่ต้องเสียภรรยาไปเช่นกัน  ชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อต่อสู้รักษากียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล เพราะคลั่งเกียรติยศศักดิ์ศรีมากเกินไป ด้าน feminine จึงได้ตายจากไป และเพราะด้าน feminine จากไปจึงเหลืออยู่แค่เพียงเกียรติยศให้ยึดถือ

ทำไม Kili ต้องตาย เพราะความรักมันไม่มีเหตุผล และมันก็ไม่สมหวังเสมอไป มันอาจทำให้เรามีความสุข และอาจจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ความรัก (Tauriel) จะยังคงอยู่ต่อไป (ลองฟัง Andrew Lloyd Webber’s Love never dies)

Thorin กษัตริย์คนแคระแห่งเทือกเขา เอเรบอร์ ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความโลภ สิ่งที่ตามมา คือความระแวง และความบ้าคลั่ง มีเพียงมิตรแท้ที่คอยเตือนสติ กับความเข้มแข็งของจิตใจ จึงสามารถต่อสู้กับความโลภได้  ด้วยความละอายใจและอยากจะไถ่โทษกู้เกียรติคืนมา จึงสู้ตายกับความชั่วร้าย Azog คู่ปรับเก่า แต่ว่าด้านชั่วร้ายแข็งแกร่งมาก ความเย็นชาของน้ำแข็งไม่สามารถฆ่าปีศาจไร้หัวใจได้ ทางเดียวที่จะปราบมันได้ คือ ยอมละตัวตน Thorin จึงยอมสละชีวิตตัวเอง เพราะตระกูลของเขาหลงมัวเมาในความโลภ จึงต้องสิ้นวงศ์ สิ้นอนาคต แม้แต่หลานชาย Fili และ Kili ซึ่งก็คือทายาทของเขา ต้องมาตายตามกันไปหมด เหลือแต่คนแคระแก่ๆ และที่น่าสังเกตคือในบรรดาคนแคระ ไม่มีคนแคระผู้หญิงอยู่เลย มีแต่ด้าน masculine ไม่มีด้าน feminine ไม่สมดุล

มีตัวละครที่น่าสนใจอีกตัวคือ Alfrid Lickspittle ซึ่งอัปลักษณ์ คอยเอาแต่ประจบสอพลอ เอาความดีความชอบ ไม่ทำงาน ขี้ขลาด เจ้านี่คล้ายๆ กับ Grima Wormtongue ที่ปรึกษาของกษัตริย์ Theoden of Rohan ใน Lord of the Rings แคแรกเตอร์มนุษย์แบบนี้ ก็มีผุดมาให้เห็นได้ตลอดในชีวิตจริง คนนึงก็เลียจนน้ำลายหกท่วม อีกคนก็ลิ้นหนอนบ่อนไส้ เป็นพาราไซต์คอยมาเกาะผู้นำหรือคนใหญ่คนโต ให้ระมัดระวังเอาไว้

ตัวละครแต่ละตัว สัญลักษณ์แต่ละด้าน สะท้อนบุคลิกภาพที่อาจพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เราล้วนมีด้านต่างๆ เหล่านี้ในจิตใจ เพียงแต่เป็นด้านไหนที่โดดเด่นและแสดงออกมากกว่ากัน  ส่วนด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ รอโอกาสที่จะสำแดงออกมาเมื่อถูกกระตุ้น ทั้งความดี ความชั่ว ความโลภ ความรัก เรามีอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร  ดูอย่าง Bilbo สิ เขารักเพื่อน กล้าหาญ มีน้ำใจ ไม่โลภเพชรทอง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังขโมยแหวนแห่งอำนาจมาจากกอลลัม หรือแม้แต่ Thorin ผู้กล้าหาญ ก็ยังถูกความโลภครอบงำได้ ไม่มีใครที่จะดีสมบูรณ์แบบ แต่อยากจะเป็นคนแบบไหน เรามีอำนาจที่จะเลือกเอง

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Photo credit: http://www.majorcineplex.com/movie/the-hobbit-the-battle-of-the-five-armies/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Exodus: God in (the) King

Screen Shot 2557-12-10 at 15.54.53

Spoiler Alert!

ตำนานโมเสส ก็ไม่ต่างจากตำนานเจ้าชายสิทธัตถะ และตำนานพระเยซู บางส่วนมีเค้าโครงทางประวัติศาสตร์บางส่วนอาจต้องมองเชิงอุปมาอุปไมย หรือเป็นสัญลักษณ์

ขึ้นเรื่องมา โมเสสในฐานะเจ้าชายแห่งอียิปต์ ออกตัวชัดเจนมากว่าไม่เชื่อศาสนาและไสยศาสตร์ แต่เชื่อในเหตุผล การที่กษัตริย์อียิปต์ใช้อำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ กดขี่ผู้คนให้เป็นทาส ทำงานหนัก ไร้อิสระ สุดท้ายก็มาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทนจนนำไปสู่การปฏิวัติ แต่ถ้าจะมองในแง่ของจิตใจ ถ้ามนุษย์คนหนึ่งใช้ชีวิตแบบเผด็จการสุดโต่ง บ้าอำนาจ และไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น หรือแม้แต่เสียงความรู้สึกของตัวเอง ชีวิตมันเทเอียงไปด้านเดียว ด้านอื่นๆ ในจิตใจที่ต้องการมีสิทธิ์มีเสียง ก็ต้องประท้วงประทุขึ้นมาสักวัน

โมเสสที่ตระหนักรู้แล้วว่าตนเองเป็นใคร ไม่ใช่หนึ่งในเจ้าที่บ้าอำนาจ การเผชิญหน้ากับความจริงมักจะยากลำบากในตอนต้นๆ ตกอับ ร่อนเร่ไปตามทะเลทรายแห้งแล้ง พบกับ หญิงสาว มีความรัก แต่งงาน มนุษย์เหตุผลได้พบกับด้านสวยงามของความไร้เหตุผล…ความรัก, femininity เขาไม่หนักเอียงไปด้านเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว

เด็กชายที่มาคุยกับโมเสส จะว่าเป็นภาพหลอน ถึงความต้องการที่แท้จริงในใจเขาที่อยากจะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ หรือจะเป็นพระเจ้าจริงๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าข้างในจิต หรือพระเจ้าข้างนอก พระเจ้าก็คือพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ขึ้นอยู่กับจะมองจะตีความอย่างไร และขึ้นอยู่กับความเชื่อ แต่ที่แน่ๆ ในจิตใจมนุษย์ มีตัวตนอันสูงสุด สถิตอยู่ ซึ่งศัพท์ทางจิตวิทยาแบบ Jungian เรียก the Self

ภัยพิบัติต่างๆ เริ่มจากน้ำ ถ้าน้ำคือห้วงแห่งจิตไร้สำนึก การที่เกิดพิโรธมีจรเข้ดุร้ายไล่กัดคน ตามมาด้วยปลาซึ่งเป็นอาหารอันทรงคุณค่ากลับตายเกลี้ยง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ภายในกำลังปั่นป่วนอย่างถึงที่สุด จรเข้อันเปรียบได้กับสัญชาติญาณสัตว์ที่ทรงพลังมาก ปลา..แหล่งสารอาหาร และด้านดีๆ ภายใน อืดตาย และตามมาด้วย สิ่งเลวร้ายอื่นๆ นำพาโรคและโชคร้ายมาสู่ผู้คน ถ้าดำรงชีวิตแบบสุดโต่งหนักเอียง ถึงจุดอิ่มตัวก็จะเกิดความบ้าคลั่งขึ้นในจิตใจ ไม่ว่าจะโลกข้างนอก หรือโลกข้างใน ถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุลก็จะเกิดเหตุอาเภทขึ้น ไม่ต่างจากปรากฎการณ์โลกร้อนในปัจจุบัน กายกับจิตไม่อาจแยกจากกัน มนุษย์และสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน

การทาประตูด้วยเลือดแกะ/แพะ เป็นเสมือนการบูชายันต์ สละชีวิตบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของการยอมเคารพนพนอบ และเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งที่เหนือกว่าเหตุผลของมนุษย์ หรือก็คือการเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าองค์ที่ยังไม่ได้รับการเคารพจากฝั่งอียิปต์ที่ลำพอง ดังนั้น เด็กในบ้านทาสที่ทาประตูด้วยเลือดสัตว์จึงไม่ตาย  เด็ก คือความหวัง อนาคตและความเป็นไปได้ต่างๆ เด็กที่อยู่ในบ้านของเผด็จการบ้าอำนาจ และคิดแบบสุดโต่ง ก็ต้องตายไป เพราะจิตมันคับแคบเสียจนไม่เหลือช่องว่างให้ความสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ จึงสิ้นอนาคต ในขณะที่เด็กในบ้านของผู้ที่มีความรัก ความเชื่อ และอ่อนน้อมถ่อมตน, อ่อนน้อมถ่อมตนให้กับ the Unknown สิ่งที่เรายังไม่รู้ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่ถูกเรียกว่าพระเจ้า จึงรอดตาย

