ภาพยนตร์

Eventเปิดตัวหนังสือเข้าใจหนังเข้าใจจิต 6/8/16

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://goo.gl/IECQvE

IMG_2933.JPG.jpeg

https://www.facebook.com/events/156355048104730/

Deepfilm ในนิตยสาร

 

สัมภาษณ์ลง นิตยสาร Starpics ปก Star Trek

No. 867 

July, 2016

Star1 .jpg

Star2 .jpg

ลงบทความเรื่อง “ฮีโร่ผู้มีแผล กับวายร้ายผู้มีปม” ในนิตยสาร Bioscope ปก Sing Street

Issue. 173

 June, 2016

Bio1.jpg

Bio2 .jpg

Chocolat หนังที่สื่อสารเรื่องด้านมืดได้หวานที่สุด

chocolat.jpg

เพิ่งได้ดูเรื่อง Chocolate (2000) อีกครั้งเมื่อวานทาง True Film รู้สึกดี เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่พูดถึงด้านมืด ในมุมน่ารักๆ ต่างจากเรื่องอื่นๆ เพราะด้านมืดในที่นี้ คือนางเอกของเรื่อง เธอเป็นทุกอย่างที่คนในหมู่บ้านคาธอลิกเล็กๆ ไม่กล้าเป็น (เพิ่มเติม…)

แปลกหรือที่ Amy Winehouse ทำลายตัวเอง?

Screen Shot 2558-08-29 at 21.44.54

* บทวิเคราะห์นี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล อิงข้อมูลตามสารคดีเรื่อง AMY

ศิลปินอินเตอร์ที่ดังมาก แล้วมีพฤติกรรมทำลายตัวเองจนตายก่อนวัยอันควรมีอยู่หลายคน เช่น Jimi Hendrix, Karen Carpenter, Kurt Cobain, Amy Winehouse  มันเป็นแฟชั่น พฤติกรรมเลียนแบบ ถูกฆาตรกรรมด้วยสื่อมวลชน หรือผลผลิตของครอบครัวไม่สมประกอบ? หลังจากดูสารคดีชีวิตของ Amy Winehouse ก็หยุดคิดไม่ได้ แต่พอมองดูให้ดี จะพบว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นรอบๆ ตัว มันอยู่ใกล้กว่าที่เราคิด สิ่งที่เรียกว่า Self-Destructive Behavior

มิตรรักแฟนเพลงของเอมี่ คงอดไม่ได้ที่จะกล่าวโทษสื่อมวลชนและปาปารัซซี่ที่ทั้งประณาม ทั้งก่อกวนเธอ หนักกว่าสมัยที่ด่า Karen วง The Carpenters ว่าอ้วนน่าเกลียด แคเรนจึงลดความอ้วนจนเสียชีวิต สื่อมวลชนใจร้ายและโหดขึ้นเรื่อยๆ เพราะอะไร? เพราะยิ่งแรง ยิ่งฉาว คนยิ่งซื้อ ยิ่งติดตาม สื่อป้อนประชาชน ประชาชนป้อนสื่อ วนๆ

(เพิ่มเติม…)

