film analysis

Deep Review: Into the Woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

Spoiler Alert!

สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อตนเอง เขียนวิเคราะห์ Into the Woods ออกมาจนได้ เรื่องนี้บิดเบือนนิทานต้นฉบับไปมาก ไม่อยากให้อภัยคนแต่งเรื่องเลยทีเดียว ใช้ความคิดมากไป พยายามมากไป แต่พอดูแบบเพลินๆ ก็สนุกดี คนดูก็ท่าทางชอบใจ เพราะดาราเยอะ แฟนตาซี แถมเป็นภาพยนตร์เพลงอีกต่างหาก แต่เนื่องจากนิทานต้นฉบับถูกตัดและถูกจับมาขยำขยุ้มอยู่ในเรื่องเดียว เหมือนว่ามีหลายประเด็นยำๆ กันอยู่เยอะจัด ซึ่งไม่ดีนัก แต่ธีมหลักที่สำคัญของเรื่องชัด ไม่หลุด จึงจัดว่าพอใช้ จะวิเคราะห์เท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ย้ำว่าอาจแตกต่างจากความหมายของนิทานออริจินอล (เพิ่มเติม…)

DeepFilm Analysis: The Seventh Son ทำไมต้อง 7

Screen Shot 2558-01-13 at 13.29.24

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ หยิบมาวิเคราะห์ ธีมก็ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ DeepFilm มักจะเลือกมาเขียน ธีมเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เข้าใจยาก จึงมักถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบของนิทาน ตำนาน และในยุคปัจจุบันถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ และการ์ตูน แต่เพราะว่ามันมีอะไรที่โดนใจเสมอ มันถึงยังขายได้ และวนเวียนเล่าขานมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ว่าแต่ว่าธีมนั้นมันคืออะไร?

เปิดเรื่องมา Master Gregory ขังแม่มด Malkin (ญาติที่ไม่ดี คนไม่ดี) เอาไว้ ซึ่งทำให้นางโกรธแค้นมาก แสดงว่ามันมีปัญหาอะไรกันมาก่อนและยังไม่คลี่คลาย

ต่อมาแม่มดในร่างมังกร ออกมาอาละวาด ลูกศิษย์ของ Master Gregory (John Snow จาก Game of Throne แวะมาทักทาย) จ้องมองนางอย่างชื่นชม Master Gregory ปรามแล้วว่าอย่าไปมอง อย่าไปชอบ นางจะยิ่งมีพลังแก่กล้ามากขึ้น เพราะการสนใจด้านไม่ดี ก็คือการให้พลังงานกับด้านนั้น เป็นเหตุให้เขาถูกด้านมืดครอบงำและตายในที่สุด

Master Gregory จึงต้องเดินทางไปหาลูกศิษย์คนใหม่ ที่มีพลังพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็น ลูกชายคนที่ 7 ที่เกิดจากลูกชายคนที่ 7 ถึงจะมีพลังต่อกรกับแม่มดร้าย เลข 7 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คือวันที่สัปดาห์บรรจบครบ 1 รอบ คือวันที่พระเจ้า (ศาสนาคริสต์) พักเนื่องจากสร้างสวรรค์ โลก และมนุษย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีความหมายถึงการเสร็จสมบูรณ์ และการ “unite” ระหว่าง สวรรค์และโลกและมนุษย์ บาปมี 7 อย่าง คาบสมุทรมี 7 คาบสมุทร สวรรค์มี 7 ชั้น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มี 7 อย่าง อาถรรภ์ 7 ปี ฯลฯ เลข 7 เป็นเหมือน cycle ธรรมชาติ การครบสมบูรณ์อันจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ หรือจุดจบซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่เช่นกัน ทางโลกตะวันตกมีความเชื่อว่า พรสวรรค์ และพลังพิเศษ จะถูกถ่ายทอดจากลูกชายคนที่ 7 ไปสู่ลูกชายคนที่ 7 สืบต่อกันไป อาจหมายถึง คนที่ครบสมบูรณ์ เพราะสามารถเชื่อมด้านมืดกับด้านสว่าง, สวรรค์ โลก และมนุษย์ได้ ลูกคนที่ 7 กับแม่มดขาว ดังเช่นพ่อของ Tom ที่แต่งงานกับแม่มดขาวผู้มีพลังพิเศษ และคอยปกป้อง Tom คือสิ่งที่อุบัติขึ้นจากการ unite สองด้านนั้น ผ่านสัญลักษณ์ของการเป็นลูกคนที่ 7 คนที่สมบูรณ์ และมีโชคชะตาที่จะ unite สองด้านเข้าด้วยกันอีก ซึ่งทำให้เขาต้องมาต่อสู้กับแม่มดร้าย และรวมร่างกับแม่มดสาว ซึ่งมีพลังพิเศษแต่ไม่ได้ชั่วร้าย และได้ครอง Umbran Stone

