แม่มด

รีวิว Mary and the Witch’s Flower ไม่สปอยล์

mary.jpg

ผลงานเรื่องแรกของสตูดิโอโพนอค จุดของเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าสตูดิโอจิบลิจะประกาศปิดตัวลง แต่จิตวิญญาณแห่งจิบลิจะดำเนินต่อไป เจอคลิปอธิบายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากลูกทีมที่เคยทำงานในสตูดิโอจิบลิ ออกมาขับเคลื่อนโพนอคเอง ได้แก่ โยชิอากิ นิชิมูระ, ฮิโรมาสะ โยเนะบายาชิ และริโกะ ซากางุจิ ดูคลิปแล้วความรู้สึกอยากดูอนิเมะเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากมาย Making of “Mary and the Witch’s Flower” (more…)

พลังพิเศษ (ESP) ใน The Shamer’s Daughter และเรื่องอื่นๆ

Screen Shot 2558-09-14 at 11.57.01

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าใจง่ายไม่ต้องวิเคราะห์ แต่ที่น่าสนใจคือความสามารถของแม่ลูกตระกูลเชมเมอร์ ที่ในอดีตเรียกว่าพลังแม่มด แต่ในปัจจุบันเรียกว่า ESP หรือ Extra Sensory Perception หรือ Sixth Sense

Shame แปลว่าละอายใจ Shamer ในที่นี้คือผู้ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกละอายใจ เพราะเมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตา (หน้าต่างของจิตใจ) จะสามารถมองเห็นจิตใจของผู้อื่น ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านมืด ด้านดีๆ ก็ถูกเห็นด้วย แต่เมื่อคนถูกเห็นความชั่วร้ายที่ซุกไว้ ก็จะรู้สึกละอายในตัวเอง จึงกลัวและเกลียดชังผู้ที่มีความสามารถนี้ การที่คนรู้สึกละอายใจนั้นเพราะยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่ แต่คนที่ไม่ละอายเลยคือคนเลวบริสุทธิ์ สิ่งที่แม่และลูกสาวตระกูลเชมเมอร์ทำได้นี้ปัจจุบันอาจเรียกว่า แคลร์วอยแยนซ์ (Clairvoyance = clear seeing) คือความสามารถที่จะเห็น อาจเป็นเรื่องในอดีต อนาคต (Precognition) หรือเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดในที่ห่างไกลออกไป ซึ่งอาจเห็นเป็นภาพนิ่ง เป็นภาพเคลื่อนไหว แสง สี ฯลฯ นอกจากนี้น้องดีน่า ลูกสาวของเชมเมอร์ ยังมีเทเลพาธี (Telepathy) คือความสามารถรับรู้ อ่านใจ อ่านความคิดผู้อื่น และความสามารถสื่อสารทางจิต (โทรจิต) (more…)

Deep Review: Into the Woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

Spoiler Alert!

สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อตนเอง เขียนวิเคราะห์ Into the Woods ออกมาจนได้ เรื่องนี้บิดเบือนนิทานต้นฉบับไปมาก ไม่อยากให้อภัยคนแต่งเรื่องเลยทีเดียว ใช้ความคิดมากไป พยายามมากไป แต่พอดูแบบเพลินๆ ก็สนุกดี คนดูก็ท่าทางชอบใจ เพราะดาราเยอะ แฟนตาซี แถมเป็นภาพยนตร์เพลงอีกต่างหาก แต่เนื่องจากนิทานต้นฉบับถูกตัดและถูกจับมาขยำขยุ้มอยู่ในเรื่องเดียว เหมือนว่ามีหลายประเด็นยำๆ กันอยู่เยอะจัด ซึ่งไม่ดีนัก แต่ธีมหลักที่สำคัญของเรื่องชัด ไม่หลุด จึงจัดว่าพอใช้ จะวิเคราะห์เท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ ย้ำว่าอาจแตกต่างจากความหมายของนิทานออริจินอล

เริ่มเรื่องด้วยสองสามีภรรยาขายขนมปัง อยากมีลูก แล้วแม่มดก็โผล่มาบอกว่าที่พวกเขาไม่มีลูกเพราะเธอสาปครอบครัวนี้ไว้ ทำไมสาป? เพราะแม่ของคนขายขนมปังอยากกินผักในสวนของแม่มด พ่อเลยไปขโมยผักและยังขโมยถั่ววิเศษของแม่มดมาอีกด้วย แม่มดเลยยึดลูกสาวของพ่อคนขายขนมปังเป็นการเอาคืน แล้วสาปให้ครอบครัวนี้เป็นหมัน น้องสาวของคนขายขนมปัง, ราพันเซล จึงต้องมาเป็นลูกของแม่มด ถูกขังไว้บนหอคอย

ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ? อย่ามองตัวละครเหล่านี้เป็นคนจริงๆ แต่ให้มองเป็นสัญลักษณ์ แต่ละตัว แทนสัญลักษณ์แต่ละอย่าง แล้วทั้งหมดนั้นก็มีอยู่ในเรา สมมุติว่าเราอยากจะทำอะไรสักอย่างมากๆ สัญลักษณ์คือ อยากมีลูก แต่การที่จะมีพลังมากพอที่จะคลอดหรือทำฝันให้เป็นจริง ต้องการส่วนประกอบจากด้านมืดที่ทรงพลังและทรงคุณค่า สัญลักษณ์คือ ผักและถั่วของแม่มด มันเปรียบได้กับพลังชีวิต ศักยภาพลึกๆ กึ๋นที่ซุกซ่อนอยู่ แต่เฝ้ายามไว้ด้วย ด้านแม่ที่หวงแหนข้าวของ ไม่ค่อยยอมปล่อยให้อะไรใหม่ๆ มันเกิดขึ้นเพราะกังวล แต่พ่อคนขายขนมปัง ก็ไปขโมยมาจนได้ แต่เพราะใช้การ “ขโมย” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ออกจะก้าวร้าว ซึ่งเป็นลักษณะด้านลบของ masculinity จึงถูกสาปถูกจับลูกสาวไป (femininity)  จึงเหลือไว้แต่ลูกชาย (masculinity) สรุปคือ วิธีการที่แมนๆ ก้าวร้าว ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่จะเชื่อมโยงกับด้านมืดทรงพลังอย่างแม่มด แม่มดพอถูกขโมยของวิเศษไปก็หน้าเหี่ยวแห้ง แสดงให้เห็นว่าพลังชีวิตดีๆ อยู่ในของพวกนั้น เรื่องราว Into the Woods จึงเริ่มขึ้น

คนขายขนมปังเป็นหมัน ไม่เฟอร์ไทล์ เพราะด้าน feminine (น้องสาว) ถูกขังไว้ โดยแม่มดที่เป็นตัวแทนของความกลัว ความกังวล ไม่อยากให้ลูกพบกับความผิดหวัง เจ็บปวด และอันตราย จึงปกป้องมากเกินไป ขังเธอไว้บนหอคอย ลองมองว่าแม่มดไม่ใช่คน แต่เป็นด้านหนึ่งของบุคลิกภาพของเรา หรือเป็นความคิดในหัวของเราล่ะ ความคิดที่พยายามจะกีดกันตัวเราจากความเป็นไปได้ต่างๆ นานา (ฟังตอนที่แม่มดร้องเพลง บอกให้ลูกเป็นเด็กในขณะที่ยังเป็นได้ หมายถึงเป็นเด็กตลอดไป อย่าออกไปข้างนอกมันไม่ดี…) เพราะในโลกภายนอกมีอันตรายจริงๆ แต่ก็มีเรื่องดีๆ ด้วย และในความเป็นไปได้นั้นมีทั้งโอกาสที่จะสำเร็จ และล้มเหลว เมื่อล้มเหลวผิดพลาดก็จะต้องเจ็บปวดเสียใจ ดังนั้น ถ้าไม่เริ่มทำซะ กักขังไว้ ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องหวังหรือคิดจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ทางหนึ่งก็ปลอดภัย แต่อีกทางก็กดให้ตัวเองเป็นเด็กทารกไปตลอดกาล เอ๊ะ! ธีมนี้คุ้นๆ มั้ย คล้ายๆ แม่มดยูบาบะ กับหนูยู เด็กยักษ์เอี๊ยมแดงในเรื่อง Spirited Away งัยคะ! (แต่เราชอบเด็กเอี๊ยมแดงมากกว่านะ) จะกลับมาเฟอร์ไทล์ มีลูกได้ ทำสิ่งที่หวังได้ ต้องมีทั้งสองด้าน ด้าน masculine และ feminine เป้าที่แท้จริงคือ การปลดปล่อย ราพันเซล ให้เป็นอิสระจากแม่มด