ไม่วิเคราะห์ Into the Woods แต่จะวิเคราะห์คนพูดมากในโรงหนัง

แด่ทุกคนที่รักการชมภาพยนตร์และเซ็งมนุษย์ที่ชอบพูดในโรง

Screen Shot 2558-01-16 at 12.29.03

การดูหนังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน แต่ระยะหลังๆ ช่วง 2 ปีมานี้ ฉันพบเจอคนพูดกันในโรงหนังค่อนข้างบ่อย และทุกครั้งฉันจะหันไปบอกว่ากรุณาเงียบเสียงด้วยค่ะ ซึ่งได้ผลเสมอ ดีกรีความเข้มข้นของการเตือนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ จะสุภาพเสมอ เมื่อก่อนอาจจะเจอแค่ปีละ 2 หน แต่เดี๋ยวนี้มีอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงหลังๆ เจอบ่อยมากและเซ็งกับพฤติกรรมมนุษย์ที่ดูจะเสื่อมทรามลง คนที่พูดมากมักมาเป็นคู่ ส่วนใหญ่เป็นเด็กมหาวิทยาลัย ไปจนถึงวัยทำงาน อายุไม่เกิน 30 ปี ที่แปลกคือ เด็กที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ กลับสุภาพกว่าในโรงภาพยนตร์ (หรือไม่ ก็ยังไม่เคยเจอแก๊งแว้น) เมื่อวานเจอหนัก มี 2 คู่ขนาบซ้าย-ขวา เข้ามาพูดมากในโรงหนัง  DeepFilm ดุใส่ ก็ยังดีที่ยอมเงียบเสียงลง รายละเอียดเรื่อง Into The Woods เลยไม่ได้มาเท่าไหร่ ได้แต่รายละเอียดของมนุษย์ที่ชอบพูดในโรง ดังนั้นโพสท์นี้จะขอวิเคราะห์พฤติกรรมการพูดในโรงหนังแก้เซ็ง (เพิ่มเติม…)

Dracula Untold: All You Need is Love

119825_gal

Spoiler Alert!

ถ้าดู Dracula เวอร์ชันนี้ แล้วดูเวอร์ชันของ Bram Stoker ที่ Winona Ryder เล่นเป็น Mina แถมยังมี Keanu Reeves ตอนใสๆ ร่วมแสดงด้วย เรื่องราวก็จะวนครบลูปพอดี ดูท่าเรื่องนี้จะมีภาค 2 ต่อ น่าแปลกที่แวมไพร์ มักถูกจับมาเป็นตัวเอกในหนังรักโรแมนติก ไม่ว่าจะ Dracula หรือ Vampire Twilight  ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่า การเป็นแวมไพร์มันต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรัก จะเกี่ยวกันอย่างไร มาดูกัน

การเป็นแวมไพร์คืออะไร แวมไพร์จะมีความสามารถเหนือมนุษย์ แปลงร่างเป็นค้างคาวได้ กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ดุร้าย พลังมาก ความเป็นมนุษย์และจิตสำนึกแบบมนุษย์ตายไป ความเป็นสัตว์ และความชั่วร้ายเข้ามาแทนที่ (พูดถึงแวมไพร์ทั่วๆ ไป) แต่ Dracula เวอร์ชันนี้ ยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง รู้จักรักลูกรักเมีย

เพราะความดุร้าย และต้องการพลังอำนาจ ต้องการชนะสงคราม จนยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้ ภรรยาต้องตาย ด้าน masculine แรงเกิน กร้าวเกิน ด้าน feminine ที่เต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยน อ่อนพลัง และตาย และดังนั้น เขาจึงต้องกลายเป็นปีศาจ ดื่มกินเลือดมนุษย์ กินเลือดภรรยาตนเอง เขาคือคนที่ฆ่าเธอเอง แลกกับพลังอำนาจ ที่คิดว่าจะใช้เพื่อปกป้อง เพื่อช่วยเด็กคนเดียว เพราะเด็กคนนี้คือ ความหวัง

ทำไมต้องดื่มเลือด เพราะเลือดคือพลังชีวิต แวมไพร์ไร้ความเป็นมนุษย์ เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีแต่ร่างไร้วิญญาณ จะอยู่เป็นอมตะได้จึงต้องดื่มพลังชีวิตจากมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนค้างคาวดูดเลือด สัตว์ที่อยู่อาศัยในที่มืด และดูดกินเลือดจากสัตว์อื่นประทังชีวิต ดังนั้นแวมไพร์ ก็อาจเปรียบได้กับ ด้านที่เป็นปีศาจที่ซ่อนแอบอยู่ในมุมมืดของจิตใจมนุษย์ ด้านที่มีพลังมาก แต่ชั่วร้าย ไร้หัวใจ ไร้ปราณี และคอยดูดกินพลังชีวิตด้านบวกจากมนุษย์ หรือจากด้าน positive อื่นๆ ในจิตใจของเรา และมักโผล่มาในฝัน เป็นแวมไพร์หล่อๆ หรือเอ็กซ์ๆ ยั่วยวนน่าหลงไหล มันก็คือส่วนหนึ่งของเราที่ยังไม่ได้รับการเข้าใจมากพอ

