Jung

Dracula Untold: All You Need is Love

119825_gal

Spoiler Alert!

ถ้าดู Dracula เวอร์ชันนี้ แล้วดูเวอร์ชันของ Bram Stoker ที่ Winona Ryder เล่นเป็น Mina แถมยังมี Keanu Reeves ตอนใสๆ ร่วมแสดงด้วย เรื่องราวก็จะวนครบลูปพอดี ดูท่าเรื่องนี้จะมีภาค 2 ต่อ น่าแปลกที่แวมไพร์ มักถูกจับมาเป็นตัวเอกในหนังรักโรแมนติก ไม่ว่าจะ Dracula หรือ Vampire Twilight  ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่า การเป็นแวมไพร์มันต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรัก จะเกี่ยวกันอย่างไร มาดูกัน

การเป็นแวมไพร์คืออะไร แวมไพร์จะมีความสามารถเหนือมนุษย์ แปลงร่างเป็นค้างคาวได้ กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ดุร้าย พลังมาก ความเป็นมนุษย์และจิตสำนึกแบบมนุษย์ตายไป ความเป็นสัตว์ และความชั่วร้ายเข้ามาแทนที่ (พูดถึงแวมไพร์ทั่วๆ ไป) แต่ Dracula เวอร์ชันนี้ ยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง รู้จักรักลูกรักเมีย

เพราะความดุร้าย และต้องการพลังอำนาจ ต้องการชนะสงคราม จนยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้ ภรรยาต้องตาย ด้าน masculine แรงเกิน กร้าวเกิน ด้าน feminine ที่เต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยน อ่อนพลัง และตาย และดังนั้น เขาจึงต้องกลายเป็นปีศาจ ดื่มกินเลือดมนุษย์ กินเลือดภรรยาตนเอง เขาคือคนที่ฆ่าเธอเอง แลกกับพลังอำนาจ ที่คิดว่าจะใช้เพื่อปกป้อง เพื่อช่วยเด็กคนเดียว เพราะเด็กคนนี้คือ ความหวัง

ทำไมต้องดื่มเลือด เพราะเลือดคือพลังชีวิต แวมไพร์ไร้ความเป็นมนุษย์ เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีแต่ร่างไร้วิญญาณ จะอยู่เป็นอมตะได้จึงต้องดื่มพลังชีวิตจากมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนค้างคาวดูดเลือด สัตว์ที่อยู่อาศัยในที่มืด และดูดกินเลือดจากสัตว์อื่นประทังชีวิต ดังนั้นแวมไพร์ ก็อาจเปรียบได้กับ ด้านที่เป็นปีศาจที่ซ่อนแอบอยู่ในมุมมืดของจิตใจมนุษย์ ด้านที่มีพลังมาก แต่ชั่วร้าย ไร้หัวใจ ไร้ปราณี และคอยดูดกินพลังชีวิตด้านบวกจากมนุษย์ หรือจากด้าน positive อื่นๆ ในจิตใจของเรา และมักโผล่มาในฝัน เป็นแวมไพร์หล่อๆ หรือเอ็กซ์ๆ ยั่วยวนน่าหลงไหล มันก็คือส่วนหนึ่งของเราที่ยังไม่ได้รับการเข้าใจมากพอ

เวลาโดนแสง แวมไพร์จะไหม้ และตาย เพราะมันกลัวแสงสว่างแห่งจิตใจ หรือจิตสำนึก ที่เจิดจ้าและร้อนแรงดุจแสงตะวัน

Screen Shot 2557-10-29 at 16.30.37

เงิน (silver) เป็นโลหะสูงค่า แต่เงินต่างจากทอง ทองอาจแพงกว่า แต่ว่าจะให้ความรู้สึก ร้อนแรง ในขณะที่เงินนั้นจะให้แสงนวลเย็นกว่า อ่อนโยน subtle กว่า จึงมักเปรียบเงินกับแสงจันทร์ เปรียบกับความอ่อนโยน นุ่มนวล เมตตา หรือเป็นสัญลักษณ์ของ femininity ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่มีได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย การที่พระเอกกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว เพราะเมียตาย ก็หมายถึงด้าน ที่เป็นตัวแทน femininity ความรัก ความเมตตา ความอ่อนโยน ความรู้สึก ได้ตายจากไป จึงต้องกลายเป็นปีศาจนั่นเอง และเมื่อใดก็ตามที่ถูกอาวุธที่ทำจากเงิน หรือสัมผัสโดนเงิน ก็จะไหม้ เจ็บปวด และตายได้ เพราะเงิน สัญลักษณ์ของ femininity เป็นสิ่งที่แวมไพร์ไม่มี และจริงๆ แล้วโหยหาเป็นอย่างมาก แวมไพร์จึงแพ้เงิน โดนเงินแล้วตายได้ เพราะเงินทำให้ความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง มันง่ายกว่ามากที่จะฆ่าคน ทำเรื่องชั่วๆ ถ้าไม่มีความรู้สึก แต่เมื่อใดก็ตามที่ “รู้สึก” ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ฯลฯ ก็จะประดังเข้ามา และยากที่จะทานทน  การฆ่าแวมไพร์ให้ตายด้วยอาวุธที่ทำจากเงิน หรือการตอกหัวใจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของแวมไพร์ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่จะขจัดด้านชั่วร้ายออกไป แต่มันก็จะมีตัวใหม่ผุดมาเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ดังนั้นจะดีกว่าหากจะสามารถเรียกคืน femininity กลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เรียกคืน ความรู้สึก ความเมตตา ความรัก ความห่วงใย กลับเข้ามา ดังนั้น เขาจึงรอคอยจะพบเธออีกครั้ง ไม่ว่า Vlad ในเรื่อง Dracula หรือ Edward ในเรื่อง Vampire Twilight ต่างก็รอคอย และโหยหาความรัก ความรู้สึก จากมนุษย์ผู้หญิงทั้งคู่

