หนัง

Eventเปิดตัวหนังสือเข้าใจหนังเข้าใจจิต 6/8/16

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://goo.gl/IECQvE

IMG_2933.JPG.jpeg

https://www.facebook.com/events/156355048104730/

Deepfilm ในนิตยสาร

 

สัมภาษณ์ลง นิตยสาร Starpics ปก Star Trek

No. 867 

July, 2016

Star1 .jpg

Star2 .jpg

ลงบทความเรื่อง “ฮีโร่ผู้มีแผล กับวายร้ายผู้มีปม” ในนิตยสาร Bioscope ปก Sing Street

Issue. 173

 June, 2016

Bio1.jpg

Bio2 .jpg

Chocolat หนังที่สื่อสารเรื่องด้านมืดได้หวานที่สุด

chocolat.jpg

เพิ่งได้ดูเรื่อง Chocolate (2000) อีกครั้งเมื่อวานทาง True Film รู้สึกดี เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่พูดถึงด้านมืด ในมุมน่ารักๆ ต่างจากเรื่องอื่นๆ เพราะด้านมืดในที่นี้ คือนางเอกของเรื่อง เธอเป็นทุกอย่างที่คนในหมู่บ้านคาธอลิกเล็กๆ ไม่กล้าเป็น (เพิ่มเติม…)

ไม่วิเคราะห์ Into the Woods แต่จะวิเคราะห์คนพูดมากในโรงหนัง

แด่ทุกคนที่รักการชมภาพยนตร์และเซ็งมนุษย์ที่ชอบพูดในโรง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

การดูหนังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน แต่ระยะหลังๆ ช่วง 2 ปีมานี้ ฉันพบเจอคนพูดกันในโรงหนังค่อนข้างบ่อย และทุกครั้งฉันจะหันไปบอกว่ากรุณาเงียบเสียงด้วยค่ะ ซึ่งได้ผลเสมอ ดีกรีความเข้มข้นของการเตือนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ จะสุภาพเสมอ เมื่อก่อนอาจจะเจอแค่ปีละ 2 หน แต่เดี๋ยวนี้มีอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงหลังๆ เจอบ่อยมากและเซ็งกับพฤติกรรมมนุษย์ที่ดูจะเสื่อมทรามลง คนที่พูดมากมักมาเป็นคู่ ส่วนใหญ่เป็นเด็กมหาวิทยาลัย ไปจนถึงวัยทำงาน อายุไม่เกิน 30 ปี ที่แปลกคือ เด็กที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ กลับสุภาพกว่าในโรงภาพยนตร์ (หรือไม่ ก็ยังไม่เคยเจอแก๊งแว้น) เมื่อวานเจอหนัก มี 2 คู่ขนาบซ้าย-ขวา เข้ามาพูดมากในโรงหนัง  DeepFilm ดุใส่ ก็ยังดีที่ยอมเงียบเสียงลง รายละเอียดเรื่อง Into The Woods เลยไม่ได้มาเท่าไหร่ ได้แต่รายละเอียดของมนุษย์ที่ชอบพูดในโรง ดังนั้นโพสท์นี้จะขอวิเคราะห์พฤติกรรมการพูดในโรงหนังแก้เซ็ง (เพิ่มเติม…)

วิเคราะห์ The Hobbit: The Battle of the Five Armies

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Screen Shot 2557-12-19 at 20.45.55

วิเคราะห์ Hobbit สงคราม 5 ทับ Spoiler Alert!

18/12/14

The Hobbit ภาคนี้ไม่ผิดหวัง สนุกมากตั้งแต่เปิดเรื่อง ดารามาเยอะแบบจัดเต็มทิ้งทวน และก็รู้สึกใจหาย ว่าปีหน้าจะไม่มีหนังให้ตั้งตารอดูแล้ว Deepfilm จะวิเคราะห์เฉพาะตัวละครและประเด็นที่อยากจะวิเคราะห์ดังนี้ Bard the Dragon slayer, Galadriel, 5 armies, Thranduil, Kili-Tauriel, Thorin, และ Alfrid Lickspittle

Dragon Slayer มนุษย์ผู้ละความโลภได้ ด้วยความแน่วแน่ดุจศรดำของเขา และที่สำคัญคือหัวใจที่มีความรักและความหวัง (ลูกชาย) ทำให้ฆ่ามังกรจอมโลภได้ มังกรสม็อกถูกยิงตกลงไปทับเจ้าเมืองจอมโลภตายพร้อมกันเลย