เวลาโดนแสง แวมไพร์จะไหม้ และตาย เพราะมันกลัวแสงสว่างแห่งจิตใจ หรือจิตสำนึก ที่เจิดจ้าและร้อนแรงดุจแสงตะวัน

Screen Shot 2557-10-29 at 16.30.37

เงิน (silver) เป็นโลหะสูงค่า แต่เงินต่างจากทอง ทองอาจแพงกว่า แต่ว่าจะให้ความรู้สึก ร้อนแรง ในขณะที่เงินนั้นจะให้แสงนวลเย็นกว่า อ่อนโยน subtle กว่า จึงมักเปรียบเงินกับแสงจันทร์ เปรียบกับความอ่อนโยน นุ่มนวล เมตตา หรือเป็นสัญลักษณ์ของ femininity ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่มีได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย การที่พระเอกกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว เพราะเมียตาย ก็หมายถึงด้าน ที่เป็นตัวแทน femininity ความรัก ความเมตตา ความอ่อนโยน ความรู้สึก ได้ตายจากไป จึงต้องกลายเป็นปีศาจนั่นเอง และเมื่อใดก็ตามที่ถูกอาวุธที่ทำจากเงิน หรือสัมผัสโดนเงิน ก็จะไหม้ เจ็บปวด และตายได้ เพราะเงิน สัญลักษณ์ของ femininity เป็นสิ่งที่แวมไพร์ไม่มี และจริงๆ แล้วโหยหาเป็นอย่างมาก แวมไพร์จึงแพ้เงิน โดนเงินแล้วตายได้ เพราะเงินทำให้ความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง มันง่ายกว่ามากที่จะฆ่าคน ทำเรื่องชั่วๆ ถ้าไม่มีความรู้สึก แต่เมื่อใดก็ตามที่ “รู้สึก” ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ฯลฯ ก็จะประดังเข้ามา และยากที่จะทานทน  การฆ่าแวมไพร์ให้ตายด้วยอาวุธที่ทำจากเงิน หรือการตอกหัวใจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของแวมไพร์ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่จะขจัดด้านชั่วร้ายออกไป แต่มันก็จะมีตัวใหม่ผุดมาเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ดังนั้นจะดีกว่าหากจะสามารถเรียกคืน femininity กลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เรียกคืน ความรู้สึก ความเมตตา ความรัก ความห่วงใย กลับเข้ามา ดังนั้น เขาจึงรอคอยจะพบเธออีกครั้ง ไม่ว่า Vlad ในเรื่อง Dracula หรือ Edward ในเรื่อง Vampire Twilight ต่างก็รอคอย และโหยหาความรัก ความรู้สึก จากมนุษย์ผู้หญิงทั้งคู่

ถ้า Dracula เป็นด้านมืด ในจิตใจของเรา โหด ดุ ต้องการเอาชนะศัตรู at all cost ทำเรื่องไม่ดีได้โดยไม่แคร์ คุณคิดว่า บางครั้งบางคราวในชีวิตของคุณ เคยมี Dracula โผล่ออกมาบ้างหรือเปล่า? จะยอมให้มันดูดพลังชีวิตของคุณต่อไป จะดีเหรอ? แต่จะแกร่งแค่ไหน Dracula ก็พ่ายแพ้ต่อความรักนะ เพราะความรัก รักษาได้ทุกโรค ฉันขอสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า ที่คนมันบ้า คนมีปัญหา ที่สังคมวุ่นวาย โลกปั่นป่วน เพราะโลกนี้มีความรักไม่มากพอ มนุษย์ขาดความรัก ความรักจากพ่อแม่ ครอบครัว ความรักจากเพื่อน ความรักจากเพศตรงข้าม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักตัวเองอย่างที่เป็น ถ้าไม่สามารถเรียนรู้ที่จะรักตัวเองได้ คุณก็ได้สร้างปีศาจเอาไว้ในใจ รอจังหวะที่จะโผล่ออกมา และยากที่จะรู้เท่าทันตัวเองด้วย อ่ะนะ..Dracula ทั้งหลาย สิ่งเดียวที่คุณต้องการ คือความรัก All You Need is Love!