ถ้า Dracula เป็นด้านมืด ในจิตใจของเรา โหด ดุ ต้องการเอาชนะศัตรู at all cost ทำเรื่องไม่ดีได้โดยไม่แคร์ คุณคิดว่า บางครั้งบางคราวในชีวิตของคุณ เคยมี Dracula โผล่ออกมาบ้างหรือเปล่า? จะยอมให้มันดูดพลังชีวิตของคุณต่อไป จะดีเหรอ? แต่จะแกร่งแค่ไหน Dracula ก็พ่ายแพ้ต่อความรักนะ เพราะความรัก รักษาได้ทุกโรค ฉันขอสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า ที่คนมันบ้า คนมีปัญหา ที่สังคมวุ่นวาย โลกปั่นป่วน เพราะโลกนี้มีความรักไม่มากพอ มนุษย์ขาดความรัก ความรักจากพ่อแม่ ครอบครัว ความรักจากเพื่อน ความรักจากเพศตรงข้าม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักตัวเองอย่างที่เป็น ถ้าไม่สามารถเรียนรู้ที่จะรักตัวเองได้ คุณก็ได้สร้างปีศาจเอาไว้ในใจ รอจังหวะที่จะโผล่ออกมา และยากที่จะรู้เท่าทันตัวเองด้วย อ่ะนะ..Dracula ทั้งหลาย สิ่งเดียวที่คุณต้องการ คือความรัก All You Need is Love!

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent Deep Review English version (Spoiler Alert!)

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20

Photo credit: IMDB

(Don’t expect perfect English)

This 21st. Century version of Sleeping Beauty is different from the Brothers Grimm one, thus, a lot of good traditional & psychological meanings are distorted. However, I find it is interesting to analyse anyway. In this post I will analyse 2 main characters, Maleficent and Aurora,  try to figure out why the princess sleeps, What is the meaning of the spinning wheel, and why Maleficent is allergic to iron.

The story begins with the breaking apart between two worlds, human’s and fairy’s. (The magical forest, Moors) This could mean the split between intra psychic, the consciousness and the unconscious. The Greedy boy, Stefan had got good things inside but too stupid to see their value. He cut her wings of Freedom & took away her pride to trade with external material wealth & power. Greedy & selfish love usually ends up this way. Two worlds split.

Maleficent’s land is full of mythical creatures, abundant of resources, very beautiful and anything seems possible there. It’s the source of life. Thus,  human wants to take it badly. However, it cannot be taken by force but by making good relationship.

The name of Maleficent should be Magnificent, the Best thing, the most beautiful one but the dark side get in, so it becomes Mal or bad. Moreover, could be seen as Male which can be “Animus Possession” in Jungian psychology, means female who get possessed by negative masculine/animus side and so lacks of good feminine quality. As a result, she turns wild, cruel and vengeful, and her forest turns dark and lifeless.

When love turns sour like thousand of thorns prick one’s heart,  Maleficent’s heart is full of hatred, anger, and vengence. The dark side takes charge the bright side splits off. New character, Aurora emerges. Aurora simply means light, like Eos, the Greek Goddess of the Dawn. She represents consciousness, light, hope, new beginning, purity, and yes, love.  Aurora is the opposite side of Maleficent. They are two sides of the same coin.

Secretly observing the adorable baby softens Maleficent’s heart. She sees the bright side of herself through Aurora. Love grows within from the interaction between them. (making relationship with one’s own mind)

Aurora can get inside the magical forest through her sleeping as Maleficent casts a spell on her and take her in, and again makes Aurora sleeps and takes her back to the bed. (Listen Once Upon a Dream along will get the right feeling). The same as when Maleficent makes Prince Phillip sleeps and walks through the thorny path to meet the sleeping Aurora (unconscious Aurora). Through dream, one can connect with the magical forest or the unconscious.

Why the spinning Wheel? To make a yarn has to twist fiber together and roll it before weaving them into fabric. We wear clothes to cover our bodies for warmth, vanity, and protection. On the other hand, it could be seen as our relationship with others. We make good relationship and that make us feel warm, we make bad relationship and it put us in trouble. There are a few words like, loom of destiny, fabric of fate, wheel of fortune which is similar to Eastern concept of the wheel of Dhrama or Karma, means one will face the consequences of what one did. And life has up & down cycle like the spinning wheel. It’s destiny. So I will conclude here that the spinning wheel is a symbol of one’s fate according to one’s deed. 

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.31

Photo credit: IMDB

Why the needle/spindle pricks the index finger? The needle could mean bad love or bad relationship that hurt us. The needle/spindle is a tool to make a yarn but it also could hurt us if one is not conscious when using it. In this story the needle is made of iron which Maleficent is allergic to (will explain in the next paragraph) For Index finger, we normally use to point to things we want and point to direction we’d like to go but when the heart is broken, bad relationship pricks this finger. One get lost, lacks of sense of direction, confused of what one want, forgets who one is, loses consciousness, turns to the dark side, and thus, the princess goes asleep or goes unconscious. The unconscious dark side (the vengeful curse of Maleficent) consumes the light of consciousness (Aurora).