Galadriel เป็นด้าน  feminine ที่งดงาม มีเมตตา และมีพลังมาก ในยามที่ Gandalf คับขัน เธอมาช่วย พาพวกมาด้วย แต่ด้านสว่างมาอยู่ในถิ่นของด้านมืด จะอ่อนแรง เพราะมันสูบพลังชีวิตของเธอ ถ้าอยู่นานเธออาจจะตาย เธอได้เอ่ยคำพูดตอนขับไล่จอมมารมืด ประมาณว่า “เจ้าปีศาจ ไร้นาม ไร้หน้า ไร้ตัวตน จงกลับไปสู่ความมืดซะ” เธอรู้จักคุณลักษณะของด้านมืดเป็นอย่างดี มันคือความว่างเปล่าที่มืดมน เธอใช้แสงสว่างของน้ำในผลึกแก้วที่เหมือนดวงดาวนำทางในยามราตรี เปรียบดังแสงแห่งจิตสำนึกที่ส่องสกาวในความมืด ช่วยไม่ให้หลงทาง และขับไล่ความมืดและความชั่วร้ายได้

5 armies, 5 symbols: 

คนแคระ: ความโลภ และบ้าคลั่ง

เอลฟ์ป่า: ความหยิ่งยะโส เกียรติยศ ศักดิ์ศรี

มนุษย์: ความอยู่รอด

ปีศาจ: ความชั่วร้าย

พ่อมด: คุณธรรม ปัญญา ความสมดุล ธรรมชาติ

Thranduil กษัตริย์เอฟป่ารูปงามผู้หยิ่งยโส เย็นชา แต่จริงๆ ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะไม่สามารถยอมรับกับความสูญเสียล้มตายได้อีก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูญเสียราชินีด้วยเพลี่ยงพล้ำให้กับด้านมืด ตัวเขาเองก็เคยโดนไฟแห่งความโลภแผดเผามาก่อน ด้วยความกลัวและความเสียใจ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ออกหน้าสู้กับพวกปีศาจ แต่ที่ประหลาดคือ กลับยกทัพมาสู้กับคนแคระเพื่อทวงเพชรของตระกูลซึ่งเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรี ตัวละครตัวนี้ทำให้นึกถึง เบียคุยะ ใน การ์ตูนญี่ปุ่น Bleach ท่านชายผู้สูงศักดิ์ หล่อ เนี้ยบ หยิ่ง ที่ต้องเสียภรรยาไปเช่นกัน  ชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อต่อสู้รักษากียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล เพราะคลั่งเกียรติยศศักดิ์ศรีมากเกินไป ด้าน feminine จึงได้ตายจากไป และเพราะด้าน feminine จากไปจึงเหลืออยู่แค่เพียงเกียรติยศให้ยึดถือ

ทำไม Kili ต้องตาย เพราะความรักมันไม่มีเหตุผล และมันก็ไม่สมหวังเสมอไป มันอาจทำให้เรามีความสุข และอาจจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ความรัก (Tauriel) จะยังคงอยู่ต่อไป (ลองฟัง Andrew Lloyd Webber’s Love never dies)

Thorin กษัตริย์คนแคระแห่งเทือกเขา เอเรบอร์ ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความโลภ สิ่งที่ตามมา คือความระแวง และความบ้าคลั่ง มีเพียงมิตรแท้ที่คอยเตือนสติ กับความเข้มแข็งของจิตใจ จึงสามารถต่อสู้กับความโลภได้  ด้วยความละอายใจและอยากจะไถ่โทษกู้เกียรติคืนมา จึงสู้ตายกับความชั่วร้าย Azog คู่ปรับเก่า แต่ว่าด้านชั่วร้ายแข็งแกร่งมาก ความเย็นชาของน้ำแข็งไม่สามารถฆ่าปีศาจไร้หัวใจได้ ทางเดียวที่จะปราบมันได้ คือ ยอมละตัวตน Thorin จึงยอมสละชีวิตตัวเอง เพราะตระกูลของเขาหลงมัวเมาในความโลภ จึงต้องสิ้นวงศ์ สิ้นอนาคต แม้แต่หลานชาย Fili และ Kili ซึ่งก็คือทายาทของเขา ต้องมาตายตามกันไปหมด เหลือแต่คนแคระแก่ๆ และที่น่าสังเกตคือในบรรดาคนแคระ ไม่มีคนแคระผู้หญิงอยู่เลย มีแต่ด้าน masculine ไม่มีด้าน feminine ไม่สมดุล

มีตัวละครที่น่าสนใจอีกตัวคือ Alfrid Lickspittle ซึ่งอัปลักษณ์ คอยเอาแต่ประจบสอพลอ เอาความดีความชอบ ไม่ทำงาน ขี้ขลาด เจ้านี่คล้ายๆ กับ Grima Wormtongue ที่ปรึกษาของกษัตริย์ Theoden of Rohan ใน Lord of the Rings แคแรกเตอร์มนุษย์แบบนี้ ก็มีผุดมาให้เห็นได้ตลอดในชีวิตจริง คนนึงก็เลียจนน้ำลายหกท่วม อีกคนก็ลิ้นหนอนบ่อนไส้ เป็นพาราไซต์คอยมาเกาะผู้นำหรือคนใหญ่คนโต ให้ระมัดระวังเอาไว้

