Gravity

ตำนานมืดของดวงจันทร์

moon

วันไหว้พระจันทร์ หรือ Mid-Autumn Festival  บางที่เรียกว่า Harvest Moon เทศกาลแห่งการเก็บเกี่ยว ช่วงเวลาที่พืชพรรณสุกงอม อุดมที่สุดแห่งปี จันทร์ดวงโตเต็มอิ่ม น้ำขึ้นสูง พรั่งพร้อมบริบูรณ์ เฉลิมฉลองกันให้เต็มที่แล้วเตรียมเก็บเสบียงไว้เมื่อฤดูหนาวมาถึง ชีวิตยุคใหม่ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตและตู้เย็นที่บ้าน คงเข้าไม่ถึงอารมณ์ของเทศกาล หาขนมไหว้พระจันทร์มากินสักชิ้นพอหวานๆ แล้วมาดูด้านมืดของพระจันทร์ดวงโตกันบ้างดีกว่า ตำนานพระจันทร์ของชาวอินูอิท (เพิ่มเติม…)

GRAVITY (2013)

Screen shot 2013-10-22 at 6.49.11 PMภาพจาก imdb.com

คำเตือน
1. SPOILER ALERT!
2. การรีวิวเป็นความเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ คิดเอง เขียนเอง original! ถ้าจะก๊อป กรุณาให้ credit ด้วยนะจ๊ะ

วิเคราะห์
ก่อนเข้าไปดู คิดว่าเป็นหนัง Action ดูๆ ไป นี่มัน โคตรดราม่าเลย (แต่ดีนะ) เจ๊ Sandra Bullock (แสดงเป็น Dr. Ryan Stone)  แทบจะแสดงคนเดียวทั้งเรื่อง แต่เอาอยู่ ประหยัดค่าตัวนักแสดง เน้นการดำเนินเรื่องเป็นหลัก เป็นหนังที่เต็มไปด้วย symbols ให้ตีความและขบคิด น่าสนใจทีเดียว

Gravity เป็นการต่อสู้ของผู้หญิงคนหนึ่ง จากที่ดูง่อยๆ ดื้อๆ ช่วงต้นๆ สติแตก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผ่านวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง บนสถานที่ ที่ไร้แรงดึงดูดนอกโลกนั่น จนเจ๊แกกระเสือกกระสนกลับมา “ยืนหยัดบนผืนดิน” ได้อีกครั้ง

เข้าประเด็นเลยละกัน…ทั้งเรื่อง จะมีคำสองคำที่พูดบ่อยมาก คือ attach and detach เช่น พ่อGeorge Clooney (แสดงเป็น Matt Kowalski) ตามมาช่วยเจ๊แซนดร้าที่หมุนเป็นลูกข่างในอวกาศ แล้วผูกเชือกติดกับเขา (attach) เพื่อดึงเธอกลับมาที่ยาน  หรือฉากที่พ่อจอร์จ ขอให้เจ๊ปลดเชือกและปล่อยเขาไป (detach) เพราะเขาจะดึงเจ๊หลุดออกไปจากกลุ่มเชือกที่พันๆ ขาอยู่ และจะตายทั้งคู่ แล้วเจ๊แกก็ตะโกนว่า I will never let you go! ไม่ ฉันจะไม่ปล่อยคุณไปเด็ดขาด เป็น จอร์จที่เป็นฝ่ายปลดเอง ยอมตายว่างั้น หรือ concept attach-detach ที่มาแบบ symbolic อย่างการติดยืดเรื่อง ลูกสาวตาย แล้วใช้ชีวิตซังกะตายไปวันๆ เพราะไม่สามารถ (detach) ปลดอดีต แล้วก้าวต่อไปได้ซักที เราก็คิดเองเออเองว่านี่คือ theme สำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปที่คล้ายศาสนาพุทธ ที่สอนเรื่องการปล่อยวาง

Screen shot 2013-10-22 at 6.49.50 PM

ภาพจาก imdb.com
บางทีการยึดติดกับอดีตและความเจ็บปวดที่ไม่อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้วนั้น มันก็ไม่ต่างจากการลอยเคว้งอยู่นอกโลก (lost in space) ที่ๆ ไร้แรงดึงดูด เท้าคุณไม่สัมผัสกับพื้นดิน/ความเป็นจริง ลอยล่องอยู่ในที่เวิ้งว้างดำมืด ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ หลายๆ คนคงกำลังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ แต่อาจยังไม่รู้ตัว