Why Maleficent Allergic to iron? Maleficent could be an archetypal image which is Anima or inner feminine side. She also can be seen as the Mother Earth as she is the master of trees, animals and nature, She is life energy and fertility. Iron is a natural mineral but gotta be mined and cast and so on to make it becomes weapons, tools, accessories. It represents “man-made material” which could be either positive or negative things. However, it is made from human greed. Thus, Maleficent get hurt or weaken by iron things as they are the opposites. One raw nature (Nurture) and the other one, processed nature (exploited) It’s greed of humans that hurt Maleficent, and that greed also hurts human themselves. [a friend told me that iron could mean masculinity/animus]

Why Maleficent get her wings back? As her anger and vengeful feelings are gone. She kisses the light with pure love, she unites her own bright side back in, result in the awaken of Aurora. The uniting leads Aurora to find the caged wings and set them free. The light, hope, and pure love set Maleficent free from darkness. She becomes full once again, be free and powerful and could defeat the greedy masculine, King Stefan.

There is no need of the thorny wall as now two worlds are united and ruled by the light. Maleficent supports Aurora. The consciousness get positive life energy from the unconscious, no split personality, and Happy Ending.

 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

 

How to Train Your Dragon 2 ฝึกมังกรในตัวคุณ

“เกิด error เลยต้องโพสท์ใหม่อีกรอบ ลิงก์เดิมน่าจะหายไปแล้ว”

Spoiler Alert!
Screen Shot 2557-06-10 at 8.18.30 PM
Photo credit: IMDB
มังกรขึ้นชื่อเรื่องความน่าเกรงขาม พ่นไฟได้ เดินบกได้ บินบนฟ้าได้ แถมในเรื่องนี้ยังว่ายน้ำได้อีก มังกรมีพละกำลังมหาศาลและความสามารถหลากหลายจนน่ากลัว (ในเรื่องน้ีไม่เน้นเรื่อง wisdom ของมังกร) ถ้าเปรียบมังกรเป็นสัญชาติญาณของเราล่ะ แล้วถ้าเราคุมไม่อยู่ มันก็ออกมาเพ่นพ่านเที่ยวอาละวาด เผาผลาญทุกสิ่ง จิกทำร้ายผู้คน สร้างความเดือดร้อนได้ ดังนั้น จึงต้องฝึกฝนมังกร ทำให้มันเชื่อง และเป็นมิตรที่ดีกับเรา จึงเป็นที่มาของชื่อ Dragon Master นายแห่งมังกร นายแห่งมังกร ก็คือนายแห่งสัญชาติญาณดิบเถื่อนของตัวเราเอง

การฝึกฝนเริ่มด้วยการเจอมังกรของเรา แต่แทนที่จะต่อต้านพยายามฆ่ามัน เหมือนที่พ่อของ Hiccup ทำตอนหนุ่มๆ (ฆ่ายังงัยก็ไม่ตายหรอก เพราะมันก็คือเรา) ให้ลองพยายามมองมันในแง่บวก เหมือนที่แม่และ Hiccup ทำ ผูกมิตรกับมัน ไม่ต่อต้านแต่ทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน ให้ความรักเมตตา ให้เวลากับมัน สุดท้ายก็เป็นคู่หูกัน และก็ได้หยิบยืมเอาพลังงานอันมหาศาลและความสามารถของมังกร (ภายใน) มาใช้ประโยชน์ ไฟสามารถผลาญทำลายทุกสิ่งได้ แต่ก็ให้แสงสว่าง ความอบอุ่น ทำอาหาร และเป็นจุดเร่ิมต้นของ creativity ต่างๆ มันขึ้นอยู่กับเรา (ผู้คุมมังกร) ว่าเราจะนำพลังไปใช้ทางไหน

มังกรตัวเจ้านาย  Alpha? (ถ้าฟังไม่ผิดนะ) หรือตัวเริ่มต้น ซึ่งมีสองตัว ขาว-ดำ น่าจะเทียบได้กับ จิตใจส่วนที่เป็นสัญชาตญาณinstinct ที่ผ่านการฝึกฝนจนเยือกเย็น แทนที่จะพ่นไฟ คราวนี้พ่นน้ำแข็งแทน และมีพลังอำนาจมากที่สุด สามารถสั่งการมังกรตัวอื่นๆ ให้ทำตามได้ ตัวที่ดีอาจหมายถึงความเยือกเย็น ซึ่งมีแม่ของพระเอกอยู่ด้วย (positive feminine side) ไม่ได้แสดงท่าทีว่าเป็นเจ้านาย แต่เคารพกัน ส่วนตัวร้ายนั้นอาจเป็นความเย็นชาไร้ปราณี ซึ่งมี Drago (negative masculine side) ผู้ชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมอีกที ทั้งสองเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

Screen Shot 2557-06-12 at 1.04.23 PM

Photo credit: IMDB

แม่ของ Hiccup สอนว่า ถึงแม้ว่า เจ้า Toothless เขี้ยวกุดของ Hiccup จะเป็นมังกรที่ดีแต่ถ้าอยู่ใต้การบงการของ นายที่เลว ก็อาจทำเรื่องเลวๆ ได้ เช่น Toothless ถูกมังกรร้ายบงการให้ฆ่า Hiccup แต่พลาดไปฆ่าพ่อเขาแทน อันนี้ขอขยายความผ่านตัวอย่างว่า…ไม่ต่างจากทหารที่เป็นคนดีแต่ถูกแม่ทับสั่งให้ฆ่าศัตรูซึ่งก็อาจเป็นคนดีเหมือนกัน