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

เดชนางพญาผมขาว 2014: หยิน หยาง 

WHW_1

Spoiler Alert!

เดชนางพญาผมขาวมีหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้ รู้สึกเฉยๆ อาจเพราะนางเอกไม่ค่อยร้าย และก็ไม่เห็นจะมีฉากที่ใช้ผมต่อสู้มากมายเหมือนเวอร์ชั่นเก่าๆ ซึ่งเป็นเหมือนท่าไม้ตายของนางพญาผมขาว ที่ใช้ผมฆ่าคน เป็นต้นแบบหนังผี ปีศาจมากมาย ผู้กำกับคงอยากเน้นความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละครแต่ละตัว ที่ต่างก็มีจุดประสงค์ของตัวเอง เน้นความรักมากกว่าฤทธิ์เดชของนางเอก อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่อง หยิน หยาง ซึ่งหนังเรื่องนี้เน้นตั้งแต่เปิดเรื่อง (ปลาทองในอ่าง) ก็เป็น material ที่น่าสนใจชวนให้คิดต่อได้

ตอนที่นางเอกบุกไปที่เรือนหอพระเอก แล้วอกหักเสียใจมาก ถูกด้านมืดเข้าครอบงำ (หยิน) พลังด้านนี้ถ้ามีมาก ก็จะเย็นเกิน สัญลักษณ์ผมขาวเหมือนหิมะ เหมือนคนชรา ไม่มีเรี่ยวแรง ถูกทหารทำร้าย  พระเอกช่วยกลับไป และพยายามจะไปหาดอกไม้วิเศษมารักษา ดอกไม้อาจเป็นตัวแทนของความรักก็เป็นได้ แต่ปรากฎว่า เด็ดดอกไม้นั่นมาไม่ได้ด้วยถูกพิษอะไรก็ไม่รู้ อาจเป็นอิทธิฤทธิ์ของหยินที่มากเกินไปแผ่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้น้ำในสระเป็นน้ำแข็ง และดอกไม้ถูกไอเย็นแล้วตายหรือถูกแช่แข็งไว้ ไม่ต่างจากตัวนางเอกเอง ประมาณว่า หยิน/หรือด้านมืด/femininity/หรือด้านเย็น แผ่พลังมืดและเย็นไปทั่วแล้ว และพาลทำให้พระเอกป่วยไปด้วย พอพระเอกที่ถูกหามกลับมาจูบนางเอกที่หมดสติ ไออุ่นจากพระเอก (หยาง ความร้อน แสงสว่าง masculinity)  นางเอกจึงฟื้น คืนสติ แต่ก็ไม่สามารถรักษานางเอกให้หายขาดจากการถูก หยินที่มากเกินไปครอบงำได้ ภาษาจอมยุทธ์เรียก ธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งหมายถึงกรณีฝึกวิทยายุทธ์ แล้วเกิดลมปราณแตกซ่าน สับสน ว้าวุ่น แล้วอาจเพี้ยน เป็นบ้า ป่วยหนัก พิกลพิการ กลายเป็นจอมมาร หรือตายได้ ถ้าเปรียบกับการฝึกฝนจิตใจ ก็คือถูกด้านมืดครอบงำ แล้วกลายเป็นคนไม่ดี คนบ้า เพราะจิตใจเสียสมดุล

การที่นางเอกจะฝึกวิชาไร้เดือนขั้นสุดยอด เพื่อเป็นยอดจอมยุทธหญิง แต่ต้องกลายเป็นนางมารร้าย ต้องไร้ความรัก ไร้ความรู้สึก หรือ ไร้หัวใจ ไร้เดือนในที่นี้อาจหมายถึงไร้ความโรแมนติก ถ้านางเอกคือเดือน ไร้เดือนก็คือไร้ตัวตน ถ้าตัดความรู้สึกหมดสิ้น จะมีพลังมากมาย จะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่เหลือความห่วงใย ความกังวล จะสู้รบก็ฉับไวไม่ลังเล อยากฆ่าใครก็ฆ่าเลย การไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ทำให้นางเอกเลวร้ายได้อย่างถึงที่สุด ไม่เหมือนตอนที่พยายามจะช่วยพระเอกที่ถูกจับเป็นตัวประกันแล้วแพ้ เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งทำร้ายพระเอก เลยต้องยอมจำนน ความรักความห่วงใย เป็นขั้วตรงข้ามของความโหดร้าย