ตัวละครแต่ละตัว สัญลักษณ์แต่ละด้าน สะท้อนบุคลิกภาพที่อาจพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เราล้วนมีด้านต่างๆ เหล่านี้ในจิตใจ เพียงแต่เป็นด้านไหนที่โดดเด่นและแสดงออกมากกว่ากัน  ส่วนด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ รอโอกาสที่จะสำแดงออกมาเมื่อถูกกระตุ้น ทั้งความดี ความชั่ว ความโลภ ความรัก เรามีอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร  ดูอย่าง Bilbo สิ เขารักเพื่อน กล้าหาญ มีน้ำใจ ไม่โลภเพชรทอง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังขโมยแหวนแห่งอำนาจมาจากกอลลัม หรือแม้แต่ Thorin ผู้กล้าหาญ ก็ยังถูกความโลภครอบงำได้ ไม่มีใครที่จะดีสมบูรณ์แบบ แต่อยากจะเป็นคนแบบไหน เรามีอำนาจที่จะเลือกเอง

(หนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต วิเคราะห์ the Lord of the Rings, The Matrix, Star Wars I-VI มาแล้ว)

Photo credit: http://www.majorcineplex.com/movie/the-hobbit-the-battle-of-the-five-armies/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Interstellar: Logos vs Eros

Screen Shot 2557-11-11 at 9.37.46

Spoiler Alert!

โดยส่วนตัวไม่ประทับใจหนังเรื่องนี้ รู้สึกเฉยๆ ง่วงๆ แต่ก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ประเด็นที่สอง Nolan อยากนำเสนอ ก็ไม่พ้น ความขัดแย้งระหว่าง ความคิดกับความรู้สึก เหตุผลกับหัวใจ ฝั่งเหตุผลนั้นนำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์ NASA Professor Brand (พ่อ), พระเอก Cooper และตัวร้าย Dr. Mann ฝั่งความรู้สึก/ความรัก นำโดย Dr. Amelia Brand (ลูกสาว) ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยังถูกเหตุผลครอบงำอยู่

ด้วยตรรกะ จึงนำให้นักวิทยาศาสตร์ระดับอัจฉริยะ เหล่านั้น คิดจะทิ้งผู้คนบนโลกให้ล้มตาย แล้วไปสร้าง Colony ใหม่ ที่ดาวดวงอื่น คนที่มีหัวใจคงไม่ทำอย่างนั้น การที่ Cooper เลือกฟังเหตุผล เขาจึงจากครอบครัวไปสำรวจหาดาวดวงใหม่

Screen Shot 2557-11-11 at 9.38.18

Cooper เชื่อในวิทยาศาสตร์ และตรรกะ ไม่เชื่อสิ่งที่พิสูจน์ จับต้องไม่ได้ ในขณะที่ลูกสาว Murph อยากจะเชื่อเรื่องที่เกินขอบเขตวิทยาศาสตร์ เช่น ผี และสิ่งที่ (ยัง) พิสูจน์ไม่ได้ ชื่อของเธอมาจาก ความคิดที่ว่า ถ้ามันมีโอกาสจะเกิดขึ้น จนแล้วจนรอดมันก็จะเกิดขึ้น ประมาณอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทางหนึ่งก็เหมือนให้ปลงๆ แต่อีกทางก็ออกแนวให้เตรียมพร้อมรับมือกับความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ ต้อง safety first ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการออกแบบเครื่องบิน ยานอวกาศ  การที่ต้องเสียแม่ไป การท่ีรถยางแตก การที่พ่อต้องจากไป การที่โลกถึงกาลวินาศ ถ้าจะให้มองแบบ Murphy ก็คือ worst case scenario ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด แล้วมันก็เกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงคนนี้ แต่เธอก็ยังไม่เคยสิ้นหวัง และยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าพ่อจะกลับมา และมีทางช่วยมนุษย์โลก เธอคือความเชื่อ ความศรัทธา และความเป็นไปได้

เพราะเหตุผล ที่ Amelia Brand คิดว่าควรต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ คือการไปเก็บกล่องข้อมูลที่อยู่ในน้ำ บนดาวที่มีสึนามิตลอดเวลา โดยไม่ฟังเสียงของสัญชาติญาณว่าให้กลับไปที่ยาน เพราะคลื่นยักษ์กำลังมา เลยพลาดเกือบตาย แล้วยังทำให้เพื่อนร่วมทีมดีๆ อีกคนต้องตายไปด้วย การทำตามความคิด โดยไม่ฟังเสียงความรู้สึก และสัญชาติญาณ มักนำไปสู่โศกนาฎกรรม