มังกรยักษ์นั้น ร้ายกาจเพราะไปฝักใฝ่คนชั่ว (Drago) ที่บ้าอำนาจ ไร้ความปราณีและต้องการควบคุมผู้อื่น การจะปราบความชั่วร้ายนี้ ก่อนอื่นต้องเรียกสติกลับมาก่อน ต้องใช้ทีมเวิร์คและความกล้าหาญ Toothless ตัวเล็กกว่ามากแต่ก็กล้าเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย ใช้ไฟแห่งความกล้าและความรักที่อยากจะปกป้องเผาผลาญความเย็นชาไร้ปราณีจนพ่ายแพ้ไป แล้วความสงบสุขก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร

 

เรื่องต่อไปที่จะเขียนอย่างแน่นอนคือ Maleficent

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Maleficent วิเคราะห์แม่มาลีฉบับ DeepFilm

Spoiler Alert!!!

Screen Shot 2557-06-16 at 15.22.20Photo credit: IMDB
นิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทรา เวอร์ชั่นศตวรรษที่ 21 เรื่องราวถูกดัดแปลงไปมาก ต่างจากเนื้อเรื่องของ The Brothers Grimm  แต่ถึงแม้ว่าความหมายสำคัญบางอย่างที่มีในเวอร์ชั่นออริจินอลจะหายไป ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจและคู่ควรจะให้วิเคราะห์ ใน post นี้จะวิเคราะห์ตัวละครหลัก ไขปริศนาว่าทำไมต้องเครื่องปั่นด้าย และทำไมเจ้าหญิงต้องนิทรา ทำไมMaleficent แพ้โลหะ ฯลฯ (เพิ่มเติม…)

จรเข้ของพระนเรศวร (Spoiler Alert)

Screen Shot 2557-05-30 at 10.28.13 PM

Photo credit: Bugaboo.tv
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5: ยุทธหัตถี

ความฝันของพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับชะตาบ้านเมือง ส่งผลต่อการคิดและตัดสินใจ ดังนั้นในอดีตจึงมีตำแหน่งโหรหลวง ทำหน้าที่ทำนายฝันให้แก่เจ้าเบื้องสูงทั้งหลาย ซึ่งการทำนายฝันมีมาในทุกยุคสมัย และในหลากหลายอารยธรรม ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ กรีก โรมัน อินเดียแดง ยุโรป จีน ฯลฯ รวมถึง ไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ฝันสื่อสารในรูปแบบของสัญลักษณ์ (symbol) ซึ่งมีความหมายเกี่ยวเนื่องผูกพันกับผู้ฝันเอง จิตใจเบื้องลึกกำลังสื่อสารกับเขา ยุคนี้ไม่มีโหรหลวงคอยทำนายฝัน (หรือว่ามี?) แต่มีนักจิตวิเคราะห์ที่วิเคราะห์ความฝัน เพิ่ม self-knowledge ให้แก่ผู้ฝัน และเพื่อบำบัดจิตใจ

ในเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ 5 นี้ มันเด็ดตรงที่ พระมเหสี (น้องแอฟ) เป็นคนตีความฝันให้พระนเรศวร ไม่ต้องรอโหรหลวง ฉากนี้นึกถึงหนังเรื่อง Lincoln ที่สุภาพสตรีหมายเลข 1 (ภรรยา) ตีความฝันเรื่องเรือ ให้ประธานาธิบดี ลินคอล์น ซึ่งเกี่ยวกับการปรับแก้รัฐธรรมนูญเรื่องเลิกทาส

ฝันของพระองค์ดำนี้เรียบง่าย เพราะมีสัญลักษณ์เพียง 3 อย่าง
1. ฝูงจรเข้และ จอมจรเข้  จรเข้เป็นสัตว์ดุร้าย กินเนื้อ คร่าชีวิตคนได้ มีกำลังมหาศาล ว่ายน้ำได้ เดินบกได้ เป็นสัตว์ที่น่ากลัว เป็นอันตราย จึงเปรียบได้กับศัตรู หรือ พม่า ที่เก่ง และมีกำลังไพร่พลมากกว่าอยุธยา และมีแม่ทัพใหญ่มาด้วย (จรเข้ตัวหัวหน้า)
2. น้ำ คือ จิตใจ ที่กำลังหวาดหวั่นและปั่นป่วนด้วยมีศัตรูมารุกราน หรืออาจเปรียบได้กับ ศัตรู (จรเข้) กำลังข้ามน้ำมาบุกรุกบ้านเมือง
3. พระนเรศวร ก็คือ Ego ของพระนเรศวร ที่ถึงแม้ว่าจะกลัวการศึกครั้งนี้ เพราะกำลังพลเป็นรอง แต่ก็สู้ไม่ถอย จนเอาชนะจรเข้ได้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของจิตใจ ของผู้ที่มี winner attitude

จะว่านี่เป็นฝันลางบอกเหตุ หรือทำนายอนาคต ก็ไม่ผิด แต่เราว่ามัน 50-50 น่ะ คือใจเข้มแข็งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและสำคัญมาก แต่ก็ต้องประกอบด้วย กองทัพพร้อม แผนการดี ด้วย ถึงแม้ในฝันจะชนะ แต่ถ้าในชีวิตจริงไม่สู้สุดใจอย่างในฝัน ก็อาจไม่ชนะ สิ่งที่สำคัญคือ เราได้เรียนรู้อะไรจากความฝัน แล้วเราได้ใช้มันในชีวิตจริงหรือเปล่า…ฝันแล้วทำ Dream > Do!

