Japanese Animations

KUBO กับตาซ้ายที่หายไป

SPOILER ALERT! มีเนื้อหาของเรื่อง Kubo and the Two Strings!!!

Kubo-PC-Feature.jpg

แอนิเมชันและภาพยนตร์ที่เล่นกับสัญลักษณ์ ซ้าย-ขวา หัวใจ-เหตุผล ผลิตออกมาเป็นระยะๆ เป็นประเด็นสำคัญของยุค ธีมนี้มีมานานแล้ว แต่ทศวรรษนี้..มาถี่ ถ้าไม่มีอะไร คนก็คงไม่อินพอจะเขียนเรื่องหรือกำกับออกมา ผิวของตัวเอกหลากเฉดสี แต่พอมองลงไปที่สัญลักษณ์ มันก็คล้ายๆ กัน ดูคูโบแล้วนึกถึง Song of the Sea, Alice through, The Matrix แต่เรื่องนี้ธีมหัวใจ-เหตุผลนั้นซ่อนอยู่ใต้ประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ “การเห็น” แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร? (more…)

The Last: Naruto the Movie 

Screen Shot 2558-02-27 at 22.00.17

Spoiler Alert!

แนวคิดเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายจากดวงจันทร์ในนารูโตะภาคนี้ ชวนให้นึกถึงเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Princess Kaguya ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะเป็นธีมที่ฝังลึกในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ประเด็นสำคัญที่อยากพูดถึง คงเป็นเรื่องการกำราบสัตว์ป่าภายใน สร้างสัมพันธ์อันดี และยืมพลังมาใช้ ซึ่งคล้ายๆ กับการ์ตูนอีกเรื่องที่เคยเขียนวิเคราะห์ไปแล้ว ก็คือ บลีช (Bleach) เนื่องจากได้ดูนารูโตะแบบไม่ต่อเนื่อง และภาคหลังๆ ก็ยังไม่ได้ดู เลยจะเขียนเกี่ยวกับนารูโตะ และฮินาตะ แค่สั้นๆ เท่านั้น

Naruto Uzumaki นารูโตะ ที่แปลว่าน้ำวน อุซึมากิ แปลว่า spiral, น้ำวน อาจเปรียบเปรยถึง ความปั่นป่วนของจิตใจ วังวนอารมณ์ พลังเยอะและรุนแรง ที่พร้อมจะดูดกลืนและทำลายทุกสิ่งรอบๆ ตัว บางทีอาจเป็นความโกรธความสับสนขัดแย้งและความรู้สึกไร้ค่าที่ต้องเป็นเด็กกำพร้าไม่มีใครยอมรับ ตลอดทั้งเรื่อง นารูโตะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ ควบคุมจิต จักระ เพื่อนำมาใช้เป็นพลังด้านบวก วังวนอารมณ์อันกราดเกรี้ยวสามารถแปลงเป็นพลังที่ positive และ creativeได้ เหมือนลูกชิ้นนารูโตะที่เป็นของกินแสนอร่อย มีคุณค่าและน่ารัก และแทนที่จะดูดกลืนผู้คนให้จมหาย ก็กลายเป็นดึงดูดให้คนเข้าหาสร้างมิตรและสันติภาพได้