Umbran Stone อัญมณีสีแดงที่ทรงพลังมาก ซึ่งอยู่กับแม่มดร้ายในตอนแรก แต่แม่มดขาว แม่ของ Tom ชิงไป ซึ่งทำให้ Malkin อ่อนแรงและถูกจับขังเมื่อกาลก่อน หินนี้น่าจะเป็น Philosopher stone ศิลานักปราชญ์ สัญลักษณ์ของตัวตนอันสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฎเมื่อเกิดการ unite ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ภาษาจิตวิทยาเรียก The Self. ในตำนานทั่วไป มังกรจะเฝ้าทรัพย์ เช่น Smaug เฝ้า Archen stone หรืออย่างเรื่องนี้ Malkin ก็เฝ้า Umbran stone สิ่งล้ำค่าจะได้มาเมื่อสามารถเอาชนะด้านมืด และรวมร่างกับด้านสว่างได้สำเร็จ แต่ด้านมืดไม่มีวันตาย มันจะกลับคืนมาหลอกหลอนอีก อย่างที่ Makin พูดก่อนจะสลายไป แปลว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันจะวนเวียนกลับมาได้ตลอด

แม่มดน้อยเป็นส่วนหนึ่งของ Tom  เธอจะแว่บไปแว่บมาตามใจชอบ จริงๆ แล้วเธออยู่กับเขาตลอด อยู่ในใจ และหิน Umbran อันทรงพลังก็เช่นกัน สรุปก็คือ ธีมที่มักจะพบเห็นในตำนาน ภาพยนตร์แฟนตาซีต่างๆ มักพูดเรื่องคล้ายๆ กัน กล่าวคือ การที่เรา (จิตสำนึกหรือ ego-consciousness) ของเรา จะต้องต่อสู้กับด้านมืด โดยไม่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นพวกเดียวกับมัน (twisted to the dark side like Dart Vader) และให้ผูกมิตรกับด้านดีๆ ภายใน เช่น แม่มดขาว หรือด้านดีๆ ที่อาจหน้าตาไม่ดีอย่าง Tusk ถ้ารวมร่างกันได้ (unite the opposites) หรือผูกมิตรกันไว้ ก็จะได้พลังวิเศษภายในเป็นกำลัง

Photo credit: https://www.facebook.com/seventhsonmovie

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Kaguya-hime

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.26

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

“Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me, I will return to you

ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ”

พอได้ยินว่านี่จะเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิก็ใจหายวูบ (มีคนบอกว่ายังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย และ Ghibli ยังไม่ปิดถาวร แต่หยุดพักเพื่อ Restructuring อนาคตยัง unknown 6/1/15) จะไม่มีอีกแล้วจริงๆ เหรอ! เศร้าอีกแล้ว แต่ก็หวังว่าคงจะมีผลงานดีๆ จากคนเจ๋งๆ หน้าใหม่แจ้งเกิดในวงการ สำหรับตำนานเรื่องเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ดูจบรู้สึกงงๆ ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ก็มีไอเดียแว่บเข้ามา ชวนให้นึกถึง Aurora เจ้าหญิงนิทรา จากเรื่อง Maleficent รู้สึกว่ามีธีมบางอย่างที่สะท้อนกันอยู่ เลยลองเขียนวิเคราะห์ดู อารมณ์เขียนไปวิเคราะห์ไปไหลไปตามเนื้อเรื่อง