การจะหลุดพ้นจากความบ้าอำนาจ โหดร้าย เป็นการเดินทางที่ยากลำบากและอันตราย ไม่ใช่ทางที่เรียบง่าย ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาลฟันฝ่าไป สุดท้ายมาพบกับมหาสมุทร ซึ่งเสมือนกับทางตัน คือหนทางที่ไม่มีทาง และเป็นไปไม่ได้ โมเสสโยนดาบที่ได้มาจากกษัตริย์อียิปต์ทิ้งลงทะเล  ดาบเป็นเสมือนความคิด เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าชายและความคิดแบบเจ้าชาย ความเชื่อในเหตุผล ความบ้าอำนาจ การควบคุม และความเย็นชา เขาละทิ้งตัวตนเก่าของเขาโดยสิ้นเชิงแล้ว เขาไม่ใช่พวกนั้นอีกต่อไป เขาเลิกคิด ทะเลจึงเปิดทางให้ เกิดเป็นทางเดินเชื่อมไปยังดินแดนใหม่ egoใหม่ ส่วนความบ้าอำนาจ เผด็จการ เย็นชา โหดร้าย และผยองลำพอง ตามมาไม่ได้แล้ว โมเสสทำสำเร็จ ปลดปล่อยผู้คน หรือด้านต่างๆ ที่เคยถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ และได้พบกับด้าน feminine ภรรยา และลูกอีกครั้ง

การยืดมั่นถือมั่นในตัวบุคคล จะทำให้เกิดการรวมศูนย์เผด็จการขึ้นครั้งใหม่ เมื่อแตกดับ ก็จะเกิดการสั่นคลอน ดังนั้น โมเสสจึงถ่ายทอดคำสอนบัญญัติ 10 ประการบนแผ่นหินสลัก เพื่อส่งต่อสู่ลูกหลานสืบไป แต่ทว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด การเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งนั้น (กล่าวในประเด็นทางจิตใจ) เป็นการเดินทางชั่วชีวิต และไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้

Photo credit: www.majorcineplex.com/news/exodus-gods-and-kings-news-2

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Interstellar: Logos vs Eros

Screen Shot 2557-11-11 at 9.37.46

Spoiler Alert!

โดยส่วนตัวไม่ประทับใจหนังเรื่องนี้ รู้สึกเฉยๆ ง่วงๆ แต่ก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ประเด็นที่สอง Nolan อยากนำเสนอ ก็ไม่พ้น ความขัดแย้งระหว่าง ความคิดกับความรู้สึก เหตุผลกับหัวใจ ฝั่งเหตุผลนั้นนำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์ NASA Professor Brand (พ่อ), พระเอก Cooper และตัวร้าย Dr. Mann ฝั่งความรู้สึก/ความรัก นำโดย Dr. Amelia Brand (ลูกสาว) ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยังถูกเหตุผลครอบงำอยู่

ด้วยตรรกะ จึงนำให้นักวิทยาศาสตร์ระดับอัจฉริยะ เหล่านั้น คิดจะทิ้งผู้คนบนโลกให้ล้มตาย แล้วไปสร้าง Colony ใหม่ ที่ดาวดวงอื่น คนที่มีหัวใจคงไม่ทำอย่างนั้น การที่ Cooper เลือกฟังเหตุผล เขาจึงจากครอบครัวไปสำรวจหาดาวดวงใหม่

Screen Shot 2557-11-11 at 9.38.18

Cooper เชื่อในวิทยาศาสตร์ และตรรกะ ไม่เชื่อสิ่งที่พิสูจน์ จับต้องไม่ได้ ในขณะที่ลูกสาว Murph อยากจะเชื่อเรื่องที่เกินขอบเขตวิทยาศาสตร์ เช่น ผี และสิ่งที่ (ยัง) พิสูจน์ไม่ได้ ชื่อของเธอมาจาก ความคิดที่ว่า ถ้ามันมีโอกาสจะเกิดขึ้น จนแล้วจนรอดมันก็จะเกิดขึ้น ประมาณอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทางหนึ่งก็เหมือนให้ปลงๆ แต่อีกทางก็ออกแนวให้เตรียมพร้อมรับมือกับความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ ต้อง safety first ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการออกแบบเครื่องบิน ยานอวกาศ  การที่ต้องเสียแม่ไป การท่ีรถยางแตก การที่พ่อต้องจากไป การที่โลกถึงกาลวินาศ ถ้าจะให้มองแบบ Murphy ก็คือ worst case scenario ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด แล้วมันก็เกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงคนนี้ แต่เธอก็ยังไม่เคยสิ้นหวัง และยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าพ่อจะกลับมา และมีทางช่วยมนุษย์โลก เธอคือความเชื่อ ความศรัทธา และความเป็นไปได้

เพราะเหตุผล ที่ Amelia Brand คิดว่าควรต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ คือการไปเก็บกล่องข้อมูลที่อยู่ในน้ำ บนดาวที่มีสึนามิตลอดเวลา โดยไม่ฟังเสียงของสัญชาติญาณว่าให้กลับไปที่ยาน เพราะคลื่นยักษ์กำลังมา เลยพลาดเกือบตาย แล้วยังทำให้เพื่อนร่วมทีมดีๆ อีกคนต้องตายไปด้วย การทำตามความคิด โดยไม่ฟังเสียงความรู้สึก และสัญชาติญาณ มักนำไปสู่โศกนาฎกรรม

Screen Shot 2557-11-10 at 12.49.44

เพราะเหตุผล ที่ Cooper คิดว่า การไปหา Dr. Mann คือทางที่สมเหตุสมผลที่สุด ในขณะที่ Amelia Brand ขอให้ไปหา Edmund แฟนของเธอ เพราะความรัก แต่ Cooper กับเพื่อนร่วมทีมอีกคนไม่ฟัง จึงพลาด  ฉากนี้ชวนให้นึกถึง Batman, The Dark Knight ตอนที่เขาต้องเลือกว่าจะไปช่วยคนรัก Rachel หรือ Harvey Dent แต่โดน Joker ป่วน เพราะต้องการทำลายจิตวิญญาณของ Batman ภาวะที่ต้องเลือกว่าจะทำตามหัวใจหรือเหตุผลความถูกต้อง เหมือนจะเป็นธีมประจำตัวของสอง Nolan เขาล่ะ  สำหรับ Interstellar, Cooper และ Romilly เลือกด้วยเหตุผล จึงพลาด Romilly เลยตายเพราะน้ำมือของ Dr. Mann และ Cooper ก็เกือบตายเช่นกัน ดาวที่ Dr. Mann อยู่มีแต่น้ำแข็ง หนาวจัด เหมือนหัวใจที่เย็นชาของเขานั่นแหละ Dr. Mann เป็นมนุษย์ logic ที่ไร้หัวใจ เขาเชื่อว่าต้องปล่อยให้คนบนโลกตาย เพราะไม่มีความหวังที่จะหาดาวดวงใหม่ และยอมทำทุกอย่างที่เลวร้าย ให้ข้อมูลหลอกลวง เพื่อหลอกทีมสำรวจมาฆ่าปิดปาก เหตุผลที่ไร้หัวใจสร้างปีศาจในร่างมนุษย์ขึ้นมา

Screen Shot 2557-11-10 at 12.50.31

ความเสียสละ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่กลับเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ เป็นคุณสมบัตินี้ที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ Cooper เลือกที่จะช่วย Amelia Brand ให้ได้พบกับความรัก เขายอมเสียสละตัวเอง ตัวเขาเองนั่นแหละที่มีความรัก

ความรัก คือตัวเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่เหนือกาลเวลา ระยะทาง ความรักเป็นตัวเชื่อม Cooper กับ ลูกสาวที่ยังมีความเชื่อ ความศรัทธา และความหวัง และเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล ความพยายามจะเชื่อมโยงสื่อสารกัน ทำให้พบวิธีช่วยมนุษย์โลกได้ จนในที่สุด พ่อ ลูกได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ปรากฎว่าดาวดวงที่ Amelia Brand ไปหาแฟน Edmund นั้น เป็นที่ที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แน่นอนว่า ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นย่อมมีชีวิต Cooper ที่ตอนนี้ มีทั้งเหตุผล ความเชื่อและความหวัง กำลังจะไปหาเธอ…ความรัก การเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะสิ้นสุดลง ฉากนี้ ทำให้นึกถึงงานเขียนเก่า เรื่อง Noah

Photo credit

http://www.imdb.com/title/tt0816692/mediaindex?ref_=tt_pv_mi_sm

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent Deep Review English version (Spoiler Alert!)