การมีปีศาจอยู่ในร่าง ต้องเรียนรู้วิธีที่จะควบคุมมัน ถ้าคุมไม่ได้ ก็จะถูกมันครอบงำกลายเป็นปีศาจร้าย อาจมองได้ว่าเป็นพลังดิบเถื่อนภายใน มีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอยู่ในกายนารูโตะ หรือในใจเรา มันดุร้าย แต่มันก็ฉลาด และทรงพลังจนน่าเกรงขาม นารูโตะต้องฝึกฝนควบคุมจักระ ยาวนานตั้งแต่เด็กจนโต จนสามารถใช้พลังจากด้านสัตว์ป่าคุรามะ (เก้าหาง) ของตัวเองได้และนำความสงบสุขกลับมาสู่โลก การ tame the beast และ tune in กับตัวภายในจิตของเรา ยังเห็นได้ในภาพยนตร์ และการ์ตูนอีกหลายเรื่อง ในเรื่องนี้ใช้สัญลักษณ์คือเก้าหางคุรามะ  ซึ่งเป็นด้านมืดของนารูโตะ นอกจากนี้ยังมีบรรดาคางคก Gama ทั้งหลาย คางคกเหล่านั้นมีพลังมาก แต่ไม่ได้เป็นของนารูโตะ แต่เชิญมาได้ถ้าสร้าง connection ไว้แน่นแฟ้นพอและทำสัญญากัน อีกเรื่องที่มีธีมใกล้เคียงกัน ได้แก่ บลีช (Bleach) เทพมรณะ ซึ่งมีทั้งอิจิโกะเงา ลุงซันเงสึ อิจิโกะฮอลโล ส่วนด้านดีๆ ที่เกินขอบเขตของอิจิโกะ ก็ได้แก่เพื่อนยมทูตทั้งหลาย สิ่งที่เหมือนกันก็คือ การสื่อสารกับตัวตนภายใน และกับด้านที่เกินขอบเขตของเรา สร้างสัมพันธ์ สยบด้านปีศาจ และนำพลังมาใช้อย่างสร้างสรรค์

Hinata Hyuga ฮินาตะ เฮียวงะ หมายถึง ‘place in the sun’ และ ‘towards the sun’ * ชื่อเธอ บอกใบ้ให้รู้ว่าเป็นตัวละครที่สำคัญมาก เหมือนเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ที่แปลว่าแสง ตอนดูภาคแรก ไม่ได้คิดเลยว่านารูโตะกับฮินาตะจะมาลงเอยกัน แต่พอรู้ความหมายของชื่อ ก็เลยเข้าใจว่าเธอถูกวางให้เป็นนางเอกมาตั้งแต่ต้น การมีสายตาสีขาวที่มองเห็นทะลุปรุโปร่ง และเกือบจะรอบด้าน เธอเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น เห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น สามารถแยกแยะสิ่งที่จริงแท้ออกจากสิ่งลวง เพราะเธอคือแสงสว่าง หรือคือผู้อยู่ในที่สว่าง (ออกแนวมีดวงตาเห็นธรรม) ฮินาตะจึงเป็นคนแรกๆ ที่เห็นตัวตนของนารูโตะ และชอบเขานับแต่นั้น แต่เพราะเธอแตกต่างและออกจะน่ากลัวสำหรับผู้คนรอบข้าง เลยทำให้ถูกแกล้งตอนเด็กๆ บวกกับแรงกดดันจากพ่อ เธอจึงไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ก็พยายามพัฒนาตัวตนมาโดยตลอด ฮินาตะเป็นผู้หญิงที่ feminine มากๆ เช่นเดียวกับที่เคยวิเคราะห์ความหมายของเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ ฮินาตะเองก็เป็นตัวแทนของแสงสว่างที่มี femininity ​(หยิน) ซึ่งเติมเต็มความแมน (หยาง) ของนารูโตะได้พอดี