เฉกเช่นเดียวกับตำนาน นิทาน ต่างๆ สิ่งล้ำค่ามักถูกพบเจอในป่าลึก magical forest, dark forest หรือในเรื่องนี้คือป่าไผ่ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจิตไร้สำนึก (unconscious) การเจอเทพในป่า เจอขุมทรัพย์ในป่า จะพบเห็นได้ในตำนาน นิทานทั่วโลก มันจริงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นป่าจริงๆ หรือป่าแห่งจิตใจ ซึ่งขุมทรัพย์หรือเทพ ก็คือด้านดีๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ ไม้ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ โตไว โดนตัดไปแต่ไม่นานก็แทงหน่อไม้ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไผ่มีความยืดหยุ่นสูง มีประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร สร้างบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ เป็นธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์มากมาย  จึงคิดว่า ไผ่ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘resilience’ ที่ไม่ว่าจะเผชิญปัญหา หรือความยากลำบากใดๆ ถึงจะล้มก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ ไม่ย่อท้อ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ

เปิดเรื่องด้วยคุณตาแก่ๆ ไม่มีลูก แต่ทำงานขยันขันแข็ง อดทน ตัดไผ่หาเลี้ยงชีพ คุณตาเองก็มีความเป็นไผ่อยู่เช่นกัน จนวันหนึ่งก็ได้เห็นแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วเจอเด็กตัวจิ๋วน่ารัก คือเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ (Kaguya) การเกิดที่ผิดธรรมดานี้ บอกว่าเธอเป็นเทพ เป็นเด็กมหัศจรรย์ (divine child) ไม่ใช่มนุษย์สามัญทั่วไป

ทำไมเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่จึงมาปรากฎ  คนโดยทั่วๆ ไป เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม maturity ก็ควรจะเพิ่มขึ้นตาม หมายความว่า ควรจะมีการเติบโตทางจิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้านดีๆ wisdom ภายใน ก็จะปรากฎ ในกรณีนี้ เป็นด้าน feminine ที่เป็นแสงสว่างที่งดงามมาก นำพาความรัก ความสุข ชีวิต ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภมาให้ เรื่อง fertility นี้ ดูจากที่พอคุณยายได้อุ้มเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็มีน้ำนมซะงั้น และดอกไม้ใบหญ้าก็อุดมสมบูรณ์มาก คุณสมบัติหลายข้อของเจ้าหญิง Kaguya ทำให้นึกถึง Aurora หรือเจ้าหญิงนิทราผู้เป็นแสงสว่าง

ความรักของสองตายาย ทำให้เจ้าหนูกระบอกไม้ไผ่ เติบโตรวดเร็วนัก การให้ความสนใจ ให้พลังงานแก่ด้านดีๆ ภายใน (archetypal images) มันก็จะเติบโต แข็งแรง และนำพา potential ศักยภาพ และสิ่งดีๆ ในเรา ให้เจิดจรัสออกมาด้วย

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มีเพื่อนเล่นมากมาย สนุกสนาน มีอิสระ มีความสุข เติบโต แข็งแรง เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของชีวิต ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเราจะขอเรียกว่าเป็นการ humanification ทำให้เป็นมนุษย์ ขณะที่เธอร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆ เธอจดจำเนื้อเพลงที่ลืมเลือนไป “Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me. I will return to you ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ” ร้องจบแล้วก็ร้องไห้ ออกแนว melancholy เหมือนคีย์ของเพลงที่เธอร้อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ‘longing’ โหยหาถึงบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นเพลงจากอีกภพหนึ่ง ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ เธอรอคอยวันที่จิตสำนึกของเราจะระลึกถึงเธอจากอีกฟากของจิตใจ รอให้ถูกพบ ถูกรัก และทำให้เธอมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยได้ระลึกถึงตัวตนของเธอ เธอจดจำความรู้สึกที่หายไป เกิดการเชื่อมโยงสองโลกสองภพ (จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก) ผ่านหนูน้อยคนนี้ ณ เสี้ยววินาทีนั้น การที่เธอได้ออกมาอยู่บนโลกนี้ (โลกแห่งจิตสำนึก) และมีความรู้สึก ทำให้เธอมีความ “เป็นจริง มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ a feelingless element in the unconscious หรือเป็นเพียงด้านหนึ่งในจิตใจ ที่ไร้ความรู้สึกใดๆ บทเพลงนั้นกล่าวถึงธรรมชาติและสรรพสิ่ง และวัฏจักรชีวิต ที่หมุนวนเป็นสัจธรรม อาจจะมองว่าเป็นชาติที่แล้ว หรือ pattern ของพฤติกรรม/เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ในจิตมนุษย์ ที่วนกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หลังจากฉากนี้ คุณตาก็เจอทองคำในไผ่ ด้านเทพในจิตได้เติบโต และเชื่อมโยงภายนอกและภายในเข้าด้วยกันแล้ว เธอมีความรู้สึก เธอมีความทรงจำ  การที่ตายายให้ความรักความเอาใจใส่ต่อด้าน feminine ผู้เป็นแสงสว่างนี้ นำมาซึ่งโชคลาภ ทองอาจหมายถึงทองคำจริงๆ หรืออาจหมายถึง ศักยภาพใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บุคลิกภาพด้านดีอื่นๆ ที่เคยแฝงเร้นแต่บัดนี้ได้ฉายแสงปรากฎออกมาแล้ว แต่หลังจากพบทอง คุณตากลับอุบเงียบไม่บอกคุณยาย คุณตาเปลี่ยนไป