Screen Shot 2557-11-10 at 12.49.44

เพราะเหตุผล ที่ Cooper คิดว่า การไปหา Dr. Mann คือทางที่สมเหตุสมผลที่สุด ในขณะที่ Amelia Brand ขอให้ไปหา Edmund แฟนของเธอ เพราะความรัก แต่ Cooper กับเพื่อนร่วมทีมอีกคนไม่ฟัง จึงพลาด  ฉากนี้ชวนให้นึกถึง Batman, The Dark Knight ตอนที่เขาต้องเลือกว่าจะไปช่วยคนรัก Rachel หรือ Harvey Dent แต่โดน Joker ป่วน เพราะต้องการทำลายจิตวิญญาณของ Batman ภาวะที่ต้องเลือกว่าจะทำตามหัวใจหรือเหตุผลความถูกต้อง เหมือนจะเป็นธีมประจำตัวของสอง Nolan เขาล่ะ  สำหรับ Interstellar, Cooper และ Romilly เลือกด้วยเหตุผล จึงพลาด Romilly เลยตายเพราะน้ำมือของ Dr. Mann และ Cooper ก็เกือบตายเช่นกัน ดาวที่ Dr. Mann อยู่มีแต่น้ำแข็ง หนาวจัด เหมือนหัวใจที่เย็นชาของเขานั่นแหละ Dr. Mann เป็นมนุษย์ logic ที่ไร้หัวใจ เขาเชื่อว่าต้องปล่อยให้คนบนโลกตาย เพราะไม่มีความหวังที่จะหาดาวดวงใหม่ และยอมทำทุกอย่างที่เลวร้าย ให้ข้อมูลหลอกลวง เพื่อหลอกทีมสำรวจมาฆ่าปิดปาก เหตุผลที่ไร้หัวใจสร้างปีศาจในร่างมนุษย์ขึ้นมา

Screen Shot 2557-11-10 at 12.50.31

ความเสียสละ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่กลับเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ เป็นคุณสมบัตินี้ที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ Cooper เลือกที่จะช่วย Amelia Brand ให้ได้พบกับความรัก เขายอมเสียสละตัวเอง ตัวเขาเองนั่นแหละที่มีความรัก

ความรัก คือตัวเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่เหนือกาลเวลา ระยะทาง ความรักเป็นตัวเชื่อม Cooper กับ ลูกสาวที่ยังมีความเชื่อ ความศรัทธา และความหวัง และเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล ความพยายามจะเชื่อมโยงสื่อสารกัน ทำให้พบวิธีช่วยมนุษย์โลกได้ จนในที่สุด พ่อ ลูกได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ปรากฎว่าดาวดวงที่ Amelia Brand ไปหาแฟน Edmund นั้น เป็นที่ที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แน่นอนว่า ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นย่อมมีชีวิต Cooper ที่ตอนนี้ มีทั้งเหตุผล ความเชื่อและความหวัง กำลังจะไปหาเธอ…ความรัก การเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะสิ้นสุดลง ฉากนี้ ทำให้นึกถึงงานเขียนเก่า เรื่อง Noah

Photo credit

http://www.imdb.com/title/tt0816692/mediaindex?ref_=tt_pv_mi_sm

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Dracula Untold: All You Need is Love

119825_gal

Spoiler Alert!

ถ้าดู Dracula เวอร์ชันนี้ แล้วดูเวอร์ชันของ Bram Stoker ที่ Winona Ryder เล่นเป็น Mina แถมยังมี Keanu Reeves ตอนใสๆ ร่วมแสดงด้วย เรื่องราวก็จะวนครบลูปพอดี ดูท่าเรื่องนี้จะมีภาค 2 ต่อ น่าแปลกที่แวมไพร์ มักถูกจับมาเป็นตัวเอกในหนังรักโรแมนติก ไม่ว่าจะ Dracula หรือ Vampire Twilight  ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่า การเป็นแวมไพร์มันต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรัก จะเกี่ยวกันอย่างไร มาดูกัน

การเป็นแวมไพร์คืออะไร แวมไพร์จะมีความสามารถเหนือมนุษย์ แปลงร่างเป็นค้างคาวได้ กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ดุร้าย พลังมาก ความเป็นมนุษย์และจิตสำนึกแบบมนุษย์ตายไป ความเป็นสัตว์ และความชั่วร้ายเข้ามาแทนที่ (พูดถึงแวมไพร์ทั่วๆ ไป) แต่ Dracula เวอร์ชันนี้ ยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง รู้จักรักลูกรักเมีย

เพราะความดุร้าย และต้องการพลังอำนาจ ต้องการชนะสงคราม จนยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้ ภรรยาต้องตาย ด้าน masculine แรงเกิน กร้าวเกิน ด้าน feminine ที่เต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยน อ่อนพลัง และตาย และดังนั้น เขาจึงต้องกลายเป็นปีศาจ ดื่มกินเลือดมนุษย์ กินเลือดภรรยาตนเอง เขาคือคนที่ฆ่าเธอเอง แลกกับพลังอำนาจ ที่คิดว่าจะใช้เพื่อปกป้อง เพื่อช่วยเด็กคนเดียว เพราะเด็กคนนี้คือ ความหวัง