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20

Photo credit: IMDB

(Don’t expect perfect English)

This 21st. Century version of Sleeping Beauty is different from the Brothers Grimm one, thus, a lot of good traditional & psychological meanings are distorted. However, I find it is interesting to analyse anyway. In this post I will analyse 2 main characters, Maleficent and Aurora,  try to figure out why the princess sleeps, What is the meaning of the spinning wheel, and why Maleficent is allergic to iron.

The story begins with the breaking apart between two worlds, human’s and fairy’s. (The magical forest, Moors) This could mean the split between intra psychic, the consciousness and the unconscious. The Greedy boy, Stefan had got good things inside but too stupid to see their value. He cut her wings of Freedom & took away her pride to trade with external material wealth & power. Greedy & selfish love usually ends up this way. Two worlds split.

Maleficent’s land is full of mythical creatures, abundant of resources, very beautiful and anything seems possible there. It’s the source of life. Thus,  human wants to take it badly. However, it cannot be taken by force but by making good relationship.

The name of Maleficent should be Magnificent, the Best thing, the most beautiful one but the dark side get in, so it becomes Mal or bad. Moreover, could be seen as Male which can be “Animus Possession” in Jungian psychology, means female who get possessed by negative masculine/animus side and so lacks of good feminine quality. As a result, she turns wild, cruel and vengeful, and her forest turns dark and lifeless.

When love turns sour like thousand of thorns prick one’s heart,  Maleficent’s heart is full of hatred, anger, and vengence. The dark side takes charge the bright side splits off. New character, Aurora emerges. Aurora simply means light, like Eos, the Greek Goddess of the Dawn. She represents consciousness, light, hope, new beginning, purity, and yes, love.  Aurora is the opposite side of Maleficent. They are two sides of the same coin.

Secretly observing the adorable baby softens Maleficent’s heart. She sees the bright side of herself through Aurora. Love grows within from the interaction between them. (making relationship with one’s own mind)

Aurora can get inside the magical forest through her sleeping as Maleficent casts a spell on her and take her in, and again makes Aurora sleeps and takes her back to the bed. (Listen Once Upon a Dream along will get the right feeling). The same as when Maleficent makes Prince Phillip sleeps and walks through the thorny path to meet the sleeping Aurora (unconscious Aurora). Through dream, one can connect with the magical forest or the unconscious.

Why the spinning Wheel? To make a yarn has to twist fiber together and roll it before weaving them into fabric. We wear clothes to cover our bodies for warmth, vanity, and protection. On the other hand, it could be seen as our relationship with others. We make good relationship and that make us feel warm, we make bad relationship and it put us in trouble. There are a few words like, loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune which is similar to Eastern concept of the wheel of Dhrama or Karma, means one will face the consequences of what one did. And life has up & down cycle like the spinning wheel. It’s destiny. So I will conclude here that the spinning wheel is a symbol of one’s fate according to one’s deed. 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31

Photo credit: IMDB

Why the needle/spindle pricks the index finger? The needle could mean bad love or bad relationship that hurt us. The needle/spindle is a tool to make a yarn but it also could hurt us if one is not conscious when using it. In this story the needle is made of iron which Maleficent is allergic to (will explain in the next paragraph) For Index finger, we normally use to point to things we want and point to direction we’d like to go but when the heart is broken, bad relationship pricks this finger. One get lost, lacks of sense of direction, confused of what one want, forgets who one is, loses consciousness, turns to the dark side, and thus, the princess goes asleep or goes unconscious. The unconscious dark side (the vengeful curse of Maleficent) consumes the light of consciousness (Aurora).

Why Maleficent Allergic to iron? Maleficent could be an archetypal image which is Anima or inner feminine side. She also can be seen as the Mother Earth as she is the master of trees, animals and nature, She is life energy and fertility. Iron is a natural mineral but gotta be mined and cast and so on to make it becomes weapons, tools, accessories. It represents “man-made material” which could be either positive or negative things. However, it is made from human greed. Thus, Maleficent get hurt or weaken by iron things as they are the opposites. One raw nature (Nurture) and the other one, processed nature (exploited) It’s greed of humans that hurt Maleficent, and that greed also hurts human themselves. [a friend told me that iron could mean masculinity/animus]

Why Maleficent get her wings back? As her anger and vengeful feelings are gone. She kisses the light with pure love, she unites her own bright side back in, result in the awaken of Aurora. The uniting leads Aurora to find the caged wings and set them free. The light, hope, and pure love set Maleficent free from darkness. She becomes full once again, be free and powerful and could defeat the greedy masculine, King Stefan.

There is no need of the thorny wall as now two worlds are united and ruled by the light. Maleficent supports Aurora. The consciousness get positive life energy from the unconscious, no split personality, and Happy Ending.

 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

 

How to Train Your Dragon 2 ฝึกมังกรในตัวคุณ

“เกิด error เลยต้องโพสท์ใหม่อีกรอบ ลิงก์เดิมน่าจะหายไปแล้ว”

Spoiler Alert!
Screen Shot 2557-06-10 at 8.18.30 PM
Photo credit: IMDB
มังกรขึ้นชื่อเรื่องความน่าเกรงขาม พ่นไฟได้ เดินบกได้ บินบนฟ้าได้ แถมในเรื่องนี้ยังว่ายน้ำได้อีก มังกรมีพละกำลังมหาศาลและความสามารถหลากหลายจนน่ากลัว (ในเรื่องน้ีไม่เน้นเรื่อง wisdom ของมังกร) ถ้าเปรียบมังกรเป็นสัญชาติญาณของเราล่ะ แล้วถ้าเราคุมไม่อยู่ มันก็ออกมาเพ่นพ่านเที่ยวอาละวาด เผาผลาญทุกสิ่ง จิกทำร้ายผู้คน สร้างความเดือดร้อนได้ ดังนั้น จึงต้องฝึกฝนมังกร ทำให้มันเชื่อง และเป็นมิตรที่ดีกับเรา จึงเป็นที่มาของชื่อ Dragon Master นายแห่งมังกร นายแห่งมังกร ก็คือนายแห่งสัญชาติญาณดิบเถื่อนของตัวเราเอง

การฝึกฝนเริ่มด้วยการเจอมังกรของเรา แต่แทนที่จะต่อต้านพยายามฆ่ามัน เหมือนที่พ่อของ Hiccup ทำตอนหนุ่มๆ (ฆ่ายังงัยก็ไม่ตายหรอก เพราะมันก็คือเรา) ให้ลองพยายามมองมันในแง่บวก เหมือนที่แม่และ Hiccup ทำ ผูกมิตรกับมัน ไม่ต่อต้านแต่ทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน ให้ความรักเมตตา ให้เวลากับมัน สุดท้ายก็เป็นคู่หูกัน และก็ได้หยิบยืมเอาพลังงานอันมหาศาลและความสามารถของมังกร (ภายใน) มาใช้ประโยชน์ ไฟสามารถผลาญทำลายทุกสิ่งได้ แต่ก็ให้แสงสว่าง ความอบอุ่น ทำอาหาร และเป็นจุดเร่ิมต้นของ creativity ต่างๆ มันขึ้นอยู่กับเรา (ผู้คุมมังกร) ว่าเราจะนำพลังไปใช้ทางไหน

มังกรตัวเจ้านาย  Alpha? (ถ้าฟังไม่ผิดนะ) หรือตัวเริ่มต้น ซึ่งมีสองตัว ขาว-ดำ น่าจะเทียบได้กับ จิตใจส่วนที่เป็นสัญชาตญาณinstinct ที่ผ่านการฝึกฝนจนเยือกเย็น แทนที่จะพ่นไฟ คราวนี้พ่นน้ำแข็งแทน และมีพลังอำนาจมากที่สุด สามารถสั่งการมังกรตัวอื่นๆ ให้ทำตามได้ ตัวที่ดีอาจหมายถึงความเยือกเย็น ซึ่งมีแม่ของพระเอกอยู่ด้วย (positive feminine side) ไม่ได้แสดงท่าทีว่าเป็นเจ้านาย แต่เคารพกัน ส่วนตัวร้ายนั้นอาจเป็นความเย็นชาไร้ปราณี ซึ่งมี Drago (negative masculine side) ผู้ชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมอีกที ทั้งสองเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