ฉากเด็ดต่อมาคือ เจ้าหญิงน้อยอยากกินผลแตงเลยไปขโมยมา พี่ซูเตมารุ ที่ตอนแรกก็ห้ามปรามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวตัดผลแตงมาแอบกินกันสองคนใต้พุ่มไม้เอร็ดอร่อย ฉากนี้นึกถึง Adam กับ Eve ที่ถูกงูล่อลวงให้กินแอปเปิล ซึ่งก็หมายถึงการมีเซ็กซ์ ไม่ต่างกัน เด็กสองคนอดใจต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ถ้าจะมองแบบใสๆ ก็คือ ความรักได้เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้แล้ว ถ้าจะมองแบบเถื่อนๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ ด้าน feminine กับด้าน masculine ได้สานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ซึ่งหลังจากนั้น คุณตาก็เจอผ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากต้นไผ่

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.12

ผ้าคือการทอสานเส้นใย กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม ไว้สวมใส่ห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่นและสวยงาม สายใยสัมพันธ์ที่ทอออกมาเป็นผ้าสวยๆ หลากสีสันพุ่งขึ้นมาจากลำไผ่ คือความรักความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง หรือด้านทั้งสองนั้น เรามักจะทอผ้าใหม่สำหรับใช้ในงานมงคลต่างๆ การมีความรัก ก็เป็นเรื่องมงคล ผ้าจึงอาจหมายถึงความเป็นสาว การหมั้นหมาย และการแต่งงานด้วย หรือมองอีกแง่ พัฒนาการทางจิตใจก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว

แต่ตาแก่เข้าใจผิด เห็นทอง เห็นผ้า เลย “คิด” จะสร้างคฤหาสอลังการและทำให้เด็กน้อยกระบอกไม้ไผ่เป็นเจ้าหญิงจริงๆ ทั้งหมดเป็นความคิดทั้งนั้น ถามความรู้สึกของเจ้าหญิง กับภรรยาตัวเองหรือก็ไม่ จริงๆ แล้วเป็นเขาที่อยากมีหน้ามีตา อาศัยในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานตัดไผ่อีกต่อไปแล้ว เจ้าหญิงถูกบังคับให้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ฝึกมารยาทผู้ดี เพื่อหมายจะจับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเจ้าหญิง คางุยะ Kaguya ซึ่งหมายถึงแสงที่ส่องประกาย (shining light) แต่เธอกลับต้องกลายเป็นนกที่ถูกขัง เป็นเพียงแสงริบหรี่ในตะเกียง ไม่มีความสุข ความโลภ กักขัง ริดรอนอิสระภาพของแสงและความรัก ทั้งๆ ที่มีสิ่งดีเลิศและล้ำค่าอยู่ในมือแท้ๆ (เหมือนภาพในโปสเตอร์) ยังคิดแต่จะไปไขว่คว้าหาวัตถุนอกกายมา ด้วยหลงคิดว่าคือสิ่งมีค่าและความสุข อยากได้ปราสาท อยากเป็นเจ้า ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง Maleficent (เจ้าหญิงนิทรา) ที่ Stephan ตัดปีกของ Maleficent เพื่อจะได้ครองเมืองเป็นพระราชา ความโลภของด้าน masculine ทำลายความรัก ริดรอนอิสรภาพ และความภาคภูมิใจของด้าน feminine เนื้อเรื่องต่างกัน วัฒนธรรมและศาสนาต่างกัน แต่ธีมไม่ต่างกันเลย