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

The Dream of Noah, English Version

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.28 AM

Photo credit: IMDB
Note: SPOILER ALERT!
My friend, Rustic Moon, helped me translate The Dream of Noah from my Thai version (posted on 21/04/14) into this English one, Thank you. I’m too busy to do it myself. Anyway I added some more interpretation into this version.

Through Analytical psychology lens, in this post, I analyzed the whole Noah story as a big crisis within a human psyche, and emphasized on dreams.

When the world, that is Noah’s mind, breaks into a pair of opposites; good against evil, and reason/duty against feeling/love. This kind of inner conflict whether happens in one’s mind or in a society, usually results in a collapse. It could drive the person to madness, and the society to war.

In the story, Noah received God’s message through prophetic dreams. Since the earliest time, human beings believe in the importance of dreams as messages from gods. However, the rise of empirical science that takes truth only as things which can be measured, such as in term of electricity or energy, has been treating the knowledge of dreams as superstitious and without substance. Dream interpretations only regained serious interest after Sigmund Freud and Carl Jung used dreams in psychotherapy. They believe that dreams are messages from the unconscious (Frued’s subconscious or Jung’s unconscious) which help ego-consciousness to understand itself, the bigger self. The unconscious contents contain both good and bad things, such as inner potential, complexes, repressed emotion/story, which many times as to compensate what ego-consciousness lacks. Many patients improved their conditions when they understood the meaning of their dream contents and made adjustment to their lives. Of course, one does not need to wait and become mad before starting to understand one’s own dreams.

What if dream is a message from the depth of our mind, and God who sent the message is actually our inner wisdom? This inner wisdom is telling the shallow ego that if one is to continue living in this extreme way, there will be the end of the world, his world (of course, this could be seen as Global Warming issue too.) The water comes from above and below to flood one’s mind, to clean it. Human body contains over 70% of water, however, with too much water, we die. This is also true from psychological perspective. Water is usually a symbol of unconscious, while the ego is like the land or mountain emerges from the water. If water, or the unconscious, is too powerful, the ego will be flooded and lost itself and becomes mad.

In one’s psyche, Noah psyche, has both good and evil, for example, instinctive animal side (all the animals in the ark), positive masculine (Noah) evil masculine (the King, Tubal-Cain), wise old man (Noah’s grand father), loving feminine (Noah’s wife, Naameh), children with potential to grow). As in Noah’s vision of seeing himself as a part of the crowd who tore animal flesh alive to eat, he found that, he himself also was wicked. He was not better than others, and so are we. This fact is hard to accept.

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.59 AM

Photo credit: IMDB

When life breaks into two opposites, the good side is pure while the evil one is also purely evil. The world is breaking and the storm of emotions surges to bring water to clean the messy mind. Inner wisdom warned Noah to build a ship, the vessel to protect his mind and to select good things into his ship for the new beginning (of a new ego.) Animals are instinctive side that one must have for survival and these selected animals can be controlled consciously. This can be seen symbolically through the burning of the herbal incense that made those animals slept which prevented them from fighting and biting each other. However, evil still hid inside Noah’s mind (Noah’s ark), as Noah became one-sided and blindly believed that he was given the duty of destroying humanity. When the the perception is unsounded, the consciousness is weak, the evil side gets stronger and causes conflicts and fighting in the ship; husband versus wife and children, duty versus love, rationality versus irrationality.

The climax was reached when Noah could not bring himself to kill his own twin grand daughters as the reason became love, and his killing duty turned to be protection instead. Those Children, therefore, are the symbol of new beginning which is full of potentials. When Noah’s conflicting pair of broken opposites are reunited, then, a new & bigger continent was found. Noah’s shallow and one-sided old ego was broken (his ark was torn apart). He could not forgive himself and isolated himself for a while, till the positive feminine side represented by his step daughter, Ila, came to ask why he didn’t kill her daughters. It’s because of love. Then he regained his self-esteem and returned to his family. And the envious son left as in the house of love there is no room for envy. His new world was full of love, empathy, forgiveness, and possibilities. Human beings have survived for such a long time because of these qualities. Love spins the world, both inner and outer world.

 

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

The Dream of Noah ฝันของโนอาห์

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.28 AM

Spoiler Alert!

ในโพสท์นี้ เรา ‘เลือก’ที่จะตีความเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในโนอาห์ทั้งหมด ว่าเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง มองเรื่องโนอาห์เชิงสัญลักษณ์ และเน้นเรื่องความฝัน

เมื่อโลก หรือจิตของโนอาห์ เกิดการแตกออกเป็นสองขั้ว ความดีขัดแย้งกับความชั่ว เหตุผล/หน้าที่ ขัดแย้งกับความรู้สึก/ความรัก ปมความขัดแย้งลักษณะนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในใจ หรือเกิดขึ้นในสังคมล้วนนำไปสู่ความพังพินาศทั้งสิ้น ไม่เป็นบ้าตาย ก็ได้ถล่มฆ่าล้างโคตรฝ่ายตรงข้ามให้ดับสิ้นกันไป