คนขายขนมปังต้องเอาของ 4 อย่างมาให้ได้

1. วัวขาวราวน้ำนม ที่ไม่มีนม ก็เหมือนภรรยาของคนขายขนมปังนั่นแหละ ลูกหรือโปรเจคที่หวัง ไม่บังเกิด เพราะขาดพลังจากด้านต่างๆ ภายใน

2. เสื้อคลุมสีแดง ความกล้าหาญที่จะเดินเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพัง แต่ต้องระวังไม่ออกนอกลู่นอกทางจะเป็นเหยื่อสิ่งชั่วร้ายได้

3. รองเท้าสีทองของซินเดอเรลลา ตัวแทนจุดยืนของคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

4. ผมสีทองราวข้าวโพด  อันที่จริงก็ควรเป็นผมของ ราพันเซล นั่นแหละ ราพันเซลตีจากแม่มดและได้รักกับเจ้าชายหนุ่ม (femininity + masculinity เจอกันแล้ว) มีรายละเอียดในนิทานเรื่องนี้ แต่จะละไว้เท่านี้ ยาวเกิน แต่เรื่องราวต้องการจะสอนว่า อะไรดีๆ ก็ตามที่ถูกสัมผัสโดยแม่มด จะต้องสาปไม่เฟอร์ไทล์ เป็นหมัน เหตุผลก็อธิบายไปแล้วข้างต้น แต่สามารถใช้เส้นใยข้าวโพดให้วัวกินแทนได้ แค่จะบอกว่า เพราะมันเป็นของที่ได้มาจากโลกของจิตใจ (ป่า) หรือจิตไร้สำนึกนั่นเอง เลยทดแทนกันได้ (อันนี้แปลกๆ รู้สึกว่า อัดหลายไอเดียมากเกินไป)

มีผม มีชุด มีรองเท้า รวมอยู่ในแม่วัวแล้ว บวกกับความมุ่งมั่นของคนขายขนมปังกับภรรยาที่ตั้งใจทำฝันให้เป็นจริง ลูกก็คลอดออกมาจนได้ แม่มดหน้าเหี่ยวก็สวยงามได้ดังหวัง ชีวิตชีวากลับมาอีกครั้ง

การเข้าไปในป่าลึก เข้าไปสำรวจด้านลึกๆ ในจิตใจ ซึ่งมีทั้งสิ่งดีๆ มีค่า แต่ก็มากไปด้วยอันตรายและความชั่วร้าย เช่น หมาป่า การเข้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ และต้องระวังไม่หลงทาง เพราะมีอันตรายมากมายในนั้น  เราอาจคิดว่าเรารู้จักตัวเอง ว่าเราเป็นคนแบบไหน นิสัยอย่างไร ชอบไม่ชอบอะไร แต่ตัวตนลึกๆ ด้านในที่เราเองยังไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็มีนะ อย่างเช่น ภรรยาคนขายขนมปัง ลึกๆ แล้วแอบเจ้าชู้ ซึ่งทำให้ตกเหวตาย เป็นต้น ถ้ามองอ้อมๆ … การที่คนขายขนมปังมีวุฒิภาวะมากขึ้น นิสัยเก่าๆ ที่อาจไม่ดีนักก็จะตายไป (ด้านเจ้าชู้ตาย)

เรื่องยังไม่จบ ยังมียักษ์ถล่มเมืองพินาศอีก พอยักษ์ผู้หญิงลงมาจะฆ่าแจ็ค ความโกรธเกรี้ยวนั้นทำลายเมืองพินาศ ทุกอย่างกระเจิงหมด ทุกคนก็เร่ิมโทษกันไปๆ มาๆ ว่าใครผิดที่ทำให้เรื่องราวมันยุ่งเหยิง ไม่มีใครโทษตัวเองเลย ภาพยนตร์สะท้อนความเป็นจริงที่เกิด ว่าเวลามีปัญหา สิ่งแรกที่คนเราจะทำคือ หาคนผิด ด้วยการโทษคนอื่น โยนสิ่งไม่ดีงามออกจากตัว แต่พอมีสติ ก็พบว่า แต่ละคนก็มีส่วนผิด หรือมีส่วนรับผิดชอบในแต่ละบทละตอน ซึ่งผลักดันให้สถานการณ์ต่างๆ มันเป็นเช่นนี้ แทนที่จะมากล่าวโทษด่ากัน มาร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาจะดีกว่า