Kaguya เสียใจมากที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เป็นของไม่จริง ไม่เป็นที่ยอมรับจากแขกที่มางานเลี้ยงฉลองชื่อใหม่ของเธอ เป็น ‘ความคิดชั่วๆ ของด้าน masculine’ ที่ทำร้ายเธอ ที่คิดว่าเธอไม่จริง หรือในอีกแง่คือ คิดว่าเธอไม่มีอยู่จริง ไม่ดีจริง การถูกปฏิเสธตัวตนทำให้เธอเจ็บปวดมาก ไม่มีความสุขและถอดจิตหวนคืนสู่บ้านป่า หรือจิตไร้สำนึก (unconscious) แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความรักวัยเด็กของเธอจากไปหมดแล้ว ที่ที่ไม่มีเธอก็ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ในเนื้อหายังสอดแทรกประเด็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย เรื่องการตัดไม้เร่ร่อน แต่สุดท้าย ถ้าให้เวลามากพอ ธรรมชาติก็จะฟื้นฟูกลับสู่สมดุลได้อีกครั้ง

เธอได้พบเจอกับพี่ซูเตมารุโดยบังเอิญ แต่เจ็บปวดใจมากที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกซ้อม แต่เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คบกัน เธอเสียใจอย่างที่สุด จนมาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทน เมื่อจักรพรรดิ์อยากครอบครองเธอ จนเธอวูบหายไป เธอจำตัวเองได้แล้ว เธอคือแสงจริงๆ เป็นเจ้าหญิงจากดวงจันทร์ ดินแดนแห่งความฝัน หรือในแง่จิตวิทยา เธอเป็นหนึ่งใน archetypal images, Anima จากดินแดนแห่งจิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconscious) เธอไม่มีความสุขและไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ขอกลับคืนสู่ดวงจันทร์ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์

ตอนที่เทวดาจากดวงจันทร์มารับเจ้าหญิง พวกเขาเสกให้เหล่านางกำนัล ทหารยามต่างๆ รวมถึงสองตายาย หลับไหล  นึกถึงฉากที่ Maleficent พาเจ้าชายเข้าไปช่วย Aurora ที่หลับไหลในปราสาท เจ้าชายถูกเสกให้หลับขณะผ่านขวากหนามเข้าไปหาเจ้าหญิง การจะได้พบ ได้สื่อสารกับด้านเทพๆ ด้านลึกๆ ในจิตใจ มักจะทำขณะที่หลับฝันอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะมาปรากฎในความฝันนั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

เมื่อเจ้าหญิง Kaguya สวมมงกุฎ และเสื้อคลุม จะลืมเลือนเรื่องราวบนโลกมนุษย์ และกลับไปยังดวงจันทร์ แต่เธอมองย้อนกลับมา ร้องไห้ เธอยังลืมไม่หมด เธอเสียใจ เรื่องราววนย้อนกลับมาที่เดิม เหมือนในความทรงจำอันลางเลือนเก่าก่อน ความรักที่ไม่สมหวังและการอาลัยอาวรณ์ ความพยายามจะ unite สองด้าน (femininity & masculinity, Anima & Animus, Kaguya & Sutemaru) เข้าด้วยกัน ไม่สำเร็จ เพราะ “ความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง และเพราะความคิด” ของคุณตา เจ้าหญิงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ ตัวตนที่สูงส่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาได้ ความโลภสกัดดาวรุ่ง เหลือไว้เพียงความแก่ชรา ความเหงา และความเศร้าเสียใจ

เรื่องราวเช่นนี้จะวนเวียนปรากฎในจิตใจมนุษย์ ทุกยุค ทุกสมัย เป็นวัฏจักรชีวิต น้อยคนนักที่จะทำสำเร็จ และปล่อย aura ให้เรืองรองผ่องใสในชีวิตจริง แต่หากจะมีซัก 1 ในล้านคนที่ทำได้ แสงนั้นก็เพียงพอจะช่วยส่องนำทางให้กับผู้คนที่สิ้นหวัง และหลงทาง ฉันจะรอพบกับเธอ Kaguya (Aurora).