ในเรื่อง โนอาห์ได้รับข้อความจากพระเจ้าผ่านความฝัน เป็นลักษณะของฝันที่ทำนายอนาคต แต่ไหนแต่ไรมา มนุษย์ให้ความสำคัญกับความฝันว่าเป็นข้อความจากพระเจ้า แล้วการพัฒนาทางวิทยาศาตร์และเทคโนที่มุ่งเน้นให้คนเชื่อแต่สิ่งที่จับต้องได้ วัดเป็นค่าไฟฟ้า พลังงานได้ เห็นเป็นภาพเอามาโชว์ให้คนอื่นดูได้เท่านั้น ที่จะได้รับการยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริงและสำคัญ ทำให้ศาสตร์เกี่ยวกับความฝันนั้น ถูกมองว่างมงายไร้สาระ เพิ่งจะได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ Sigmund Freud และ C.G. Jung (ยุง) นำเรื่องความฝัน มาใช้ในการบำบัดจิต เพราะพวกเขาเชื่อว่า ฝันเป็นการสื่อสารจากจิตไร้สำนึกเพื่อให้ ego ของเรานั้นได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เช่น เรื่องที่เก็บกดไว้ ปมปัญหาที่ควรจะแก้ไข หรือชดเชยสิ่งที่ egoขาด (compensation)  ฟรอยด์ เรียกจิตใต้สำนึก (subconscious) ส่วน คาร์ล ยุง เรียก จิตไร้สำนึก (unconscious) และก็มีคนไข้นับไม่ถ้วนที่อาการดีขึ้นเมื่อเข้าใจเนื้อหาในฝันของตัวเอง แล้วปรับวิถีชีวิต แต่ไม่ต้องรอให้ป่วยจิตก่อนค่อยมาทำความเข้าใจก็ได้นะ

ถ้าความฝันเป็นข้อความจากจิตใจเบื้องลึก และพระเจ้าผู้ส่งข้อความมาคือปัญญาภายในล่ะ (inner wisdom)? ปัญญาภายในนี้บอกกับ Egoที่คับแคบว่า ถ้ายังดำรงชีวิตแบบเดิมๆ ต่อไป จะเกิดโลกาวินาศ​น้ำท่วมจิต น้ำท่วมโลก ร่างกายมนุษย์ เต็มไปด้วยน้ำกว่า 70% ถ้ามีน้ำมากเกินไป เราจะตาย ในมุมของจิตใจ น้ำก็เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจส่วนที่ไร้สำนึก ส่วน Ego ของเราก็เหมือนผืนดิน เหมือนภูเขาที่โผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำ ถ้าน้ำหรือส่วนของจิตไร้สำนึกมีพลังมากเกินไป ท่วมท้น Ego จิตเราก็จมน้ำตาย สูญเสียตัวตน เป็นบ้า

ในจิตเรานั้นมีทั้งด้านที่ดีและชั่ว มีด้านที่เป็นสัญชาติญาณ เช่น สัตว์ต่างๆ มีด้านที่เป็นผู้ชายห้าวหาญ (Noah) ผู้ชายชั่วร้าย (the King, Tubal-Cain) ผู้ทรงปัญญา (ปู่ของ Noah) ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความรัก (ภรรยาของ Noah, Naameh) เด็กๆ ที่พร้อมจะเติบโตและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ (possibility & potentiality) แล้วถ้าในใจเรามีทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมา เหมือนที่ Noah เห็นภาพหลอน ว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในฝูงชนที่ฉีกทึ้งเนื้อสัตว์มากัดกินทั้งเป็น เราก็จะพบว่า เราก็มีความชั่วร้ายเช่นเดียวกัน ไม่ได้วิเศษกว่าคนอื่นอย่างที่เคยคิด ซึ่งความเป็นจริงนั้นทำให้คนรับไม่ได้

Screen shot 2014-04-21 at 10.11.59 AM
Photo credit: IMDB

เมื่อชีวิตมันแตกแยกเป็นสอง กลุ่มดีก็แสนดี กลุ่มชั่วก็ชั่วบริสุทธิ์ โลกกำลังจะแตก พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำ พัดน้ำมา ทำความสะอาดจิตอันยุ่งเหยิง ปัญญาภายในเตือนให้สร้างเรือ หรือ vessel ที่จะใช้ปกป้องจิตใจของตัวเอง และคัดเลือกสิ่งดีๆ เข้ามาในเรือเพื่อการเริ่มต้นใหม่ (new ego) ที่มีทั้งสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นสัญชาติญาณที่มนุษย์จำเป็นต้องมี แต่เป็นสัญชาติญาณที่สติเราพอจะควบคุมได้บ้าง ซึ่งผ่านสัญลักษณ์ ยาสมุนไพรกล่อมให้พวกมันหลับจะได้ไม่กัดกัน มี Noah มี ภรรยา มีลูกๆ แต่ทว่า ความชั่วร้ายก็ยังตามเข้ามาในจิตใหม่ของ Noah และความสุดโต่งทางความคิดของ Noah ที่จะทำตามหน้าที่ ที่คิดว่าตนได้รับมอบหมาย ให้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำ เมื่อทัศนคติมันยังไม่ถูกต้อง ความชั่วร้ายก็ฮึกเหิม จนมาต่อสู้กันในเรือ ลูก เมีย แตกกับพ่อ หน้าที่แตกกับความรัก เหตุผลแตกกับความไร้เหตุผล (ธีมนี้มาอีกแล้ว) จนมาถึงจุด Climax ที่ Noah ฆ่าหลานสาวแฝดของตัวเองไม่ลง เหตุผลคือความรัก และหน้าที่คือการปกป้อง เด็กทารกคือ new beginning ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้  เมื่อเชื่อมโยงสองด้านที่แตกหักเข้าด้วยกันได้ Noah จึงเจอทวีปใหม่ ใหญ่กว่าเดิม จิตใจของ Noah ที่เคยคับแคบแตกหักไป (hurt อยู่พักนึง) แต่แผ่ขยายใหญ่ขึ้น และโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตาก็เกิดขึ้น ส่วนความอิจฉา (ลูกชายคนรอง Ham) ต้องจากไป เพราะในบ้าน (จิต) ที่เต็มไปด้วยความรักไม่มีที่ให้ความอิจฉาริษยา* มนุษย์เราดำรงเผ่าพันธุ์ต่อเนื่องยาวนานมาได้ด้วยเหตุนี้ โลกหมุนได้ด้วยความรัก ทั้งโลกของคุณ และโลกของพวกเรา