การ์ตูนญี่ปุ่นโดยเฉพาะแนวต่อสู้ แฟนตาซี มักจะให้ความสำคัญกับการสร้างสายสัมพันธ์ ทั้งภายในตัวเรา และภายนอกหรือกับผู้คนรอบๆ ตัว มักจะเห็นเพื่อนรักยอมตายแทนกันได้ และกลุ่มเพื่อนที่สนิทแน่นแฟ้นมาก ในขณะเดียวกัน การ์ตูนและภาพยนตร์ญี่ปุ่นแบบที่ realistic กลับเห็นเรื่องราวของนักเรียนที่ไม่มีเพื่อน แกล้งกัน หรือนักเรียนที่เข้ากับใครไม่ได้ ไม่กล้าออกสังคม ไม่ยอมไปโรงเรียน ฆ่าตัวตาย จึงทำให้คิดว่า การ์ตูนแบบเพื่อนเยอะๆ นั้น กำลังพยายามชดเชยสิ่งที่หาได้ยากในสังคมโดดเดี่ยวและใส่หน้ากากมารยาทคิขุไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง ที่เหมือนไอซิ่งหวานๆ โรยหน้า แต่ข้างในนั้นช่างเย็นชานัก (ไม่แปลกใจเลยที่ Frozen ดังมากในญี่ปุ่น) มันก็เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น จะเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า Nobody Knows

http://naruto.wikia.com/wiki/Hy%C5%ABga_Clan

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

วิเคราะห์เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ Kaguya-hime

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.26

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 เร็วๆ นี้ ]

“Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me, I will return to you

ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ”

พอได้ยินว่านี่จะเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิก็ใจหายวูบ (มีคนบอกว่ายังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย และ Ghibli ยังไม่ปิดถาวร แต่หยุดพักเพื่อ Restructuring อนาคตยัง unknown 6/1/15) จะไม่มีอีกแล้วจริงๆ เหรอ! เศร้าอีกแล้ว แต่ก็หวังว่าคงจะมีผลงานดีๆ จากคนเจ๋งๆ หน้าใหม่แจ้งเกิดในวงการ สำหรับตำนานเรื่องเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ ดูจบรู้สึกงงๆ ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ก็มีไอเดียแว่บเข้ามา ชวนให้นึกถึง Aurora เจ้าหญิงนิทรา จากเรื่อง Maleficent รู้สึกว่ามีธีมบางอย่างที่สะท้อนกันอยู่ เลยลองเขียนวิเคราะห์ดู อารมณ์เขียนไปวิเคราะห์ไปไหลไปตามเนื้อเรื่อง

เฉกเช่นเดียวกับตำนาน นิทาน ต่างๆ สิ่งล้ำค่ามักถูกพบเจอในป่าลึก magical forest, dark forest หรือในเรื่องนี้คือป่าไผ่ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจิตไร้สำนึก (unconscious) การเจอเทพในป่า เจอขุมทรัพย์ในป่า จะพบเห็นได้ในตำนาน นิทานทั่วโลก มันจริงทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นป่าจริงๆ หรือป่าแห่งจิตใจ ซึ่งขุมทรัพย์หรือเทพ ก็คือด้านดีๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ ไม้ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ โตไว โดนตัดไปแต่ไม่นานก็แทงหน่อไม้ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไผ่มีความยืดหยุ่นสูง มีประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร สร้างบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ เป็นธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์มากมาย  จึงคิดว่า ไผ่ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘resilience’ ที่ไม่ว่าจะเผชิญปัญหา หรือความยากลำบากใดๆ ถึงจะล้มก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ ไม่ย่อท้อ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ

เปิดเรื่องด้วยคุณตาแก่ๆ ไม่มีลูก แต่ทำงานขยันขันแข็ง อดทน ตัดไผ่หาเลี้ยงชีพ คุณตาเองก็มีความเป็นไผ่อยู่เช่นกัน จนวันหนึ่งก็ได้เห็นแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วเจอเด็กตัวจิ๋วน่ารัก คือเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คางุยะ (Kaguya) การเกิดที่ผิดธรรมดานี้ บอกว่าเธอเป็นเทพ เป็นเด็กมหัศจรรย์ (divine child) ไม่ใช่มนุษย์สามัญทั่วไป

ทำไมเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่จึงมาปรากฎ  คนโดยทั่วๆ ไป เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม maturity ก็ควรจะเพิ่มขึ้นตาม หมายความว่า ควรจะมีการเติบโตทางจิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้านดีๆ wisdom ภายใน ก็จะปรากฎ ในกรณีนี้ เป็นด้าน feminine ที่เป็นแสงสว่างที่งดงามมาก นำพาความรัก ความสุข ชีวิต ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภมาให้ เรื่อง fertility นี้ ดูจากที่พอคุณยายได้อุ้มเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็มีน้ำนมซะงั้น และดอกไม้ใบหญ้าก็อุดมสมบูรณ์มาก คุณสมบัติหลายข้อของเจ้าหญิง Kaguya ทำให้นึกถึง Aurora หรือเจ้าหญิงนิทราผู้เป็นแสงสว่าง

ความรักของสองตายาย ทำให้เจ้าหนูกระบอกไม้ไผ่ เติบโตรวดเร็วนัก การให้ความสนใจ ให้พลังงานแก่ด้านดีๆ ภายใน (archetypal images) มันก็จะเติบโต แข็งแรง และนำพา potential ศักยภาพ และสิ่งดีๆ ในเรา ให้เจิดจรัสออกมาด้วย

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ มีเพื่อนเล่นมากมาย สนุกสนาน มีอิสระ มีความสุข เติบโต แข็งแรง เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของชีวิต ผ่านประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเราจะขอเรียกว่าเป็นการ humanification ทำให้เป็นมนุษย์ ขณะที่เธอร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆ เธอจดจำเนื้อเพลงที่ลืมเลือนไป “Birds, bugs, beasts, grass, trees, flowers teach me how to feel. If I hear that you pine for me. I will return to you ธรรมชาติสอนฉันว่าควรรู้สึกอย่างไร ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ” ร้องจบแล้วก็ร้องไห้ ออกแนว melancholy เหมือนคีย์ของเพลงที่เธอร้อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ‘longing’ โหยหาถึงบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นเพลงจากอีกภพหนึ่ง ถ้าเธอเพรียกหาฉัน ฉันจะกลับมาหาเธอ เธอรอคอยวันที่จิตสำนึกของเราจะระลึกถึงเธอจากอีกฟากของจิตใจ รอให้ถูกพบ ถูกรัก และทำให้เธอมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยได้ระลึกถึงตัวตนของเธอ เธอจดจำความรู้สึกที่หายไป เกิดการเชื่อมโยงสองโลกสองภพ (จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก) ผ่านหนูน้อยคนนี้ ณ เสี้ยววินาทีนั้น การที่เธอได้ออกมาอยู่บนโลกนี้ (โลกแห่งจิตสำนึก) และมีความรู้สึก ทำให้เธอมีความ “เป็นจริง มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ a feelingless element in the unconscious หรือเป็นเพียงด้านหนึ่งในจิตใจ ที่ไร้ความรู้สึกใดๆ บทเพลงนั้นกล่าวถึงธรรมชาติและสรรพสิ่ง และวัฏจักรชีวิต ที่หมุนวนเป็นสัจธรรม อาจจะมองว่าเป็นชาติที่แล้ว หรือ pattern ของพฤติกรรม/เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ในจิตมนุษย์ ที่วนกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หลังจากฉากนี้ คุณตาก็เจอทองคำในไผ่ ด้านเทพในจิตได้เติบโต และเชื่อมโยงภายนอกและภายในเข้าด้วยกันแล้ว เธอมีความรู้สึก เธอมีความทรงจำ  การที่ตายายให้ความรักความเอาใจใส่ต่อด้าน feminine ผู้เป็นแสงสว่างนี้ นำมาซึ่งโชคลาภ ทองอาจหมายถึงทองคำจริงๆ หรืออาจหมายถึง ศักยภาพใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บุคลิกภาพด้านดีอื่นๆ ที่เคยแฝงเร้นแต่บัดนี้ได้ฉายแสงปรากฎออกมาแล้ว แต่หลังจากพบทอง คุณตากลับอุบเงียบไม่บอกคุณยาย คุณตาเปลี่ยนไป