Screen Shot 2557-06-12 at 1.04.23 PM

Photo credit: IMDB

แม่ของ Hiccup สอนว่า ถึงแม้ว่า เจ้า Toothless เขี้ยวกุดของ Hiccup จะเป็นมังกรที่ดีแต่ถ้าอยู่ใต้การบงการของ นายที่เลว ก็อาจทำเรื่องเลวๆ ได้ เช่น Toothless ถูกมังกรร้ายบงการให้ฆ่า Hiccup แต่พลาดไปฆ่าพ่อเขาแทน อันนี้ขอขยายความผ่านตัวอย่างว่า…ไม่ต่างจากทหารที่เป็นคนดีแต่ถูกแม่ทับสั่งให้ฆ่าศัตรูซึ่งก็อาจเป็นคนดีเหมือนกัน

มังกรยักษ์นั้น ร้ายกาจเพราะไปฝักใฝ่คนชั่ว (Drago) ที่บ้าอำนาจ ไร้ความปราณีและต้องการควบคุมผู้อื่น การจะปราบความชั่วร้ายนี้ ก่อนอื่นต้องเรียกสติกลับมาก่อน ต้องใช้ทีมเวิร์คและความกล้าหาญ Toothless ตัวเล็กกว่ามากแต่ก็กล้าเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย ใช้ไฟแห่งความกล้าและความรักที่อยากจะปกป้องเผาผลาญความเย็นชาไร้ปราณีจนพ่ายแพ้ไป แล้วความสงบสุขก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร

 

เรื่องต่อไปที่จะเขียนอย่างแน่นอนคือ Maleficent

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent วิเคราะห์แม่มาลีฉบับ DeepFilm

Spoiler Alert!!!

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20Photo credit: IMDB
นิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทรา เวอร์ชั่นศตวรรษที่ 21 เรื่องราวถูกดัดแปลงไปมาก ต่างจากเนื้อเรื่องของ The Brothers Grimm  แต่ถึงแม้ว่าความหมายสำคัญบางอย่างที่มีในเวอร์ชั่นออริจินอลจะหายไป ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจและคู่ควรจะให้วิเคราะห์ ใน post นี้จะวิเคราะห์ตัวละครหลัก ไขปริศนาว่าทำไมต้องเครื่องปั่นด้าย และทำไมเจ้าหญิงต้องนิทรา ทำไมMaleficent แพ้โลหะ ฯลฯ

เรื่องนี้เน้นที่ตัวนางฟ้าใจร้าย Maleficent แทนที่จะเน้นเจ้าหญิง Aurora กับเจ้าชาย Phillip เริ่มเรื่องมาก็บอกชัดเจนว่าเกิดการแตกแยกระหว่างโลกมนุษย์ (จิตสำนึก) กับโลกเวทย์มนต์อาณาจักรของ Maleficent (จิตไร้สำนึก) หรือก็คือเกิดการแตกแยกในจิตใจ การเชื่อมโยงกันระหว่างเด็กชาย (จำชื่อไม่ได้) กับ Maleficent นั้น เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งควรจะนำไปสู่ความปรองดองของสองโลก แต่ว่าฝั่งมนุษย์นั้น ดันเต็มไปด้วยความโลภในจิตใจ ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่งดงามและดีเลิศที่สุดในโลกอยู่ข้างกายแต่ไม่เห็นคุณค่า ความรักที่ไม่จริงแท้เพราะฉาบด้วยความโลภนั้น ทำให้เขา ตัดปีกแห่งอิสระภาพและความภาคภูมิใจของเธอทิ้งเพื่อไปครองเมือง ถ้าคุณรักใครสักคนอย่างแท้จริง คุณคงจะไม่ริดรอนอิสระภาพของคนที่คุณรัก และจะไม่ทำลายศักดิ์ศรีของเขา เพื่ออำนาจ เพื่อเงินทอง ความเจ็บปวดนี้ก่อให้เกิดสงคราม ระหว่างสองอาณาจักร (ใช่ทั้งรักคุดระหว่างชายหญิง และใช่ทั้งความขัดแย้งระหว่างจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก)

อาณาจักรของ Maleficent เต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สิ่งสวยงาม ภูติ พราย และทุกสิ่งทุกอย่าง เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ และพลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็น source of life ดังนั้น มนุษย์จึงอยากครอบครองแดนดินแห่งนี้ยิ่งนัก แต่การครอบครองไม่อาจทำได้ด้วยกำลังทหารและความโลภ เพราะเราไม่ควรทำร้ายสิ่งที่เรารักและเห็นคุณค่าความสำคัญ แต่ทำได้ด้วยการผูกมิตรสานสัมพันธ์

ว่าด้วยชื่อของ Maleficent นั้น ที่ถูกควรจะเป็น Magnificent คืองามเลิศ ดีเลิศที่สุด แต่เนื่องจากมันบิดเบือนไป เลยเป็น Mal+ficent ซึ่ง Mal = bad แปลว่าไม่ ไม่ดี ไม่งาม เพราะถูกด้านมืดครอบงำ หรือจะตีความอีกแง่คือ Male ซึ่งหมายถึงผู้ชาย ถ้าศัพท์จิตวิทยาแบบ Jungian ยุงเกี้ยน จะเรียกว่า Animus possession แอนิมัส/อนิมุส พอสเซสชั่น หรือถูกด้านที่เป็น negative quality ของ masculinity ครอบงำจิตใจ ส่วนความเมตตา ซึ่งเป็น positive quality ของ femininity หดหาย เหลือแต่ความโหดร้าย ป่าของเธอก็ดำมืดมีขวากหนามไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน (*อ่านคำอธิบายเพิ่มตอนท้ายสุด)

เมื่อรักกลายเป็นแค้น สิ่งที่ควรหลอมรวมเป็นหนึ่งแตกหักไม่อาจผสาน จิตใจของ Maleficent เกิดการแตกแยกจากสาวที่เต็มไปด้วยความรัก และเมตตา กลายเป็นร้ายกาย เพราะใจสุมไปด้วยความแค้น แค้นที่เกิดจากรักนั้นไม่ต่างจากหนามที่ทิ่มตำ จิตใจส่วนที่ดีงามสว่างไสวแตกแยกออกมา เกิดตัวละครใหม่ขึ้น เป็น Aurora ซึ่งหมายถึงแสงสว่าง หมายถึงแสงแรกของวันใหม่ หรือ Eos อีออส Greek Goddess of the Dawn ตัวแทนของ จิตสำนึก ความสว่าง ความหวัง การเริ่มต้นใหม่ ความดีงามและบริสุทธิ์ ขั้วตรงข้ามของ Maleficent ที่กลายเป็นนางมารร้ายความโกรธ ความริษยา เพราะเธอหมดศรัธาในความรักจึงสิ้นหวัง พวกเธอคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน

คำสาปจากความโกรธแค้นนั้น นำพาให้กษัตริย์ (แฟนเก่า Maleficent ) และชาวเมืองตึงเครียด ไม่มีความสุข เหมือนคนเป็นบ้า paranoid หวาดระแวง พร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ความแตกแยกในจิตใจนั้นนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้

การแอบเฝ้าดูทารกน้อยผู้ใสบริสุทธิ์นั้นค่อยๆ สลายความดำมืดและโกรธแค้นในใจ Maleficent เธอเห็นด้านที่ดีงามของตัวเองผ่านเด็กน้อยคนนี้ ความรักเกิดขึ้นในหัวใจของ Maleficent อีกครั้ง รักที่บริสุทธิ์ จนพยายามยกเลิกคำสาปที่เธอสาปไว้

สังเกตไหมว่า Aurora จะเข้าออกไปยังป่าเวทมนต์ได้เวลาหลับไหล หรือถูก Maleficent เสกให้หลับ และตอนออกมาก็เหมือนกัน เธอจะเสกให้หลับและพากลับมาที่เตียง (ตรงนี้สอดคล้องกับเพลงประกอบลองฟังดู) สรุปก็คือ Auroraเข้าไปยังดินแดนเวทย์มนต์นั้นผ่านความฝัน หรือติดต่อกับจิตไร้สำนึกผ่านความฝัน ในขณะที่ Maleficent พาเจ้าชายไปหาAurora ที่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา (unconscious) เจ้าชายก็ถูกเสกให้หลับและถูกพาข้ามผ่านขวากหนามเช่นกัน