*ข้อความตัวเอียงเขียนเพิ่มขึ้นภายหลัง 28/04/14

Photo Credit: IMDB

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Divergent Deep Review

DivergentPhoto credit: imdb
1. Spoiler Alert
2. Post นี้ ดีกรีความเนิร์ด 9/10

ภาพยนตร์ในช่วงหลังๆ educate ผู้ชมเกี่ยวกับเรื่องของจิตค่อนข้างมาก อย่างเช่นเรื่อง Inception (DiCaprio แสดงนำ) ซึ่งจะสื่อสารเกี่ยวกับการมีอยู่ของจิตไร้สำนึก สิ่งที่ซุกซ่อนในใจเบื้องลึก และการที่เรา (Ego consciousness) เข้าไปเกี่ยวข้องโดยมี interaction กับมัน เพื่อหาผลประโยชน์ และเพื่อคลายปมบางอย่าง  ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเห็นภาพคร่าวๆ ของความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ (กลอนสุนทรภู่ เริ่มแว่วมา) นี่เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของภาพยนตร์และเทคโนโลยี ในการสื่อสารเรื่องซับซ้อนที่คนถกเถียงกันมาเป็นร้อยปี (ในแวดวงจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์) ถึงการมีอยู่ของจิตไร้สำนึก ให้เห็นภาพเข้าใจได้ ในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง

หนังเรื่องล่าสุดที่ดู ที่มีเรื่องเกี่ยวกับการเข้าไปในจิตใจตัวเอง (get inside one’s head) ก็คือ Divergent รู้สึกว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะการปูที่มาที่ไปช่วงต้นเรื่อง แล้วก็กระโดดไปอีกทีตอนท้ายๆ ที่ตัวเอกเริ่มเข้าไปต่อสู้กับความกลัวในใจตัวเอง ใน post นี้ จะเขียนเฉพาะประเด็นการแบ่งคนเข้ากลุ่มตามประเภท (Personality Type)

เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคหลังมหาสงคราม หรือ Apocalypse คนที่เหลือรอด ถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม (fraction) ตามลักษณะนิสัย ซึ่งควรจะเป็นแบบ born to be แต่ก็เปิดช่องว่างให้เลือกกลุ่มตามความสมัครใจได้ เหตุที่ต้องแบ่งกลุ่มก็เพื่อให้แต่ละกลุ่ม focus อยู่กับหน้าที่ของตนเอง ป้องกันความขัดแย้งและสงคราม กลุ่มทั้ง 5 ได้แก่ กลุ่มเสียสละ (ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว และเป็นผู้ปกครอง) กลุ่มใช้สติปัญญา (logic) กลุ่มทหาร (กล้าบ้าบิ่น) กลุ่มเกษตรกร (simple life ผลิตอาหาร) และถ้าจำไม่ผิดกลุ่มตุลากาล (ซื่อสัตย์ พูดจาตรงไปตรงมา) ยังมีกลุ่มที่ 6 คือพวกไร้กลุ่ม ไม่เข้าพวก ถูกเตะออกมา กลายเป็นพวกเร่ร่อน ขอทาน

ปัญหามันอยู่ที่ว่าในความเป็นจริง ธรรมชาติมนุษย์ ไม่มีใครเป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหลายๆ อย่างรวมกัน ในหนังเรียกว่าพวก Divergent แต่เราจะเรียกว่า “มนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่ค่อนข้างสมดุล” แต่ละคนอาจมีด้านที่ถนัดมาก (Superior function) ถนัดน้อย หรือไม่ถนัดเลย (Inferior function) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การไปแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจนสะท้อนสังคมที่พัฒนาลง เน้นสร้างมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพแบบ “สุดโต่ง” หรือ “one-sided” กล่าวคือ ถนัดแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงเสียสมดุลทางจิตและทางบุคลิกภาพไป โลกจึงพังพินาศ เพราะมันผิดธรรมชาติ ในหนังจึงปรากฎมนุษย์จำพวก divergent ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหลายๆ อย่าง เช่นนางเอกในเรื่อง
1) เป็นนักคิดที่มีสติปัญญา อธิบาย:เจอหมาดุวิ่งมา ข้างหน้ามีเนื้อและมีด ผู้เสียสละน่าจะเลือกเอาเนื้อให้หมา ส่วนผู้กล้าน่าจะเลือกใช้มีดฆ่าหมา แต่เธอไม่เลือกทั้งสองอย่าง แต่กลับคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่จริงแล้วหมาก็กลายเป็นลูกหมาเชื่องๆ เธอทั้งฉลาดและมีจิตใจเข้มแข็ง
2) เป็นนักบุญที่ช่วยเหลือคนอื่น อธิบาย: เห็นเด็กกำลังจะโดนหมาทำร้าย เป็นห่วงแล้ววิ่งไปหา ถ้าเป็นผู้เสียสละทั่วๆ ไป อาจวิ่งไปกอดเด็กแล้วโดนหมากัดแทน หรืออาจจะมีเนื้อโผล่มาโยนไปให้
3) เป็นผู้กล้า กระโดดไปสู้กับหมา