บางครั้งถึงแม้ว่าความหวังจะเป็นจริงแล้ว แต่มันก็ยังไม่จบ เราจะเลี้ยงลูก เลี้ยงความฝันไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่นั้น ก็ท้าทายพอตัว การที่แจ็คไปขโมยทองมาจากยักษ์และฆ่ายักษ์ (ตามเนื้อหาในเรื่องนี้) ได้สิ่งดีๆ มา แต่ด้วยวิธีไม่ถูกต้อง ไม่ต่างจากที่พ่อคนขายขนมปังขโมยผักมาจากแม่มดไม่ใช่หรือ? การไปช่วงชิงสิ่งมีค่ามามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง การค่อยๆ สร้างสัมพันธ์กับด้านเทพๆ ในจิต หรือในป่านั้น จะเวิร์คกว่า แต่เมื่อพลาดไปแล้ว จำต้องรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของยักษ์ เราก็จำต้องกำราบมันลงให้จงได้ ความโกรธ ความอาฆาต ก้าวร้าวนั้น มีแต่นำความพินาศมาสู่จิตใจของเราเอง อาจเป็นความโกรธของแจ็คเองที่มีต่อแม่ที่ชอบดุชอบตีชอบดูถูกเขาที่แจ็คต้องฆ่าทิ้ง และถ้าปราบด้านนั้นลงได้แล้ว จึงจะได้ทอง ความสงบสุขจะกลับคืนมาอีกครั้ง

สุดท้าย ถึงแม้ว่า ภรรยาคนขายขนมปังจะตายไป แต่เด็กก็ยังอยู่ ความหวังอยู่รอด ซินเดอเรลลาพบจุดยืนของตัวเองแล้ว ไม่ใช่บนรองเท้าทอง (หรู Hiso) แต่เป็นรองเท้าแม่บ้าน และเธอก็บอกเองว่า มันก็มีช่วงเวลาที่ฉันสนุกกับการทำงานบ้านเหมือนกันนะ เธอพอใจกับสิ่งที่เป็นแล้ว คนทำขนมปังพบกับความกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ เข้าป่ามาตามล่าหาของต่างๆ ก้าวข้ามตัวตนเก่า ร่วมมือกันล้มยักษ์ และดูแลความหวังของตัวเอง (ลูก) หนูน้อยหมวกแดงผู้กล้าหาญ เข้าใจแล้วว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดีและไม่ควรออกนอกลู่นอกทาง เพราะมีอันตรายตามที่แม่สอน แจ็คพบกับความกล้าหาญที่จะล้มยักษ์ผู้กราดเกรี้ยว เขาเอาชนะความก้าวร้าวของตัวเองได้แล้ว แล้วความหวังก็ดำเนินต่อไป

ภาพจาก http://world.kapook.com/pin/547fd84838217a041f000003

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

DeepFilm Analysis: The Seventh Son ทำไมต้อง 7

Screen Shot 2558-01-13 at 13.29.24

Spoiler Alert!

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ หยิบมาวิเคราะห์ ธีมก็ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ DeepFilm มักจะเลือกมาเขียน ธีมเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เข้าใจยาก จึงมักถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบของนิทาน ตำนาน และในยุคปัจจุบันถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ และการ์ตูน แต่เพราะว่ามันมีอะไรที่โดนใจเสมอ มันถึงยังขายได้ และวนเวียนเล่าขานมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ว่าแต่ว่าธีมนั้นมันคืออะไร?

เปิดเรื่องมา Master Gregory ขังแม่มด Malkin (ญาติที่ไม่ดี คนไม่ดี) เอาไว้ ซึ่งทำให้นางโกรธแค้นมาก แสดงว่ามันมีปัญหาอะไรกันมาก่อนและยังไม่คลี่คลาย

ต่อมาแม่มดในร่างมังกร ออกมาอาละวาด ลูกศิษย์ของ Master Gregory (John Snow จาก Game of Throne แวะมาทักทาย) จ้องมองนางอย่างชื่นชม Master Gregory ปรามแล้วว่าอย่าไปมอง อย่าไปชอบ นางจะยิ่งมีพลังแก่กล้ามากขึ้น เพราะการสนใจด้านไม่ดี ก็คือการให้พลังงานกับด้านนั้น เป็นเหตุให้เขาถูกด้านมืดครอบงำและตายในที่สุด