ทำไมต้องเครื่องปั่นด้าย? การปั่นด้ายนั้นค่อยๆ บิดเกลียวเส้นใยให้ออกมาเป็นเส้นด้าย ก่อนจะถักทอเป็นผืน เสมือนความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว ที่ต้องใช้เวลาในการผสาน แล้วนำมาถักทอ เกิดเป็นเสื้อผ้า ฯลฯ ให้เราใส่ให้ความอบอุ่นและสวยงาม ฝรั่งจะมีคำที่เรียกว่า loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune เขามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการถักทอเส้นใย ผืนผ้าแห่งโชคชะตา และความไม่แน่นอนของชีวิตที่มีขึ้นมีลง ซึ่งก็คล้ายๆ กับล้อเกวียนตามแนวพุทธที่มองเรื่องของ “กรรม” คือเราทำอะไร มันก็มีผล มี consequences ตามนั้น ถ้ามองแนวญี่ปุ่นก็จะนึกถึงด้ายแดงที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน เช่น คู่รัก ดังนั้นเครื่องปั่นด้ายนั่นหมายถึงโชคชะตาหรือกรรม 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31Photo credit: IMDB

ส่วนเข็มกระสวยที่ตำนิ้วนั้น อาจเป็นความรักคุดที่กลายเป็นเสมือนเข็มแหลมทิ่มตำ สิ่งที่ควรจะเป็นเครื่องมือในการสร้างด้ายและผ้าที่ดี กลับเป็นตัวทำร้ายเรา เป็นดาบสองคมใช้สร้างก็ได้ แต่ก็ทำร้ายได้เช่นกัน ไม่ต่างจากสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่สำคัญเข็มกระสวยในหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นโลหะ (ถ้าโบราณจริงๆ จะเป็นไม้นะ อ่านพารากราฟต่อไป) ส่วนนิ้วชี้ที่ควรจะมีไว้สั่งการ ชี้บอกว่าจะเอาอะไร ชี้ทิศว่าจะไปทางไหน เมื่อถูกพิษรักทิ่มตำ เราไม่สามารถจะสั่งการ เราไม่รู้ทิศทาง และเราก็ไร้สติ unconscious หลับไหลไปเป็นเจ้าหญิงนิทรา ความแค้นจากพิษรัก ด้านมืดครอบงำใจ กำลังจะทำให้แสงสว่างดับไปตลอดกาล

ทำไม Maleficent แพ้โลหะ? ถ้า Maleficent เป็น Archetypal image (อคิไทเปิล อิมเมจ ) ตัวหนึ่งที่สำคัญมากในโลกแห่งจิตไร้สำนึกนั่นคือ Anima อนิม่า หรือด้าน Feminine ในจิตใจ และเป็นราชินีแห่งโลกธรรมชาติ เธอสั่งการต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ได้ เธอเป็นตัวแทนของ “Nature หรือ Mother Earth” ส่วนโลหะ (เหล็ก) ซึ่งเดิมทีเป็นแร่ธรรมชาติ แต่ทว่า ผ่านการถลุงแร่ และช่างเหล็ก ตี จนออกมาเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือ เช่น มีด โซ่ เครื่องประดับ เช่นแหวน หรือแม้แต่เข็ม มันแสดงถึงสิ่งที่เป็น “Man-Made” เป็นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ Maleficent ไม่ถูกกับโลหะ แสดงถึงสองด้านที่แตกต่างกัน ระหว่างธรรมชาติดิบแท้ คือ Maleficent กับโลหะ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ถูกบิดเบือนแปรรูปด้วยความโลภ ความต้องการของมนุษย์ หรือกล่าวอีกแง่ ความโลภของมนุษย์ทำร้ายธรรมชาติ ทำร้ายตัวเอง (มีคนบอกมา และเราเห็นว่าน่าสนใจ คือ iron หมายถึง masculinity หรือคุณลักษณะของ masculinity ที่ negative ซึ่งก็เป็นด้านตรงข้ามของ femininity ประมาณหยินหยาง ร้อนเย็น updated 16.6.14 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมพารากราฟสุดท้าย*)

ทำไมปีกกลับคืนมา? เมื่อเธอสลายความแค้น สลัดความดำมืดออกไป ด้วยการจุมพิษน้องAurora ลบล้างคำสาป จิตใจเธอเติมเต็มอีกครั้ง ด้านสว่างฟื้นคืนมา หัวใจเต็มไปด้วยความรัก เป็นAurora หรือแสงสว่างแห่งความรักและความหวังที่ปลดปล่อย Maleficent ให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง  ซึ่งสัญลักษณ์ผ่านการปลดปล่อยปีกที่ถูกขัง Maleficent จึงได้ปีกกลับมา คืนสู่ร่างสมบูรณ์เต็มและ powerful เหมือนเดิม ต่อสู้กับฝ่ายไม่ดี ความโลภมาก (negative animus/masculine) และปราบมันได้สำเร็จ

กำแพงขวากหนาม อันเหมือนรักคุดที่คอยทิ่มตำใจสลายลง เธอไม่ต้องสร้างกำแพงปกป้องตัวเองอีกแล้ว สองโลก unite เข้าด้วยกัน แสงสว่าง ปกครองสองเมือง Maleficent เป็นอิสระและเป็นกำลังสำคัญส่งเสริมAurora  จิตสำนึกและจิตไร้สำนึกปรองดอง สงบสุข Happy Ending

* updated 17.6.14 อธิบายกันการเข้าใจผิด คำว่า animus แอนิมัส/อนิมุส หรือ Masculinity (ความเป็นชาย) ที่เขียนในที่นี้ อย่ามองว่าหมายถึง ผู้ชาย และ femininity หมายถึง ผู้หญิง ให้สลายเรื่องเพศออกไปก่อน ให้มองว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของคุณลักษณะ หรือบุคลิกภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาย เป็นหญิง หรือเพศที่ 3 คุณก็มีคุณลักษณะทั้งสองด้านนี้อยู่ในตัว เช่น ด้านที่อ่อนโยน ก็จะเรียกว่า มี femininity จะชาย จะหญิง ก็มีกันทุกคน ส่วนด้านที่ กล้าหาญ เข้มแข็ง จะเรียกว่า มี masculinity ซึ่งจะเป็น ชายหรือหญิง ก็เป็นคนกล้าและเข้มแข็งได้ ในขณะเดียวกัน มันมีทั้งด้านที่ positive และ negative ด้วย เช่น ขี้อิจฉา ก็อาจถูกมองว่า เป็นด้านลบของ femininty หรือ ความป่าเถื่อน โหดร้าย ก็อาจเป็นด้านลบของ masculinity ซึ่งจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็อิจฉาได้หรือโหดได้ ทั้งนี้เน้นที่การรักษาสมดุลในทางเอเชียมองเป็น หยิน-หยาง ก็คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

The Dream of Noah ฝันของโนอาห์

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.28 AM

Spoiler Alert!

ในโพสท์นี้ เรา ‘เลือก’ที่จะตีความเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในโนอาห์ทั้งหมด ว่าเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง มองเรื่องโนอาห์เชิงสัญลักษณ์ และเน้นเรื่องความฝัน

เมื่อโลก หรือจิตของโนอาห์ เกิดการแตกออกเป็นสองขั้ว ความดีขัดแย้งกับความชั่ว เหตุผล/หน้าที่ ขัดแย้งกับความรู้สึก/ความรัก ปมความขัดแย้งลักษณะนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในใจ หรือเกิดขึ้นในสังคมล้วนนำไปสู่ความพังพินาศทั้งสิ้น ไม่เป็นบ้าตาย ก็ได้ถล่มฆ่าล้างโคตรฝ่ายตรงข้ามให้ดับสิ้นกันไป

ในเรื่อง โนอาห์ได้รับข้อความจากพระเจ้าผ่านความฝัน เป็นลักษณะของฝันที่ทำนายอนาคต แต่ไหนแต่ไรมา มนุษย์ให้ความสำคัญกับความฝันว่าเป็นข้อความจากพระเจ้า แล้วการพัฒนาทางวิทยาศาตร์และเทคโนที่มุ่งเน้นให้คนเชื่อแต่สิ่งที่จับต้องได้ วัดเป็นค่าไฟฟ้า พลังงานได้ เห็นเป็นภาพเอามาโชว์ให้คนอื่นดูได้เท่านั้น ที่จะได้รับการยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริงและสำคัญ ทำให้ศาสตร์เกี่ยวกับความฝันนั้น ถูกมองว่างมงายไร้สาระ เพิ่งจะได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ Sigmund Freud และ C.G. Jung (ยุง) นำเรื่องความฝัน มาใช้ในการบำบัดจิต เพราะพวกเขาเชื่อว่า ฝันเป็นการสื่อสารจากจิตไร้สำนึกเพื่อให้ ego ของเรานั้นได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เช่น เรื่องที่เก็บกดไว้ ปมปัญหาที่ควรจะแก้ไข หรือชดเชยสิ่งที่ egoขาด (compensation)  ฟรอยด์ เรียกจิตใต้สำนึก (subconscious) ส่วน คาร์ล ยุง เรียก จิตไร้สำนึก (unconscious) และก็มีคนไข้นับไม่ถ้วนที่อาการดีขึ้นเมื่อเข้าใจเนื้อหาในฝันของตัวเอง แล้วปรับวิถีชีวิต แต่ไม่ต้องรอให้ป่วยจิตก่อนค่อยมาทำความเข้าใจก็ได้นะ