พวก divergent นี้กลับถูกมองว่าน่ากลัวและต้องฆ่าทิ้ง เหตุผลที่แท้จริงก็คือ กลุ่ม divergent  นั้นเก่งกว่า ฉลาดกว่า และมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่า จึงทำให้ยากที่จะควบคุม อันที่จริงกลุ่ม divergent ที่วิวัฒน์ขึ้นมาในหนัง มันคือการกลับมาของมนุษย์ปกติอย่างที่เคยเป็น และควรจะเป็นต่างหาก เราว่าหนัง exaggerate สภาพสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมนุษย์สุดโต่ง ใครถนัดคิดวิเคราะห์ ก็จะใช้แต่ function นั้น โดยลืมเอาหัวใจเมตตาใส่ลงไป ก็ทำธุรกิจขูดรีดคนอื่นอย่างเลือดเย็น หรือส่งทหารไปรบเพื่อชิงทรัพยากร หรือกล่าวหาชนชาติหนึ่งว่าชั่วร้ายแล้วก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างในเรื่อง กลุ่มสติปัญญา นำโดยนักแสดง เคท วินสเลท ก็คิดจะกุมอำนาจ โดยอ้างเหตุผลว่าความเป็นมนุษย์นั้นอ่อนแอ ดังนั้นต้องถูกควบคุม แล้วก็ส่งทหารที่ถูกฉีดยาควบคุมสมองเข้าไปฆ่ากลุ่มนักบุญ ธีมนี้ผุดขึ้นมาในภาพยนตร์อีกแล้ว ตรรกะที่ไร้หัวใจ นำไปสู่การแตกแยกและสงคราม

— nerdy part มาแล้ว —
ขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับศาสตร์เรื่องบุคลิกภาพ ซึ่งมีหลายทฤษฎี สำหรับ C.G. Jung (ยุง) จิตแพทย์ชาวสวิสนั้นว่า บุคลิกมี 2 ฟังก์ชันใหญ่ 4 ฟังก์ชันย่อย (ยังมีเรื่อง Attitude: Introvert & Extrovert แต่จะยังไม่พูดถึง)
Rational function เป็นฟังก์ชั่นด้านการใช้เหตุผล:
1 Thinking ตัดสินด้วยตรรกะ กับ
2 Feeling (value judgement) ตัดสินด้วยการให้คุณค่า

Irrational function เป็นฟังก์ชั่นด้านที่ไม่ใช่เหตุผล
3 Sensation ถนัดด้านประสาทสัมผัสทางกาย  กับ
4 Intuition ญาณ หรือเซนส์ที่จับต้องไม่ได้
type
มนุษย์เราจะต้องมีทั้งด้านที่เป็น rational และ irrational ประกอบกันเป็นบุคลิกภาพ ถ้าถนัดด้านนึง ก็อาจจะถนัดอีกด้านน้อยกว่า โดยเฉพาะฟังก์ชันประเภทเดียวกัน เช่น เน้น thinking ก็จะอ่อน Value judgement เน้น Intuition ก็มักจะอ่อน Sensation แต่ย้ำว่า! ไม่มีกฎตายตัวขนาดนั้น เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความเฉพาะ unique ทฤษฎีเป็นแค่กรอบกว้างๆ ให้ทำความเข้าใจมนุษย์ เป็นแนวทางให้เราเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น เลือกงานที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำงานอื่นๆ ไม่ได้ รวมถึงให้รู้จุดเด่นจุดด้อยเพื่อรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนหรือประมาณตนและปรับปรุงพัฒนาตนเอง ดังนั้น ณ ช่วงอายุหนึ่ง เราอาจมีบุคลิกแบบหนึ่ง แต่การเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ก็สามารถทำให้เรามีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปได้ (ทั้งขาขึ้นและขาลง) บุคลิกภาพไม่ได้ fix ตายตัว  และ Personality Type ไม่ใช่การตีกรอบแบ่งประเภทมนุษย์เพื่อเลือกปฏิบัติ (นั่นเป็นการ exploitation อย่างที่ในหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็น) จุดมุ่งหมายในการพัฒนาบุคลิกภาพให้มี maturity เพิ่มขึ้นนั้น จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุล ไม่สุดโต่ง ไม่ได้เป็นแค่อย่างเดียว เพราะอาจจะทำให้มีปัญหาชีวิต ปัญหาทางจิต หรือกลายเป็นสงครามอย่างในหนังได้ ลองนึกภาพเกมกระดานที่มีหลุม และมีลูกแก้ว หรือลูกเหล็กกลิ้งๆ ถ้าเราเอนกระดานหนักไปด้านใดมากลูกแก้วก็จะลงไปกองด้านนั้น ชีวิตเราเองก็จะกองอยู่ตรงนั้นด้วย การใช้ชีวิตอยู่บนฐานเอียงๆ พลาดนิดเดียวก็พลิกคว่ำได้ แต่ถ้าเราปรับสมดุลให้กระดานอยู่ในแนวระนาบ ลูกแก้วก็จะมาอยู่ตรงกลาง เมื่อชีวิตสมดุล เราก็จะมีความสามารถที่หลากหลาย ไม่ได้เป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นได้ทุกอย่าง ซึ่งคล้ายๆ กับแนวคิดเรื่อง divergent ของหนังเรื่องนี้

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.