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 ตุลาคมนี้ ]

 

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

 

อ่าน Maleficent 

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com/m/the_tale_of_the_princess_kaguya/pictures/movie-124003/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์ The Hobbit: The Battle of the Five Armies

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Screen Shot 2557-12-19 at 20.45.55

วิเคราะห์ Hobbit สงคราม 5 ทับ Spoiler Alert!

18/12/14

The Hobbit ภาคนี้ไม่ผิดหวัง สนุกมากตั้งแต่เปิดเรื่อง ดารามาเยอะแบบจัดเต็มทิ้งทวน และก็รู้สึกใจหาย ว่าปีหน้าจะไม่มีหนังให้ตั้งตารอดูแล้ว Deepfilm จะวิเคราะห์เฉพาะตัวละครและประเด็นที่อยากจะวิเคราะห์ดังนี้ Bard the Dragon slayer, Galadriel, 5 armies, Thranduil, Kili-Tauriel, Thorin, และ Alfrid Lickspittle

Dragon Slayer มนุษย์ผู้ละความโลภได้ ด้วยความแน่วแน่ดุจศรดำของเขา และที่สำคัญคือหัวใจที่มีความรักและความหวัง (ลูกชาย) ทำให้ฆ่ามังกรจอมโลภได้ มังกรสม็อกถูกยิงตกลงไปทับเจ้าเมืองจอมโลภตายพร้อมกันเลย

Galadriel เป็นด้าน  feminine ที่งดงาม มีเมตตา และมีพลังมาก ในยามที่ Gandalf คับขัน เธอมาช่วย พาพวกมาด้วย แต่ด้านสว่างมาอยู่ในถิ่นของด้านมืด จะอ่อนแรง เพราะมันสูบพลังชีวิตของเธอ ถ้าอยู่นานเธออาจจะตาย เธอได้เอ่ยคำพูดตอนขับไล่จอมมารมืด ประมาณว่า “เจ้าปีศาจ ไร้นาม ไร้หน้า ไร้ตัวตน จงกลับไปสู่ความมืดซะ” เธอรู้จักคุณลักษณะของด้านมืดเป็นอย่างดี มันคือความว่างเปล่าที่มืดมน เธอใช้แสงสว่างของน้ำในผลึกแก้วที่เหมือนดวงดาวนำทางในยามราตรี เปรียบดังแสงแห่งจิตสำนึกที่ส่องสกาวในความมืด ช่วยไม่ให้หลงทาง และขับไล่ความมืดและความชั่วร้ายได้

5 armies, 5 symbols: 

คนแคระ: ความโลภ และบ้าคลั่ง

เอลฟ์ป่า: ความหยิ่งยะโส เกียรติยศ ศักดิ์ศรี

มนุษย์: ความอยู่รอด

ปีศาจ: ความชั่วร้าย

พ่อมด: คุณธรรม ปัญญา ความสมดุล ธรรมชาติ

Thranduil กษัตริย์เอฟป่ารูปงามผู้หยิ่งยโส เย็นชา แต่จริงๆ ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะไม่สามารถยอมรับกับความสูญเสียล้มตายได้อีก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูญเสียราชินีด้วยเพลี่ยงพล้ำให้กับด้านมืด ตัวเขาเองก็เคยโดนไฟแห่งความโลภแผดเผามาก่อน ด้วยความกลัวและความเสียใจ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ออกหน้าสู้กับพวกปีศาจ แต่ที่ประหลาดคือ กลับยกทัพมาสู้กับคนแคระเพื่อทวงเพชรของตระกูลซึ่งเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรี ตัวละครตัวนี้ทำให้นึกถึง เบียคุยะ ใน การ์ตูนญี่ปุ่น Bleach ท่านชายผู้สูงศักดิ์ หล่อ เนี้ยบ หยิ่ง ที่ต้องเสียภรรยาไปเช่นกัน  ชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อต่อสู้รักษากียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล เพราะคลั่งเกียรติยศศักดิ์ศรีมากเกินไป ด้าน feminine จึงได้ตายจากไป และเพราะด้าน feminine จากไปจึงเหลืออยู่แค่เพียงเกียรติยศให้ยึดถือ