ทำไมต้องดื่มเลือด เพราะเลือดคือพลังชีวิต แวมไพร์ไร้ความเป็นมนุษย์ เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีแต่ร่างไร้วิญญาณ จะอยู่เป็นอมตะได้จึงต้องดื่มพลังชีวิตจากมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนค้างคาวดูดเลือด สัตว์ที่อยู่อาศัยในที่มืด และดูดกินเลือดจากสัตว์อื่นประทังชีวิต ดังนั้นแวมไพร์ ก็อาจเปรียบได้กับ ด้านที่เป็นปีศาจที่ซ่อนแอบอยู่ในมุมมืดของจิตใจมนุษย์ ด้านที่มีพลังมาก แต่ชั่วร้าย ไร้หัวใจ ไร้ปราณี และคอยดูดกินพลังชีวิตด้านบวกจากมนุษย์ หรือจากด้าน positive อื่นๆ ในจิตใจของเรา และมักโผล่มาในฝัน เป็นแวมไพร์หล่อๆ หรือเอ็กซ์ๆ ยั่วยวนน่าหลงไหล มันก็คือส่วนหนึ่งของเราที่ยังไม่ได้รับการเข้าใจมากพอ

เวลาโดนแสง แวมไพร์จะไหม้ และตาย เพราะมันกลัวแสงสว่างแห่งจิตใจ หรือจิตสำนึก ที่เจิดจ้าและร้อนแรงดุจแสงตะวัน

Screen Shot 2557-10-29 at 16.30.37

เงิน (silver) เป็นโลหะสูงค่า แต่เงินต่างจากทอง ทองอาจแพงกว่า แต่ว่าจะให้ความรู้สึก ร้อนแรง ในขณะที่เงินนั้นจะให้แสงนวลเย็นกว่า อ่อนโยน subtle กว่า จึงมักเปรียบเงินกับแสงจันทร์ เปรียบกับความอ่อนโยน นุ่มนวล เมตตา หรือเป็นสัญลักษณ์ของ femininity ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่มีได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย การที่พระเอกกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว เพราะเมียตาย ก็หมายถึงด้าน ที่เป็นตัวแทน femininity ความรัก ความเมตตา ความอ่อนโยน ความรู้สึก ได้ตายจากไป จึงต้องกลายเป็นปีศาจนั่นเอง และเมื่อใดก็ตามที่ถูกอาวุธที่ทำจากเงิน หรือสัมผัสโดนเงิน ก็จะไหม้ เจ็บปวด และตายได้ เพราะเงิน สัญลักษณ์ของ femininity เป็นสิ่งที่แวมไพร์ไม่มี และจริงๆ แล้วโหยหาเป็นอย่างมาก แวมไพร์จึงแพ้เงิน โดนเงินแล้วตายได้ เพราะเงินทำให้ความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง มันง่ายกว่ามากที่จะฆ่าคน ทำเรื่องชั่วๆ ถ้าไม่มีความรู้สึก แต่เมื่อใดก็ตามที่ “รู้สึก” ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ฯลฯ ก็จะประดังเข้ามา และยากที่จะทานทน  การฆ่าแวมไพร์ให้ตายด้วยอาวุธที่ทำจากเงิน หรือการตอกหัวใจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของแวมไพร์ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่จะขจัดด้านชั่วร้ายออกไป แต่มันก็จะมีตัวใหม่ผุดมาเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ดังนั้นจะดีกว่าหากจะสามารถเรียกคืน femininity กลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เรียกคืน ความรู้สึก ความเมตตา ความรัก ความห่วงใย กลับเข้ามา ดังนั้น เขาจึงรอคอยจะพบเธออีกครั้ง ไม่ว่า Vlad ในเรื่อง Dracula หรือ Edward ในเรื่อง Vampire Twilight ต่างก็รอคอย และโหยหาความรัก ความรู้สึก จากมนุษย์ผู้หญิงทั้งคู่

ถ้า Dracula เป็นด้านมืด ในจิตใจของเรา โหด ดุ ต้องการเอาชนะศัตรู at all cost ทำเรื่องไม่ดีได้โดยไม่แคร์ คุณคิดว่า บางครั้งบางคราวในชีวิตของคุณ เคยมี Dracula โผล่ออกมาบ้างหรือเปล่า? จะยอมให้มันดูดพลังชีวิตของคุณต่อไป จะดีเหรอ? แต่จะแกร่งแค่ไหน Dracula ก็พ่ายแพ้ต่อความรักนะ เพราะความรัก รักษาได้ทุกโรค ฉันขอสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า ที่คนมันบ้า คนมีปัญหา ที่สังคมวุ่นวาย โลกปั่นป่วน เพราะโลกนี้มีความรักไม่มากพอ มนุษย์ขาดความรัก ความรักจากพ่อแม่ ครอบครัว ความรักจากเพื่อน ความรักจากเพศตรงข้าม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักตัวเองอย่างที่เป็น ถ้าไม่สามารถเรียนรู้ที่จะรักตัวเองได้ คุณก็ได้สร้างปีศาจเอาไว้ในใจ รอจังหวะที่จะโผล่ออกมา และยากที่จะรู้เท่าทันตัวเองด้วย อ่ะนะ..Dracula ทั้งหลาย สิ่งเดียวที่คุณต้องการ คือความรัก All You Need is Love!

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

เดชนางพญาผมขาว 2014: หยิน หยาง 

WHW_1

Spoiler Alert!

เดชนางพญาผมขาวมีหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้ รู้สึกเฉยๆ อาจเพราะนางเอกไม่ค่อยร้าย และก็ไม่เห็นจะมีฉากที่ใช้ผมต่อสู้มากมายเหมือนเวอร์ชั่นเก่าๆ ซึ่งเป็นเหมือนท่าไม้ตายของนางพญาผมขาว ที่ใช้ผมฆ่าคน เป็นต้นแบบหนังผี ปีศาจมากมาย ผู้กำกับคงอยากเน้นความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละครแต่ละตัว ที่ต่างก็มีจุดประสงค์ของตัวเอง เน้นความรักมากกว่าฤทธิ์เดชของนางเอก อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่อง หยิน หยาง ซึ่งหนังเรื่องนี้เน้นตั้งแต่เปิดเรื่อง (ปลาทองในอ่าง) ก็เป็น material ที่น่าสนใจชวนให้คิดต่อได้

ตอนที่นางเอกบุกไปที่เรือนหอพระเอก แล้วอกหักเสียใจมาก ถูกด้านมืดเข้าครอบงำ (หยิน) พลังด้านนี้ถ้ามีมาก ก็จะเย็นเกิน สัญลักษณ์ผมขาวเหมือนหิมะ เหมือนคนชรา ไม่มีเรี่ยวแรง ถูกทหารทำร้าย  พระเอกช่วยกลับไป และพยายามจะไปหาดอกไม้วิเศษมารักษา ดอกไม้อาจเป็นตัวแทนของความรักก็เป็นได้ แต่ปรากฎว่า เด็ดดอกไม้นั่นมาไม่ได้ด้วยถูกพิษอะไรก็ไม่รู้ อาจเป็นอิทธิฤทธิ์ของหยินที่มากเกินไปแผ่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้น้ำในสระเป็นน้ำแข็ง และดอกไม้ถูกไอเย็นแล้วตายหรือถูกแช่แข็งไว้ ไม่ต่างจากตัวนางเอกเอง ประมาณว่า หยิน/หรือด้านมืด/femininity/หรือด้านเย็น แผ่พลังมืดและเย็นไปทั่วแล้ว และพาลทำให้พระเอกป่วยไปด้วย พอพระเอกที่ถูกหามกลับมาจูบนางเอกที่หมดสติ ไออุ่นจากพระเอก (หยาง ความร้อน แสงสว่าง masculinity)  นางเอกจึงฟื้น คืนสติ แต่ก็ไม่สามารถรักษานางเอกให้หายขาดจากการถูก หยินที่มากเกินไปครอบงำได้ ภาษาจอมยุทธ์เรียก ธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งหมายถึงกรณีฝึกวิทยายุทธ์ แล้วเกิดลมปราณแตกซ่าน สับสน ว้าวุ่น แล้วอาจเพี้ยน เป็นบ้า ป่วยหนัก พิกลพิการ กลายเป็นจอมมาร หรือตายได้ ถ้าเปรียบกับการฝึกฝนจิตใจ ก็คือถูกด้านมืดครอบงำ แล้วกลายเป็นคนไม่ดี คนบ้า เพราะจิตใจเสียสมดุล

การที่นางเอกจะฝึกวิชาไร้เดือนขั้นสุดยอด เพื่อเป็นยอดจอมยุทธหญิง แต่ต้องกลายเป็นนางมารร้าย ต้องไร้ความรัก ไร้ความรู้สึก หรือ ไร้หัวใจ ไร้เดือนในที่นี้อาจหมายถึงไร้ความโรแมนติก ถ้านางเอกคือเดือน ไร้เดือนก็คือไร้ตัวตน ถ้าตัดความรู้สึกหมดสิ้น จะมีพลังมากมาย จะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่เหลือความห่วงใย ความกังวล จะสู้รบก็ฉับไวไม่ลังเล อยากฆ่าใครก็ฆ่าเลย การไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ทำให้นางเอกเลวร้ายได้อย่างถึงที่สุด ไม่เหมือนตอนที่พยายามจะช่วยพระเอกที่ถูกจับเป็นตัวประกันแล้วแพ้ เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งทำร้ายพระเอก เลยต้องยอมจำนน ความรักความห่วงใย เป็นขั้วตรงข้ามของความโหดร้าย