WHW_4

แนวคิดเรื่องตัดความรู้สึกแล้วกลายเป็นปีศาจนี้พบเห็นผ่านตัวละครในหลายวัฒนธรรม อาทิ ทศกัณฐ์ ถอดดวงใจซ่อนไว้ในกล่อง จึงฆ่าไม่ตาย แต่ก็มีสภาพเป็นยักษ์ 10 เศียร 20 กร  Davy Jones แห่งเรือ Flying Dutchman ก็เช่นกัน ฝากดวงใจไว้ในกล่องซ่อนไว้ จึงมีพลังมาก และเป็นอมตะ แต่สภาพก็กลายเป็นปีศาจหน้าหนวด Dart Vader ก็ถูกด้านมืดครอบงำ กลายเป็นจอมวายร้ายแห่งจักรวาล ไร้เมตตา สภาพก็น่าเกลียด พิกลพิการ เสียผิวหนังเพราะถูกไฟคลอก ต้องใส่ชุดเกราะและเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา นางพญาผมขาวก็เช่นกัน กลายเป็นนางมารร้ายผมขาวโพลน ไร้ผู้เทียมทาน เพราะตัดความรัก ความรู้สึก ความทรงจำออกไปจากใจ เหลือแต่ความเย็นชาจึงมีผมสีขาวเป็นสัญลักษณ์ แต่นางเอกเวอร์ชันนี้ ดูพลังน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอยอมสละเพื่อให้ได้พลังนี้มา พระเอกพยายามจะฟื้นคืนสติเธอกลับมาให้ได้ สุดท้ายความรักก็ชนะ แต่ก็ตายกันหมด

ถ้าอยากเก่งมากๆ ไร้เทียมทาน ก็ต้องสลัดหัวใจออกไป เมื่อไร้ความรู้สึก ไร้ความทรงจำ ไร้ความห่วงกังวล ก็จะไม่ลังเลไม่ยั้งคิด เลวบริสุทธิ์ อยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่แคร์! แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นปีศาจน่าเกลียด น่ากลัว และไม่มีความสุข ตัวละครเหล่านี้ จัดเป็น Archetypal หรือเป็นลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ก้าวข้ามจุดสมดุลของความเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งพลังอำนาจมืด แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะตายดีเลยซักราย การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมสินะ! แต่ว่าการตัดความรู้สึก ความคิด อย่างถูกต้องแท้จริง ควรเป็นภาวะ ‘Mushin’ หรือ no mind ซึ่งเป็นแนวทางของจอมยุทธ หรือ ซามูไรที่แท้จริง ภาวะที่ ไร้ความนึกคิด ปล่อยวางจากอารมณ์ ละแม้แต่ ego ของตัวเอง เพื่อต่อสู้ด้วยจิตที่ว่างเปล่า พลิ้วและพลิกแพลงตามสถาณการณ์ ไม่คิด ไม่วางแผน Flow แต่ไม่ได้กลายเป็นคนชั่วร้าย ส่วนตอนไม่สู้ ก็เป็นมนุษย์ที่มีความคิดความรู้สึกปกติได้ ไม่ต้องสูญเสียตัวตนไปตลอด เว้นเสียแต่ว่าอยากเป็นนักบวชนักพรต ที่มุ่งนิพพาน นางพญาผมขาวและอาจารย์เข้าใจภาวะ no mind ผิดไป ตัดออกไปทั้งหมดแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เลยกลายเป็นนางมาร ถ้ายังอยากเป็นมนุษย์ที่มีความสุข การบาลานซ์หยิน หยาง เป็นเรื่องจำเป็น