ทำไม Kili ต้องตาย เพราะความรักมันไม่มีเหตุผล และมันก็ไม่สมหวังเสมอไป มันอาจทำให้เรามีความสุข และอาจจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ความรัก (Tauriel) จะยังคงอยู่ต่อไป (ลองฟัง Andrew Lloyd Webber’s Love never dies)

Thorin กษัตริย์คนแคระแห่งเทือกเขา เอเรบอร์ ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความโลภ สิ่งที่ตามมา คือความระแวง และความบ้าคลั่ง มีเพียงมิตรแท้ที่คอยเตือนสติ กับความเข้มแข็งของจิตใจ จึงสามารถต่อสู้กับความโลภได้  ด้วยความละอายใจและอยากจะไถ่โทษกู้เกียรติคืนมา จึงสู้ตายกับความชั่วร้าย Azog คู่ปรับเก่า แต่ว่าด้านชั่วร้ายแข็งแกร่งมาก ความเย็นชาของน้ำแข็งไม่สามารถฆ่าปีศาจไร้หัวใจได้ ทางเดียวที่จะปราบมันได้ คือ ยอมละตัวตน Thorin จึงยอมสละชีวิตตัวเอง เพราะตระกูลของเขาหลงมัวเมาในความโลภ จึงต้องสิ้นวงศ์ สิ้นอนาคต แม้แต่หลานชาย Fili และ Kili ซึ่งก็คือทายาทของเขา ต้องมาตายตามกันไปหมด เหลือแต่คนแคระแก่ๆ และที่น่าสังเกตคือในบรรดาคนแคระ ไม่มีคนแคระผู้หญิงอยู่เลย มีแต่ด้าน masculine ไม่มีด้าน feminine ไม่สมดุล

มีตัวละครที่น่าสนใจอีกตัวคือ Alfrid Lickspittle ซึ่งอัปลักษณ์ คอยเอาแต่ประจบสอพลอ เอาความดีความชอบ ไม่ทำงาน ขี้ขลาด เจ้านี่คล้ายๆ กับ Grima Wormtongue ที่ปรึกษาของกษัตริย์ Theoden of Rohan ใน Lord of the Rings แคแรกเตอร์มนุษย์แบบนี้ ก็มีผุดมาให้เห็นได้ตลอดในชีวิตจริง คนนึงก็เลียจนน้ำลายหกท่วม อีกคนก็ลิ้นหนอนบ่อนไส้ เป็นพาราไซต์คอยมาเกาะผู้นำหรือคนใหญ่คนโต ให้ระมัดระวังเอาไว้

ตัวละครแต่ละตัว สัญลักษณ์แต่ละด้าน สะท้อนบุคลิกภาพที่อาจพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เราล้วนมีด้านต่างๆ เหล่านี้ในจิตใจ เพียงแต่เป็นด้านไหนที่โดดเด่นและแสดงออกมากกว่ากัน  ส่วนด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ รอโอกาสที่จะสำแดงออกมาเมื่อถูกกระตุ้น ทั้งความดี ความชั่ว ความโลภ ความรัก เรามีอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร  ดูอย่าง Bilbo สิ เขารักเพื่อน กล้าหาญ มีน้ำใจ ไม่โลภเพชรทอง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังขโมยแหวนแห่งอำนาจมาจากกอลลัม หรือแม้แต่ Thorin ผู้กล้าหาญ ก็ยังถูกความโลภครอบงำได้ ไม่มีใครที่จะดีสมบูรณ์แบบ แต่อยากจะเป็นคนแบบไหน เรามีอำนาจที่จะเลือกเอง

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Photo credit: http://www.majorcineplex.com/movie/the-hobbit-the-battle-of-the-five-armies/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.