ถ้าความฝันเป็นข้อความจากจิตใจเบื้องลึก และพระเจ้าผู้ส่งข้อความมาคือปัญญาภายในล่ะ (inner wisdom)? ปัญญาภายในนี้บอกกับ Egoที่คับแคบว่า ถ้ายังดำรงชีวิตแบบเดิมๆ ต่อไป จะเกิดโลกาวินาศ​น้ำท่วมจิต น้ำท่วมโลก ร่างกายมนุษย์ เต็มไปด้วยน้ำกว่า 70% ถ้ามีน้ำมากเกินไป เราจะตาย ในมุมของจิตใจ น้ำก็เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจส่วนที่ไร้สำนึก ส่วน Ego ของเราก็เหมือนผืนดิน เหมือนภูเขาที่โผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำ ถ้าน้ำหรือส่วนของจิตไร้สำนึกมีพลังมากเกินไป ท่วมท้น Ego จิตเราก็จมน้ำตาย สูญเสียตัวตน เป็นบ้า

ในจิตเรานั้นมีทั้งด้านที่ดีและชั่ว มีด้านที่เป็นสัญชาติญาณ เช่น สัตว์ต่างๆ มีด้านที่เป็นผู้ชายห้าวหาญ (Noah) ผู้ชายชั่วร้าย (the King, Tubal-Cain) ผู้ทรงปัญญา (ปู่ของ Noah) ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความรัก (ภรรยาของ Noah, Naameh) เด็กๆ ที่พร้อมจะเติบโตและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ (possibility & potentiality) แล้วถ้าในใจเรามีทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมา เหมือนที่ Noah เห็นภาพหลอน ว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในฝูงชนที่ฉีกทึ้งเนื้อสัตว์มากัดกินทั้งเป็น เราก็จะพบว่า เราก็มีความชั่วร้ายเช่นเดียวกัน ไม่ได้วิเศษกว่าคนอื่นอย่างที่เคยคิด ซึ่งความเป็นจริงนั้นทำให้คนรับไม่ได้

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.59 AM
Photo credit: IMDB

เมื่อชีวิตมันแตกแยกเป็นสอง กลุ่มดีก็แสนดี กลุ่มชั่วก็ชั่วบริสุทธิ์ โลกกำลังจะแตก พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำ พัดน้ำมา ทำความสะอาดจิตอันยุ่งเหยิง ปัญญาภายในเตือนให้สร้างเรือ หรือ vessel ที่จะใช้ปกป้องจิตใจของตัวเอง และคัดเลือกสิ่งดีๆ เข้ามาในเรือเพื่อการเริ่มต้นใหม่ (new ego) ที่มีทั้งสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นสัญชาติญาณที่มนุษย์จำเป็นต้องมี แต่เป็นสัญชาติญาณที่สติเราพอจะควบคุมได้บ้าง ซึ่งผ่านสัญลักษณ์ ยาสมุนไพรกล่อมให้พวกมันหลับจะได้ไม่กัดกัน มี Noah มี ภรรยา มีลูกๆ แต่ทว่า ความชั่วร้ายก็ยังตามเข้ามาในจิตใหม่ของ Noah และความสุดโต่งทางความคิดของ Noah ที่จะทำตามหน้าที่ ที่คิดว่าตนได้รับมอบหมาย ให้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำ เมื่อทัศนคติมันยังไม่ถูกต้อง ความชั่วร้ายก็ฮึกเหิม จนมาต่อสู้กันในเรือ ลูก เมีย แตกกับพ่อ หน้าที่แตกกับความรัก เหตุผลแตกกับความไร้เหตุผล (ธีมนี้มาอีกแล้ว) จนมาถึงจุด Climax ที่ Noah ฆ่าหลานสาวแฝดของตัวเองไม่ลง เหตุผลคือความรัก และหน้าที่คือการปกป้อง เด็กทารกคือ new beginning ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้  เมื่อเชื่อมโยงสองด้านที่แตกหักเข้าด้วยกันได้ Noah จึงเจอทวีปใหม่ ใหญ่กว่าเดิม จิตใจของ Noah ที่เคยคับแคบแตกหักไป (hurt อยู่พักนึง) แต่แผ่ขยายใหญ่ขึ้น และโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตาก็เกิดขึ้น ส่วนความอิจฉา (ลูกชายคนรอง Ham) ต้องจากไป เพราะในบ้าน (จิต) ที่เต็มไปด้วยความรักไม่มีที่ให้ความอิจฉาริษยา* มนุษย์เราดำรงเผ่าพันธุ์ต่อเนื่องยาวนานมาได้ด้วยเหตุนี้ โลกหมุนได้ด้วยความรัก ทั้งโลกของคุณ และโลกของพวกเรา

*ข้อความตัวเอียงเขียนเพิ่มขึ้นภายหลัง 28/04/14

Photo Credit: IMDB

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

The Matrix Deep Review

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Spoiler Alert!

Note: เราวิเคราะห์โดยไม่เน้นการไปเสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติม พยายามรู้ให้น้อยที่สุด เพื่อกันการไปหยิบยืมความคิดคนอื่นมาใช้โดยไม่รู้ตัว มีแค่ดูภาพยนตร์ แล้วใช้ใจ ณ เวลานั้น สะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกออกมา นี่เป็นแนวทางของเรา

The Matrix

Credit ภาพ http://www.imdb.com/
หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่ ไม่พบภาพยนตร์ที่กระตุ้นต่อมอยากเขียนเลย จึงตัดสินใจหยิบหนังเก่ามาดู เลือกเรื่อง The Matrix ภาค 1 มาวิเคราะห์ มองหนังเก่าในมุมมองปัจจุบัน ก็ได้เห็นอะไรที่สมัยวัยรุ่นไม่เข้าใจ หนังดียิ่งดูยิ่งได้ (แต่จะวิเคราะห์ สรุปรวม 3 ภาคในบทความเดียวเลย ยาวหน่อยนะ)

The Matrix เป็นการต่อสู้เพื่อค้นหาความเป็นจริงของชีวิตของชายคนหนึ่ง Neo หรือ Mr. Anderson ความน่าตื่นใจนอกเหนือจากฉากบู๊เท่ๆ ที่เป็นไอคอนแห่งทศวรรษ หรือบางที ของศตวรรษเลยก็ว่าได้ ยังมีความเป็น ไซไฟ (โปรแกรมคอม AI ยาน) เป็นตัวชูโรงให้คนดูสนใจ ตื่นเต้น เข้ากับยุคสมัย แต่ส่วนที่เด็ดสุดกลับเป็นเนื้อหาที่ลึกล้ำแฝงแง่คิดทางจิตใจ และมีความเป็นเอเชียสูงมาก ราวกับเป็นการเดินทางของการแสดงของ Keanu Reeves จากที่เล่นบทเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ศาสดาของศาสนาพุทธ ในเรื่อง Little Buddha แล้วต่อมาในอนาคตเป็น Neo ศาสดาที่กลับมาเกิดใหม่ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ชาติจาก มายาแห่ง Matrix

เนื้อเรื่องเริ่มต้น ด้วย Trinity Chats กับ Neo สร้าง connection และพยายามจะ “ปลุก” ให้ Neo ตื่นมารับรู้ความเป็นจริง โดยหยิบยืมกระต่ายจากเรื่อง Alice in Wonderland มาใช้ เป็นตัวล่อให้ Neo สนใจ (follow the white rabbit) การพยายามจะค้นหา ทำให้ Neo และ Trinity ได้พบกัน