Master Gregory จึงต้องเดินทางไปหาลูกศิษย์คนใหม่ ที่มีพลังพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็น ลูกชายคนที่ 7 ที่เกิดจากลูกชายคนที่ 7 ถึงจะมีพลังต่อกรกับแม่มดร้าย เลข 7 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คือวันที่สัปดาห์บรรจบครบ 1 รอบ คือวันที่พระเจ้า (ศาสนาคริสต์) พักเนื่องจากสร้างสวรรค์ โลก และมนุษย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีความหมายถึงการเสร็จสมบูรณ์ และการ “unite” ระหว่าง สวรรค์และโลกและมนุษย์ บาปมี 7 อย่าง คาบสมุทรมี 7 คาบสมุทร สวรรค์มี 7 ชั้น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มี 7 อย่าง อาถรรภ์ 7 ปี ฯลฯ เลข 7 เป็นเหมือน cycle ธรรมชาติ การครบสมบูรณ์อันจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ หรือจุดจบซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่เช่นกัน ทางโลกตะวันตกมีความเชื่อว่า พรสวรรค์ และพลังพิเศษ จะถูกถ่ายทอดจากลูกชายคนที่ 7 ไปสู่ลูกชายคนที่ 7 สืบต่อกันไป อาจหมายถึง คนที่ครบสมบูรณ์ เพราะสามารถเชื่อมด้านมืดกับด้านสว่าง, สวรรค์ โลก และมนุษย์ได้ ลูกคนที่ 7 กับแม่มดขาว ดังเช่นพ่อของ Tom ที่แต่งงานกับแม่มดขาวผู้มีพลังพิเศษ และคอยปกป้อง Tom คือสิ่งที่อุบัติขึ้นจากการ unite สองด้านนั้น ผ่านสัญลักษณ์ของการเป็นลูกคนที่ 7 คนที่สมบูรณ์ และมีโชคชะตาที่จะ unite สองด้านเข้าด้วยกันอีก ซึ่งทำให้เขาต้องมาต่อสู้กับแม่มดร้าย และรวมร่างกับแม่มดสาว ซึ่งมีพลังพิเศษแต่ไม่ได้ชั่วร้าย และได้ครอง Umbran Stone

Umbran Stone อัญมณีสีแดงที่ทรงพลังมาก ซึ่งอยู่กับแม่มดร้ายในตอนแรก แต่แม่มดขาว แม่ของ Tom ชิงไป ซึ่งทำให้ Malkin อ่อนแรงและถูกจับขังเมื่อกาลก่อน หินนี้น่าจะเป็น Philosopher stone ศิลานักปราชญ์ สัญลักษณ์ของตัวตนอันสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฎเมื่อเกิดการ unite ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ภาษาจิตวิทยาเรียก The Self. ในตำนานทั่วไป มังกรจะเฝ้าทรัพย์ เช่น Smaug เฝ้า Archen stone หรืออย่างเรื่องนี้ Malkin ก็เฝ้า Umbran stone สิ่งล้ำค่าจะได้มาเมื่อสามารถเอาชนะด้านมืด และรวมร่างกับด้านสว่างได้สำเร็จ แต่ด้านมืดไม่มีวันตาย มันจะกลับคืนมาหลอกหลอนอีก อย่างที่ Makin พูดก่อนจะสลายไป แปลว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันจะวนเวียนกลับมาได้ตลอด

แม่มดน้อยเป็นส่วนหนึ่งของ Tom  เธอจะแว่บไปแว่บมาตามใจชอบ จริงๆ แล้วเธออยู่กับเขาตลอด อยู่ในใจ และหิน Umbran อันทรงพลังก็เช่นกัน สรุปก็คือ ธีมที่มักจะพบเห็นในตำนาน ภาพยนตร์แฟนตาซีต่างๆ มักพูดเรื่องคล้ายๆ กัน กล่าวคือ การที่เรา (จิตสำนึกหรือ ego-consciousness) ของเรา จะต้องต่อสู้กับด้านมืด โดยไม่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นพวกเดียวกับมัน (twisted to the dark side like Dart Vader) และให้ผูกมิตรกับด้านดีๆ ภายใน เช่น แม่มดขาว หรือด้านดีๆ ที่อาจหน้าตาไม่ดีอย่าง Tusk ถ้ารวมร่างกันได้ (unite the opposites) หรือผูกมิตรกันไว้ ก็จะได้พลังวิเศษภายในเป็นกำลัง

Photo credit: https://www.facebook.com/seventhsonmovie

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.