WHW_4

แนวคิดเรื่องตัดความรู้สึกแล้วกลายเป็นปีศาจนี้พบเห็นผ่านตัวละครในหลายวัฒนธรรม อาทิ ทศกัณฐ์ ถอดดวงใจซ่อนไว้ในกล่อง จึงฆ่าไม่ตาย แต่ก็มีสภาพเป็นยักษ์ 10 เศียร 20 กร  Davy Jones แห่งเรือ Flying Dutchman ก็เช่นกัน ฝากดวงใจไว้ในกล่องซ่อนไว้ จึงมีพลังมาก และเป็นอมตะ แต่สภาพก็กลายเป็นปีศาจหน้าหนวด Dart Vader ก็ถูกด้านมืดครอบงำ กลายเป็นจอมวายร้ายแห่งจักรวาล ไร้เมตตา สภาพก็น่าเกลียด พิกลพิการ เสียผิวหนังเพราะถูกไฟคลอก ต้องใส่ชุดเกราะและเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา นางพญาผมขาวก็เช่นกัน กลายเป็นนางมารร้ายผมขาวโพลน ไร้ผู้เทียมทาน เพราะตัดความรัก ความรู้สึก ความทรงจำออกไปจากใจ เหลือแต่ความเย็นชาจึงมีผมสีขาวเป็นสัญลักษณ์ แต่นางเอกเวอร์ชันนี้ ดูพลังน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอยอมสละเพื่อให้ได้พลังนี้มา พระเอกพยายามจะฟื้นคืนสติเธอกลับมาให้ได้ สุดท้ายความรักก็ชนะ แต่ก็ตายกันหมด

ถ้าอยากเก่งมากๆ ไร้เทียมทาน ก็ต้องสลัดหัวใจออกไป เมื่อไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ไร้ความห่วงกังวล ก็จะไม่ลังเลไม่ยั้งคิด เลวบริสุทธิ์ อยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่แคร์! แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นปีศาจน่าเกลียด น่ากลัว และไม่มีความสุข ตัวละครเหล่านี้ จัดเป็น Archetypal หรือเป็นลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ก้าวข้ามจุดสมดุลของความเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งพลังอำนาจมืด แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะตายดีเลยซักราย การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมสินะ! แต่ว่าการตัดความรู้สึก ความคิด อย่างถูกต้องแท้จริง ควรเป็นภาวะ ‘Mushin’ หรือ no mind ซึ่งเป็นแนวทางของจอมยุทธ หรือ ซามูไรที่แท้จริง ภาวะที่ ไร้ความนึกคิด ปล่อยวางจากอารมณ์ ละแม้แต่ ego ของตัวเอง เพื่อต่อสู้ด้วยจิตที่ว่างเปล่า พลิ้วและพลิกแพลงตามสถาณการณ์ ไม่คิด ไม่วางแผน Flow แต่ไม่ได้กลายเป็นคนชั่วร้าย ส่วนตอนไม่สู้ ก็เป็นมนุษย์ที่มีความคิดความรู้สึกปกติได้ ไม่ต้องสูญเสียตัวตนไปตลอด เว้นเสียแต่ว่าอยากเป็นนักบวชนักพรต ที่มุ่งนิพพาน นางพญาผมขาวและอาจารย์เข้าใจภาวะ no mind ผิดไป ตัดออกไปทั้งหมดแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เลยกลายเป็นนางมาร ถ้ายังอยากเป็นมนุษย์ที่มีความสุข การบาลานซ์หยิน หยาง เป็นเรื่องจำเป็น

Photo credit: http://movie.kapook.com/เดชนางพญาผมขาว

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Star Trek: 2 ขั้วที่แตกต่าง (อัพเดทชื่อใหม่)

Screen shot 2013-11-27 at 4.53.36 PM

ภาพจาก imdb.com 

Spoiler Alert!

Note: เราวิเคราะห์โดยไม่เน้นการไปเสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติม พยายามรู้ให้น้อยที่สุด เพื่อกันการไปหยิบยืมความคิดคนอื่นมาใช้โดยไม่รู้ตัว มีแค่ดูภาพยนตร์ แล้วใช้ใจ ณ เวลานั้น สะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกออกมา นี่เป็นแนวทางของเรา

* งานเขียนนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลและเป็นงาน original ถ้าสนใจเอาไปแปะที่อื่นกรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ
ประเด็นที่น่าสนใจจากเรื่อง Star Trek นั่นคือ characters ของ Spock กับ Captain Kirk ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของตัวละครทั้งสองที่เป็นเหมือนสนามพลังดึงดูดผู้ชมให้ติดกับ แกว่งไปขวาทีตามตรรกะอันไร้ที่ติของ Spock แกว่งไปซ้ายทีตามความไร้เหตุผล แต่น่าหลงไหลในแบบของ Kirk ทั้งเรื่องแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำงานบนความแตกต่าง จนกลายเป็นทีมเวิร์คที่สุดยอด

Spock เป็นชาว Vulcan ตามตำนานโรมัน วัลแคนคือเทพแห่งไฟ และภูเขาไฟ (Volcano) ในแง่เปรียบเปรย ไฟให้ทั้งแสงและพลังงาน แต่ก็เผาผลาญทุกสิ่งได้เช่นกัน ถ้าเปรียบไฟคืออารมณ์ การควบคุมอารมณ์ โดยใช้แต่ตรรกะ ก็อาจใกล้เคียงกับที่ Spock และชาววัลแคนปฏิญาณตน ให้ตรรกะอยู่เหนืออารมณ์ อันที่จริงเทพวัลแคนนั้น โรมันไปก๊อปมาจาก เทพ Hephaestus ของกรีก ซึ่งเป็นเทพแห่งศาสตราวุธ เทพแห่งไฟ และการช่าง