Photo credit: http://movie.kapook.com/เดชนางพญาผมขาว

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

How to Train Your Dragon 2 ฝึกมังกรในตัวคุณ

“เกิด error เลยต้องโพสท์ใหม่อีกรอบ ลิงก์เดิมน่าจะหายไปแล้ว”

Spoiler Alert!
Screen Shot 2557-06-10 at 8.18.30 PM
Photo credit: IMDB
มังกรขึ้นชื่อเรื่องความน่าเกรงขาม พ่นไฟได้ เดินบกได้ บินบนฟ้าได้ แถมในเรื่องนี้ยังว่ายน้ำได้อีก มังกรมีพละกำลังมหาศาลและความสามารถหลากหลายจนน่ากลัว (ในเรื่องน้ีไม่เน้นเรื่อง wisdom ของมังกร) ถ้าเปรียบมังกรเป็นสัญชาติญาณของเราล่ะ แล้วถ้าเราคุมไม่อยู่ มันก็ออกมาเพ่นพ่านเที่ยวอาละวาด เผาผลาญทุกสิ่ง จิกทำร้ายผู้คน สร้างความเดือดร้อนได้ ดังนั้น จึงต้องฝึกฝนมังกร ทำให้มันเชื่อง และเป็นมิตรที่ดีกับเรา จึงเป็นที่มาของชื่อ Dragon Master นายแห่งมังกร นายแห่งมังกร ก็คือนายแห่งสัญชาติญาณดิบเถื่อนของตัวเราเอง

การฝึกฝนเริ่มด้วยการเจอมังกรของเรา แต่แทนที่จะต่อต้านพยายามฆ่ามัน เหมือนที่พ่อของ Hiccup ทำตอนหนุ่มๆ (ฆ่ายังงัยก็ไม่ตายหรอก เพราะมันก็คือเรา) ให้ลองพยายามมองมันในแง่บวก เหมือนที่แม่และ Hiccup ทำ ผูกมิตรกับมัน ไม่ต่อต้านแต่ทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน ให้ความรักเมตตา ให้เวลากับมัน สุดท้ายก็เป็นคู่หูกัน และก็ได้หยิบยืมเอาพลังงานอันมหาศาลและความสามารถของมังกร (ภายใน) มาใช้ประโยชน์ ไฟสามารถผลาญทำลายทุกสิ่งได้ แต่ก็ให้แสงสว่าง ความอบอุ่น ทำอาหาร และเป็นจุดเร่ิมต้นของ creativity ต่างๆ มันขึ้นอยู่กับเรา (ผู้คุมมังกร) ว่าเราจะนำพลังไปใช้ทางไหน

มังกรตัวเจ้านาย  Alpha? (ถ้าฟังไม่ผิดนะ) หรือตัวเริ่มต้น ซึ่งมีสองตัว ขาว-ดำ น่าจะเทียบได้กับ จิตใจส่วนที่เป็นสัญชาตญาณinstinct ที่ผ่านการฝึกฝนจนเยือกเย็น แทนที่จะพ่นไฟ คราวนี้พ่นน้ำแข็งแทน และมีพลังอำนาจมากที่สุด สามารถสั่งการมังกรตัวอื่นๆ ให้ทำตามได้ ตัวที่ดีอาจหมายถึงความเยือกเย็น ซึ่งมีแม่ของพระเอกอยู่ด้วย (positive feminine side) ไม่ได้แสดงท่าทีว่าเป็นเจ้านาย แต่เคารพกัน ส่วนตัวร้ายนั้นอาจเป็นความเย็นชาไร้ปราณี ซึ่งมี Drago (negative masculine side) ผู้ชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมอีกที ทั้งสองเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

Screen Shot 2557-06-12 at 1.04.23 PM

Photo credit: IMDB

แม่ของ Hiccup สอนว่า ถึงแม้ว่า เจ้า Toothless เขี้ยวกุดของ Hiccup จะเป็นมังกรที่ดีแต่ถ้าอยู่ใต้การบงการของ นายที่เลว ก็อาจทำเรื่องเลวๆ ได้ เช่น Toothless ถูกมังกรร้ายบงการให้ฆ่า Hiccup แต่พลาดไปฆ่าพ่อเขาแทน อันนี้ขอขยายความผ่านตัวอย่างว่า…ไม่ต่างจากทหารที่เป็นคนดีแต่ถูกแม่ทับสั่งให้ฆ่าศัตรูซึ่งก็อาจเป็นคนดีเหมือนกัน