ฉาก ที่ Neo พบกับ Morpheus (เทพเจ้าแห่งความฝัน) นั้นชวนให้นึกถึงบรรยากาศในห้องของนักจิตบำบัด มีเก้าอี้สองตัว มีโต๊ะเล็กๆ ตรงกลาง มีแก้วน้ำ และมีความเป็นส่วนตัว Morpheus ยื่นยา 2 เม็ดให้ Neo เลือก ว่า 1.อยากรู้ความเป็นจริง ให้กินยาเม็ดสีแดง 2. หรืออยากจะ เห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่คุณอยากจะเชื่อ (ออกแนวหลอกตัวเองต่อไป) ให้กินยาเม็ดสีฟ้า ฉากนี้เหมือนนักจิตบำบัดกำลังเสนอว่า ถ้าอยากรู้เรื่องราวเบื้องลึกในจิตใจ ให้คุยกัน เผชิญหน้ากับความจริง (เช่น ผ่านการตีความความฝัน dream analysis) Morpheus พูดประมาณว่า เหมือนลงไปในโพรงกระต่าย Alice in Wonderland เปรียบได้กับการลงไปในโลกแห่งจิตไร้สำนึก แต่ถ้าไม่อยากรู้ ให้กินสีฟ้า แล้วกลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ต่อไป แน่นอนพระเอกของเราต้องเลือกสีแดง เพราะเขาอยากรู้ความเป็นจริง ประเด็นคือ เมื่อรู้แล้วคุณจะมองสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกเลย ยาสีแดงคือยาที่ช่วยให้ตัวตนตื่นขึ้นและเห็นสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น (ตื่นรู้ภายใน) มันเป็นสัญลักษณ์ของทางเลือก ให้คุณตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหน การใช้มุมมองแบบจิตบำบัดอธิบายฉากนี้ อาจทำให้การตีความดูจำกัด แต่เป็นไอเดียแรกที่แว่บเข้ามาระหว่างที่ดู นอกจากนี้ยังสามารถมองว่าเป็นการสื่อสารระหว่างศิษย์-อาจารย์ หรือ การสื่อสารกับอีกด้านหนึ่งในใจของเราเองก็ได้ทั้งนั้น (อักษรตัวเอียง เป็นข้อความที่เขียนเพิ่มภายหลัง วดป 5/3/14)

สิ่งที่น่าสนใจคือ มี 2 คุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี ที่ทำให้ Neo ตื่นขึ้นได้ นั่นคือ 1. Trinity และ 2. Morpheus  เราคิดว่า Trinity เป็นตัวแทนของ ความรัก และ femininity ส่วน Morpheus นั้นเป็นตัวแทนของความเชื่อ ความศรัทธา และความฝัน ที่มีต่อนีโออย่างไร้เหตุผล จะเห็นว่า สองคุณสมบัตินี้ เป็นเรื่องที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของเหตุผล ดังนั้นจึงหลุดรอดออกมาจากระบบของ Matrix ที่เป็นกฎเป็นเกณฑ์ เป็นกรอบ เป็นเหตุเป็นผล ที่คิดมาดีแล้วโดย AI หรือ artificial intelligence ซึ่งก็คือ ตรรกะล้วนๆ  ตรรกะนั้น ไม่ว่าจะคิดโดยมนุษย์ หรือโดย AI มันก็ไม่ต่างกัน เพราะมันมีแต่เหตุและผล ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความเชื่อ ไม่มีสัญชาติญาณ ไม่มีลางสังหรณ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำลังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้ง และสงคราม ระหว่าง โลกสองโลก โลกแห่งตรรกะล้วนๆ แทนด้วย Matrix กับโลกที่ไร้ตรรกะ แต่มีความรักและความเชื่อ แทนด้วย ไซออน และเบื้องหลังของเรื่องทั้งหมดทั้งปวง เป็นการสู้กันระหว่าง The Architect พ่อผู้สร้าง Matrix และ The Oracle แม่ผู้คอยช่วยเหลือพวก Neo หรือกล่าวในอีกแง่ คือ Logos สู้กับ Eros หรือ ตรรกะ vs ความรัก หรือ เหตุผล กับความไร้เหตุผล

The OracleThe Architech
credit ภาพ: http://matrix.wikia.com/wiki/The_Oracle
http://matrix.wikia.com/wiki/The_Architect

การ ที่ Neo ได้ตื่นขึ้นและได้เรียนรู้ฝึกฝน Jujitsu กังฟู การต่อสู้ และอื่นๆ ก็มองได้ว่า การได้ค้นพบโลกใหม่ ก็ได้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ในตัวเองด้วย พร้อมกันกับความสามารถที่จะเรียนรู้ อันเกิดจากการ Free one’s mind หรือปลดปล่อยจิตใจตนจากพันธนาการทางความคิด ที่เป็นเสมือนกรงขัง ที่ตีกรอบความสามารถและความเป็นไปได้ต่างๆ
Morpheus เตือน Neo ว่า คนส่วนใหญ่นั้นยังไม่พร้อมที่จะตื่น พวกเขายังพึ่งพาระบบ และกรอบมายาของ Matrix และอาจจะเป็นศัตรูกับพวกเรา แน่นอนว่า การไปสะกิด หรือไปพยายามปลุกคนที่ไม่ต้องการจะรับรู้ หรือไม่พร้อม ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ดังนั้น การค้นหาความจริงในจิตใจมนุษย์ นั้น จำเป็นต้องมีความพร้อม ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ ตัวอย่างคนที่จิตใจอ่อนแอ และอยากจะกลับไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน คือ Cypher ที่เป็นไส้ศึกอยู่ในยาน เขาเลือกที่จะ Ignorance และฝันต่อไป จึงยอมเป็นไส้ศึกให้กับ Agent Smith ดังนั้น Ignorance ความเพิกเฉยไม่ใส่ใจ นี้จึงเป็นศัตรูของการตื่นรู้ (ศาสนาพุทธมากๆ)
ถ้า Neo คือ Ego ของมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรัก มีความเชื่อ และพยายามจะเชื่อมโยงโลกแห่งความฝัน และความเป็นจริง Agent Smith ก็น่าจะเป็นขั้วตรงข้ามของ Neo คือ ตรรกะล้วนๆ ทำตามกฎของ Matrix และคุมกฏ และคอยเฝ้าประตู และทุกสิ่งอย่างให้เป๊ะตามระบบ ไร้ความเมตตาปราณี ไร้หัวใจ และโลกมีได้เพียงโลกเดียว คือ Matrix เขาจะแปลงกายเป็นใครก็ได้เพราะไม่แตกต่างกัน (indifferent) ไม่มี identity ของตัวเอง ยึดแต่กฎ และหน้าที่ สองคนนั้นจึงเป็น nemesis ที่ต้องสู้กันไปถึง 3 ภาค เพราะพวกเขาเป็นด้านมืดของกันและกัน Shadow ที่จำเป็นต้องต่อสู้ วิวัฒน์ และเรียนรู้ และ ท้ายที่สุด เลยต้องรวมร่างกัน (integration) เพื่อเติมเต็ม ในตอนจบ

ตอนจบของภาค 1 นั้น นีโอถูกยิงตายโดย Agent Smith (พ่ายแพ้ต่อตรรกะ) แต่ก็ฟื้นตื่นขึ้น ด้วยพลังแห่งความรักของ Trinity ที่ปลุกเขาด้วยจุมพิษ ราวกับเทพนิยาย ใช่แล้วพลังแห่งความรักทำให้ Neo ละ Ego เก่าๆ ที่ยังติดกรอบทางความคิด แล้วเกิดใหม่ โดย Free his mind จากกรงขังของ Matrix เขาจึงเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น เห็นตึก เห็น Agent Smith เป็นตัวเลข Matrix เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเป็นมายา จึงเอาชนะมันได้  การตื่นรู้นั้นจำเป็นต้องมีความรัก ความรู้สึก และความตั้งใจจริง (ที่ Neo อยากจะช่วย Morpheus เขาต้องการจะช่วยกู้ศรัทธาของตัวเอง ที่กำลังถูกจับขังโดยตรรกะ)

Smith
http://www.screened.com

หนัง ภาคสอง และสาม คือเรื่องต่อเนื่องของการพยายามจะปลดแอกตัวตนออกจากกรอบของตรรกะ (Matrix) ความพยายามจะ integrate ด้านที่เป็น feminine และความรัก (การรวมร่างของ Neo & Trinity ซึ่งอาจสัญลักษณ์ผ่าน Sexual Intercourse ถ้าจำไม่ผิด น่าจะภาค2) และการรวมร่างกับ Agent Smith ด้านมืดของ Neo (ภาค 3) และดังนั้น Neo จึงตายอีกครั้ง ออกแนว นิพพานแบบไซไฟ การรวมสองโลกเข้าด้วยกัน คือการยุติสงคราม สงครามในจิตใจมนุษย์    แล้วตอนจบ The Architect กับ The Oracle ก็มานั่งคุยกัน โลกไม่ว่าจะภายนอก หรือภายในจิตใจ จะต้องมีคุณสมบัติทั้งสองด้านนี้ดำรงอยู่ควบคู่กันไป หากด้านใดแข็งแกร่งเกินกว่าอีกด้านหนึ่ง สงครามก็อุบัติขึ้น ทั้งสงครามจริงๆ และสงครามในใจ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาความไม่สงบในโลก และปัญหาในใจมนุษย์

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์ The Hobbit: The Desolation of Smaug

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Hobbit2

Spoiler Alert!