ความพยายามจะเอาชีวิตรอดและกลับสู่โลกให้ได้ มันไม่ง่าย ทั้งๆ ที่อุตส่าห์มาถึงยาน Soyuzได้แล้ว เชื้อเพลิงดันหมด ท้อแท้ สิ้นหวัง และคิดจะยอมแพ้แล้ว (อันนี้ไม่ใช่ Let go แต่เป็น Give up) การวิทยุสื่อสารกับคนจีนที่ร้องเพลงกล่อมเด็ก มันดูแปลก เพราะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินไม่ได้ แต่ดันรับวิทยุจีนได้ แถมมาร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟัง ให้เรามอง เราคิดว่า 1)นั่นอาจเป็นเสียงที่เธออยากฟัง ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังอย่างที่สุดแล้ว เสียงของผู้ชาย ขำๆ มีความเป็นพ่อ อบอุ่นปลอบโยนเธอ ในอีกแง่ 2) เสียงผู้ชายจีน อาจหมายถึงความหวังจากจีน เพราะทางรอดของเธอคือต้องขับยาน Soyuz ไปที่สถานีอวกาศของจีน (Tiangong) เพื่อขับยานจีนกลับสู่โลก ในขณะเดียวกัน 3) การฟังเพลงกล่อมเด็ก เคลิ้มใกล้หมดสติ มันเหมือนเธอกำลังกลับไปสู่ความเป็นเด็กทารกอีกครั้ง ปล่อยวาง ละตัวตนเก่า

เมื่อกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางรอดแล้ว ฯลฯ สงบลง เพราะ O2 ที่เริ่มบาง ใกล้หมดสติ ปรากฎว่า creative idea หรือ creative man ข้างในจิตของเจ๊แซนดร้า ที่โผล่มาเหมือนวิญญาณของพ่อจอร์จ ก็แว่บเข้ามาในห้วงคำนึง มานำเสนอทางรอดที่เป็นไปได้ ซึ่งทำให้เธอรอดตายอีกครั้ง ฉากนี้เด็ดมาก เพราะคนดูสามารถตีความไปได้ในหลากหลายมุม ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยา จิตวิญญาณ ศาสนา วิทยาศาสตร์ คนเขียนบทเขาเปิดกว้างให้คนดูได้คิดเอง สำหรับเรา มองว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้น ก็เป็นกึ๋นของเจ๊เองนั่นล่ะ คือ inner wisdom มีอยู่ในมนุษย์เราทุกคน แต่บางทีคิดมากไป เลยไปตีกรอบความเป็นไปได้ เสียหมด

เธอพูดขอบคุณ พ่อจอร์จ ที่หายไปแล้ว ว่า ฝากไปบอกลูกสาวเธอด้วยว่า รองเท้าสีแดงที่หาไม่เจอนั้น แม่เจอแล้ว อยู่ใต้เตียงนี่เอง ฉากนี้ เป็นสัญลักษณ์ว่า เธอได้พบจุดยืนที่หายไปแล้ว (ที่หายไปพร้อมๆ กับการตายของลูกสาว) จุดยืนสีแดงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่น มันไม่ได้หายไปไหน มันอยู่กับเธอตลอดมา (ใต้เตียง) แต่มองไม่เห็น ตอนนี้เจอแล้ว เจ๊กลับมามั่นอีกครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!

จนแล้วจนรอด เจ๊กระเสือกกระสนจนเข้าสู่โลกได้แล้ว วิทยุสื่อสารเริ่มใช้การได้ มีเจ้าหน้าที่บนโลกพยายามติดต่อเธอ เธอเริ่มกลับเข้าสู่ “ความเป็นจริง” ยานตกลงไปในน้ำ เธอต้องว่ายน้ำกระโจนขึ้นมาบนบก ฉากนี้ ให้อารมณ์เหมือนการเกิดใหม่ ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ก็คล้ายๆ พิธี Baptism หรือศีลจุ่ม น้ำเป็นสัญลักษณ์ของจิตไร้สำนึก (unconscious) น้ำเป็นแหล่งกำเนิดชีวิต การโผล่ขึ้นมาจากน้ำ เหมือนการเกิดใหม่ หรือการตื่นขึ้น และเธอก็ตะเกียกตะกายจนลุกขึ้นยืนเต็มฝ่าเท้าทั้งสองข้างได้อีกครั้ง นี่คือการปักธงชัยว่า เธอกลับมายืนบนผืนดิน บนความเป็นจริง ได้แล้ว มีจุดยืนที่เป็นของเธอเอง และพร้อมที่จะก้าวต่อไป (move on)

ถ้าดูเผินๆ อาจคิดว่าเป็นหนังที่ feminist จ๋า แต่ถ้าจะมองข้ามการแบ่งแยกเพศหญิง/ชาย แล้ว จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ก็อาจต้องเผชิญการต่อสู้แบบเดียวกัน การปล่อยวาง การไม่ยอมแพ้ การหาจุดยืนของตัวเอง และการก้าวต่อไป

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.