มังกรยักษ์นั้น ร้ายกาจเพราะไปฝักใฝ่คนชั่ว (Drago) ที่บ้าอำนาจ ไร้ความปราณีและต้องการควบคุมผู้อื่น การจะปราบความชั่วร้ายนี้ ก่อนอื่นต้องเรียกสติกลับมาก่อน ต้องใช้ทีมเวิร์คและความกล้าหาญ Toothless ตัวเล็กกว่ามากแต่ก็กล้าเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย ใช้ไฟแห่งความกล้าและความรักที่อยากจะปกป้องเผาผลาญความเย็นชาไร้ปราณีจนพ่ายแพ้ไป แล้วความสงบสุขก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร

 

เรื่องต่อไปที่จะเขียนอย่างแน่นอนคือ Maleficent

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Star Trek: 2 ขั้วที่แตกต่าง (อัพเดทชื่อใหม่)

Screen shot 2013-11-27 at 4.53.36 PM

ภาพจาก imdb.com 

Spoiler Alert!

Note: เราวิเคราะห์โดยไม่เน้นการไปเสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติม พยายามรู้ให้น้อยที่สุด เพื่อกันการไปหยิบยืมความคิดคนอื่นมาใช้โดยไม่รู้ตัว มีแค่ดูภาพยนตร์ แล้วใช้ใจ ณ เวลานั้น สะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกออกมา นี่เป็นแนวทางของเรา

* งานเขียนนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลและเป็นงาน original ถ้าสนใจเอาไปแปะที่อื่นกรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ
ประเด็นที่น่าสนใจจากเรื่อง Star Trek นั่นคือ characters ของ Spock กับ Captain Kirk ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของตัวละครทั้งสองที่เป็นเหมือนสนามพลังดึงดูดผู้ชมให้ติดกับ แกว่งไปขวาทีตามตรรกะอันไร้ที่ติของ Spock แกว่งไปซ้ายทีตามความไร้เหตุผล แต่น่าหลงไหลในแบบของ Kirk ทั้งเรื่องแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำงานบนความแตกต่าง จนกลายเป็นทีมเวิร์คที่สุดยอด

Spock เป็นชาว Vulcan ตามตำนานโรมัน วัลแคนคือเทพแห่งไฟ และภูเขาไฟ (Volcano) ในแง่เปรียบเปรย ไฟให้ทั้งแสงและพลังงาน แต่ก็เผาผลาญทุกสิ่งได้เช่นกัน ถ้าเปรียบไฟคืออารมณ์ การควบคุมอารมณ์ โดยใช้แต่ตรรกะ ก็อาจใกล้เคียงกับที่ Spock และชาววัลแคนปฏิญาณตน ให้ตรรกะอยู่เหนืออารมณ์ อันที่จริงเทพวัลแคนนั้น โรมันไปก๊อปมาจาก เทพ Hephaestus ของกรีก ซึ่งเป็นเทพแห่งศาสตราวุธ เทพแห่งไฟ และการช่าง

การที่ Spock เป็นลูกครึ่ง วัลแคนและมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นคนพิเศษ เพราะตามเนื้อเรื่อง ดูเหมือนว่า มนุษย์จะเป็นพวกที่มีอารมณ์และความรู้สึก และสามารถทำอะไรๆ โดยไม่ follow ตรรกะเสมอไป (ซึ่งวัลแคนมองว่าโง่เขลา) ผสานความแตกต่างของสองเผ่าไว้ในตัว ความพิเศษอันนี้ ก็ปูแคแรกเตอร์ ตามสไตล์ Hero Profile ทั่วไป คือคนที่มีความพิเศษ แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ วัยเด็กถูกแกล้ง โดนดูถูก เป็นพวกมีปมแต่ใฝ่ดี