ตั้งแต่ดู The Lord of the Rings ก็คิดว่า มันเป็นการผสานอย่างลงตัวของ ประวัติศาสตร์สงครามโลก + mythology + ประวัติส่วนตัว + จิตนาการของ Tolkien ออกมาเป็นงานชิ้นเยี่ยม ที่สนุกมากและลึกซึ้ง ในบทความนี้ จะเน้น สองเรื่อง คือ Arkenstone และ Smaug เราคิดว่า Film series, The Hobbit อาจมีเค้ามาจากปฐมบทของสงครามโลก (W.W. 1) และ The Lord of the Rings จากสงครามโลกครั้งที่สอง (W.W.2) [นกอินทรีย์ ที่ Gandalf เรียกมาช่วยตอนสุดท้ายของ The Lord of the Rings: The Return of the King ทำให้นึกถึง อเมริกาที่เข้ามาช่วยสงครามตอนท้ายๆ และทำให้ได้ชัยชนะ แต่ว่า ชาวยุโรปเขาอยู่ในเกมสงคราม เสียเลือดเนื้อกันมายาวนานแล้ว) ใน The Lord of the Rings เรื่องราวทุกอย่างหมุนวนอยู่รอบๆ ธีม “อำนาจ” ซึ่งแทนด้วย แหวน ซึ่งจะไม่อธิบายรายละเอียด เดี๋ยวยาว ถ้ามีโอกาส และมีแรง ก็อยากจะวิเคราะห์ Lord, Trilogy ในแบบของตัวเองดูซักครั้ง ส่วน The Hobbit ก็หมุนวนอยู่รอบๆ ธีม “ความโลภ” ที่จะครอบครองความมั่งคั่ง (ทอง) และที่สุดแห่งอัญมณี โคตรเพชรอาร์เคนสโตน (Arkenstone) สุดท้ายแล้ว จะอำนาจหรือความมั่งคั่ง มันก็คือสิ่งเดียวกัน กิเลส ด้านมืด (shadow) ของมนุษย์

Why Arkenstone? Arken อาร์เค่น เดาว่า มาจากคำว่า Arch (อาค หรือ อาร์ช) ซึ่งมีกลุ่มความหมายว่า origin, begin, root, the highest class, power. เป็นจุดเร่ิมต้น เป็นราก เป็นที่สุด และดังนั้น จึงมีพลังและอำนาจสูงสุด เราเชื่อว่าอาร์เคนสโตนนี้ คล้ายคลึงกับ … ศิลานักปราชญ์ (Philosopher Stone) ใน European Alchemy, The Self ตัวตนอันสมบูรณ์ ใน Analytical Psychology (Jungian Psychology), พรมหมัน ใน Hinduism และในศาสนาพุทธ การ attain ภาวะนั้นได้ คือ นิพพาน

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เป็นการเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์ เป็นประเด็นสากล (Universal motif) ที่พบได้ในหลากหลายวัฒนธรรม ถ้าเพชรเม็ดงาม ที่เป็นที่หมายปองของทุกคนนั้น แท้จริงแล้วเป็นแก่นในจิตใจของคนเรา และเราไม่สามารถได้มันมา หากแต่ต้องผ่านการต่อสู้และผจญภัย รบรากับด้านมืด, Shadow ที่แทนที่ด้วยสัตว์ร้ายในใจตัวเอง เช่น พวกยักษ์ Ogre และสัตว์ประหลาด นอกจากนั้นยังต้องสร้าง connection กับด้านที่ดี หรือค่อนข้างดี ด้วยการผูกมิตรกับตัวต่างๆ (ในใจ) เช่น skinshifter (ครึ่งหมีครึ่งคน, ด้านที่ถูกความเป็นสัตว์ป่าดุร้ายครอบงำบางครั้งมีสติ เป็นมนุษย์ บางครั้งไม่มี เป็นสัตว์) เพื่อหยิบยืมพลังมาช่วย (ได้ม้า อาหาร ทีพัก ฯลฯ), ต้องผ่านป่ามายา ซึ่งไม่ต่างจากการเดินเข้าไปในเขาวงกตแห่งจิตไร้สำนึกของตนเอง ที่ทำให้มึนงง หลอน และหลงทาง มีแมงมุม เจ้าแห่งการชักใยและมายา ล่อให้เข้าไปติดกับ อย่างที่ Gandalf ย้ำก่อนจะจากไปว่า เมื่อเข้าไปในป่าแล้ว ความมุ่งมั่น และแน่วแน่ไปสู่จุดหมายเท่านั้น ที่จะนำพาให้หลุดออกจากป่านั้นได้ นี่อาจเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตและพัฒนาตนเองที่ แฝงอยู่ ใช่ว่าในป่าแห่งจิตนั้นจะมีแต่สิ่งชั่วร้าย สิ่งดีๆ ก็มีนะ ได้แก่ พวก Elf หากแต่ว่าการจะได้พลังจากด้านนี้ ก็ต้องผ่านการผูกมิตรอีกเช่นกัน เพราะ ตัวต่างๆ ในจิต (เป็น Archetypal symbols) มีพลังมหาศาล และมีความเป็นเอกเทศของตัวเอง (Autonomous) สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป ก็ถูกจับขัง (ถูกครอบงำได้) แต่เพราะการผูกมิตร Kili จีบ Elf, Tauriel connect กับด้านบวกที่เป็น feminine จึงทำให้ได้กำลังหนุนมาต่อสู้กับพวก Ogre (ได้ energy ทางจิตเพิ่ม) แล้วก็เดินทางต่อไป ไปผูกมิตรกับมนุษย์ผู้ชาย Bard (ด้านที่เป็น Animus หรือ masculine) ฯลฯ จนสามารถเดินทางเข้าสู่ไต้ขุนเขาแห่ง Erebor ส่วนลึกของจิตใจ ที่สิงสถิตย์แห่งขุมทรัพย์ และโคตรเพชรอาร์เคนสโตน

Smaug มีตำนานเกี่ยวกับมังกรทั่วโลก ในที่นี้เป็นมังกรเฝ้าทรัพย์ ตามตำนานยุโรป ที่ที่มีขุมทรัพย์ จะมีสัตว์ร้าย เช่นมังกร เฝ้าอยู่อย่างหวงแหน ต้องปราบมังกรจึงจะได้ขุมทรัพย์ หรือเจ้าหญิง ถ้าขุมทรัพย์ไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นพลังมหาศาลและศักยภาพทางจิตใจล่ะ และไฟอันร้อนรุ่มที่มังกรแผดเผาคนที่ย่างกรายเข้ามา คือความร้อนรุ่มที่เกิดจากความโลภ กิเลส ตัณหาล่ะ เป็นความโลภและความบ้าอำนาจที่ก่อไฟสงคราม ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การปราบมังกร หรือด้านมืดในจิตของมนุษย์ คือการดับกิเลส ตัณหา หรือเปล่า? เจ้า Smaug ที่ดูเหมือนร้ายกาจ ยังพูด(กับ Bilbo) อย่างมีปัญญาว่า ไม่ต้องการให้ Thorin ได้ครอบครอง Arkenstone เพราะในใจมีความละโมบ และสุดท้ายก็จะถูกความโลภครอบงำและเป็นบ้า (เหมือนพ่อของเขา Thrain) จะว่าไปแล้ว มังกรก็มีด้านที่เป็นปัญญาเช่นกัน การพูดคุยระหว่างมังกรกับ Bilbo เป็นการสร้าง connection กับด้านมืด (หรือด้านที่เคยมืด) มังกรสั่ง ให้ “Step into the Light” ราวกับว่า ให้ก้าวเข้ามาสู่แสงสว่าง หรือจงมีสติ (เรื่องความโลภ ฯลฯ) เรื่องราวมันมาหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ในตำนานบางเรื่องต้องปราบมังกร (dragon slayer) แต่บางเรื่องก็ให้ผูกมิตรกับมังกร (dragon master/rider) เรื่องราวจะเป็นอย่างไร รอดูต่อภาค 3 ละกัน

(เขียนเพิ่มทีหลัง) เรารู้สึกว่าได้กลิ่นของ Tchaikovsky ในเพลงประกอบ หรืออาจจะหลอนไปเอง  ไม่แน่ใจว่าเป็นสไตล์ของผู้ประพันธ์เพลง หรือว่าจงใจ เพราะรัสเซียก็เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม ใครมีความเห็น ชี้แนะได้ ถ้าอยากเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า Arch เพิ่ม ลองอ่านข้อมูลแบบ fast food ได้ที่นี่ และ ที่นี่

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

เครดิตภาพ : imdb.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License