การที่ Spock เป็นลูกครึ่ง วัลแคนและมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นคนพิเศษ เพราะตามเนื้อเรื่อง ดูเหมือนว่า มนุษย์จะเป็นพวกที่มีอารมณ์และความรู้สึก และสามารถทำอะไรๆ โดยไม่ follow ตรรกะเสมอไป (ซึ่งวัลแคนมองว่าโง่เขลา) ผสานความแตกต่างของสองเผ่าไว้ในตัว ความพิเศษอันนี้ ก็ปูแคแรกเตอร์ ตามสไตล์ Hero Profile ทั่วไป คือคนที่มีความพิเศษ แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ วัยเด็กถูกแกล้ง โดนดูถูก เป็นพวกมีปมแต่ใฝ่ดี

ทำไมม้าเต่อ?  เราว่า ทรงผมของ Spock คล้ายๆ ทรงผมของบาทหลวงยุโรปในสมัยก่อน ก็พระนั่นแหละ อาจเป็นทรงผมที่ make sense ที่สุด ไม่ต้องจัดทรง ไม่เกะกะ ไม่แคร์เรื่องความงดงาม แต่ก็ไม่เกรียนจนหนาว (อ่ะนะ คิดเองเออเอง)

Screen shot 2013-11-27 at 4.54.20 PM

ภาพจาก imdb.com
Kirk ก็พิเศษ แต่ไม่เท่า Spock เขาคลอดช่วงคับขันขณะที่อยู่นอกโลก ราวกับว่าชีวิตถูกลิขิตให้ผจญภัยในอวกาศ Kirk ไอคิวสูงมาก มีพ่อเป็นวีรบุรุษเลยต้องกำพร้าพ่อ [ภาคแรก The Future Begins พ่อพระเอก (Thor) ตายเพราะชาว Romulan ชื่อ Nero เพราะสละชีพช่วยคนบนยานให้รอดชีวิต (ตามประวัติศาสตร์ Nero เป็นชื่อเดียวกับกษัตริย์เสียสติคนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน จะเห็นว่าตัวละครอ้างอิงประวัติศาสตร์และตำนานโรมัน)]

Kirk น้อยนั้นเกเร บ้าบิ่น ทำอะไรตามใจอยาก improvise ไปตามสถานการณ์ และตัดสินใจด้วยกึ๋นและความรู้สึก เขาเลือกที่จะช่วยเพื่อน ทั้งๆ ที่ตามตรรกะแล้วไม่น่ามีทางรอด แต่ก็รอดมาได้ทุกทีไป Kirk เป็นกบฎตัวพ่อ คาดเดายาก พลิกแพลงไปตามสถานการณ์ จะบอกว่าบุคลิกของ Kirk นั้นไร้ความคิด งั้นหรือ? ก็ไม่ใช่ มันก็คือวิธิคิดแบบหนึ่ง แบบKirk Kirk ซึ่งเราจะเรียกว่า เป็นตรรกะของหัวใจ (คำมันเสี่ยวจริงๆ แต่ตรงประเด็นสุดๆ) ทำตามสัญชาตญาณและความรู้สึก

โลกนี้ไม่ได้มีวิธีคิดแค่เพียง การใช้ ตรรกะ เหตุและผล เหตุและผล เท่านั้น การใช้ความรู้สึกชั่งใจและตัดสิน ก็เป็นตรรกะอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ด้อยกว่า logic แต่อย่างใด แต่การที่คนเราจะสุดโต่งไปแค่ทางใดทางหนึ่ง แบบ Spock ไปเลย หรือแบบ Kirk ไปเลย มันก็อาจจะเรือล่มได้ จะเห็นว่าตลอดทั้งเรื่อง (ทั้งสองภาค) ทั้งสองเรียนรู้วิถีที่แตกต่างของกันและกัน และทำงานเป็นทีมกันได้เข้าขามากขึ้น Spock เริ่มแสดงความรู้สึก และ Kirk ก็เรียนรู้วิถีคิดแบบ Spock ความสุดโต่งของแต่ละคนลดลง ยอมรับและเข้าใจขั้วตรงข้ามมากขึ้น และค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น การผจญภัยในอวกาศก็ดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน

หนังของ J.J. Abrams นั้นมักจะวนเวียนอยู่กับการถูกตรึงกางเขน crucified ระหว่างขั้วของความคิดและความรู้สึก นอกเหนือจาก Star Trek แล้ว ใน TV Series เรื่อง Fringe ก็มีธีมนี้ซุกอยู่ จะชัดมากตอนภาคสุดท้าย  คิดว่า J.J. Abrams (และทีมเขียนบท) อาจเป็นคนที่ประสบภาวะ Spock เข้าสิง มนุษย์ที่ทำตามความคิด แต่ไม่ทำตามหัวใจ

ว่าแต่คุณเป็น Spock type หรือ Kirk type ล่ะ?

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.