ทำไมม้าเต่อ?  เราว่า ทรงผมของ Spock คล้ายๆ ทรงผมของบาทหลวงยุโรปในสมัยก่อน ก็พระนั่นแหละ อาจเป็นทรงผมที่ make sense ที่สุด ไม่ต้องจัดทรง ไม่เกะกะ ไม่แคร์เรื่องความงดงาม แต่ก็ไม่เกรียนจนหนาว (อ่ะนะ คิดเองเออเอง)

Screen shot 2013-11-27 at 4.54.20 PM

ภาพจาก imdb.com
Kirk ก็พิเศษ แต่ไม่เท่า Spock เขาคลอดช่วงคับขันขณะที่อยู่นอกโลก ราวกับว่าชีวิตถูกลิขิตให้ผจญภัยในอวกาศ Kirk ไอคิวสูงมาก มีพ่อเป็นวีรบุรุษเลยต้องกำพร้าพ่อ [ภาคแรก The Future Begins พ่อพระเอก (Thor) ตายเพราะชาว Romulan ชื่อ Nero เพราะสละชีพช่วยคนบนยานให้รอดชีวิต (ตามประวัติศาสตร์ Nero เป็นชื่อเดียวกับกษัตริย์เสียสติคนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน จะเห็นว่าตัวละครอ้างอิงประวัติศาสตร์และตำนานโรมัน)]

Kirk น้อยนั้นเกเร บ้าบิ่น ทำอะไรตามใจอยาก improvise ไปตามสถานการณ์ และตัดสินใจด้วยกึ๋นและความรู้สึก เขาเลือกที่จะช่วยเพื่อน ทั้งๆ ที่ตามตรรกะแล้วไม่น่ามีทางรอด แต่ก็รอดมาได้ทุกทีไป Kirk เป็นกบฎตัวพ่อ คาดเดายาก พลิกแพลงไปตามสถานการณ์ จะบอกว่าบุคลิกของ Kirk นั้นไร้ความคิด งั้นหรือ? ก็ไม่ใช่ มันก็คือวิธิคิดแบบหนึ่ง แบบKirk Kirk ซึ่งเราจะเรียกว่า เป็นตรรกะของหัวใจ (คำมันเสี่ยวจริงๆ แต่ตรงประเด็นสุดๆ) ทำตามสัญชาตญาณและความรู้สึก

โลกนี้ไม่ได้มีวิธีคิดแค่เพียง การใช้ ตรรกะ เหตุและผล เหตุและผล เท่านั้น การใช้ความรู้สึกชั่งใจและตัดสิน ก็เป็นตรรกะอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ด้อยกว่า logic แต่อย่างใด แต่การที่คนเราจะสุดโต่งไปแค่ทางใดทางหนึ่ง แบบ Spock ไปเลย หรือแบบ Kirk ไปเลย มันก็อาจจะเรือล่มได้ จะเห็นว่าตลอดทั้งเรื่อง (ทั้งสองภาค) ทั้งสองเรียนรู้วิถีที่แตกต่างของกันและกัน และทำงานเป็นทีมกันได้เข้าขามากขึ้น Spock เริ่มแสดงความรู้สึก และ Kirk ก็เรียนรู้วิถีคิดแบบ Spock ความสุดโต่งของแต่ละคนลดลง ยอมรับและเข้าใจขั้วตรงข้ามมากขึ้น และค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น การผจญภัยในอวกาศก็ดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน

หนังของ J.J. Abrams นั้นมักจะวนเวียนอยู่กับการถูกตรึงกางเขน crucified ระหว่างขั้วของความคิดและความรู้สึก นอกเหนือจาก Star Trek แล้ว ใน TV Series เรื่อง Fringe ก็มีธีมนี้ซุกอยู่ จะชัดมากตอนภาคสุดท้าย  คิดว่า J.J. Abrams (และทีมเขียนบท) อาจเป็นคนที่ประสบภาวะ Spock เข้าสิง มนุษย์ที่ทำตามความคิด แต่ไม่ทำตามหัวใจ

ว่าแต่คุณเป็น Spock type หรือ Kirk type ล่ะ?

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.