ฉากเด็ดต่อมาคือ เจ้าหญิงน้อยอยากกินผลแตงเลยไปขโมยมา พี่ซูเตมารุ ที่ตอนแรกก็ห้ามปรามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวตัดผลแตงมาแอบกินกันสองคนใต้พุ่มไม้เอร็ดอร่อย ฉากนี้นึกถึง Adam กับ Eve ที่ถูกงูล่อลวงให้กินแอปเปิล ซึ่งก็หมายถึงการมีเซ็กซ์ ไม่ต่างกัน เด็กสองคนอดใจต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ถ้าจะมองแบบใสๆ ก็คือ ความรักได้เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้แล้ว ถ้าจะมองแบบเถื่อนๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ ด้าน feminine กับด้าน masculine ได้สานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ซึ่งหลังจากนั้น คุณตาก็เจอผ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากต้นไผ่

Screen Shot 2558-01-04 at 11.30.12

ผ้าคือการทอสานเส้นใย กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม ไว้สวมใส่ห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่นและสวยงาม สายใยสัมพันธ์ที่ทอออกมาเป็นผ้าสวยๆ หลากสีสันพุ่งขึ้นมาจากลำไผ่ คือความรักความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง หรือด้านทั้งสองนั้น เรามักจะทอผ้าใหม่สำหรับใช้ในงานมงคลต่างๆ การมีความรัก ก็เป็นเรื่องมงคล ผ้าจึงอาจหมายถึงความเป็นสาว การหมั้นหมาย และการแต่งงานด้วย หรือมองอีกแง่ พัฒนาการทางจิตใจก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว

แต่ตาแก่เข้าใจผิด เห็นทอง เห็นผ้า เลย “คิด” จะสร้างคฤหาสอลังการและทำให้เด็กน้อยกระบอกไม้ไผ่เป็นเจ้าหญิงจริงๆ ทั้งหมดเป็นความคิดทั้งนั้น ถามความรู้สึกของเจ้าหญิง กับภรรยาตัวเองหรือก็ไม่ จริงๆ แล้วเป็นเขาที่อยากมีหน้ามีตา อาศัยในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานตัดไผ่อีกต่อไปแล้ว เจ้าหญิงถูกบังคับให้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ฝึกมารยาทผู้ดี เพื่อหมายจะจับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นเจ้าหญิง คางุยะ Kaguya ซึ่งหมายถึงแสงที่ส่องประกาย (shining light) แต่เธอกลับต้องกลายเป็นนกที่ถูกขัง เป็นเพียงแสงริบหรี่ในตะเกียง ไม่มีความสุข ความโลภ กักขัง ริดรอนอิสระภาพของแสงและความรัก ทั้งๆ ที่มีสิ่งดีเลิศและล้ำค่าอยู่ในมือแท้ๆ (เหมือนภาพในโปสเตอร์) ยังคิดแต่จะไปไขว่คว้าหาวัตถุนอกกายมา ด้วยหลงคิดว่าคือสิ่งมีค่าและความสุข อยากได้ปราสาท อยากเป็นเจ้า ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่อง Maleficent (เจ้าหญิงนิทรา) ที่ Stephan ตัดปีกของ Maleficent เพื่อจะได้ครองเมืองเป็นพระราชา ความโลภของด้าน masculine ทำลายความรัก ริดรอนอิสรภาพ และความภาคภูมิใจของด้าน feminine เนื้อเรื่องต่างกัน วัฒนธรรมและศาสนาต่างกัน แต่ธีมไม่ต่างกันเลย

Kaguya เสียใจมากที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เป็นของไม่จริง ไม่เป็นที่ยอมรับจากแขกที่มางานเลี้ยงฉลองชื่อใหม่ของเธอ เป็น ‘ความคิดชั่วๆ ของด้าน masculine’ ที่ทำร้ายเธอ ที่คิดว่าเธอไม่จริง หรือในอีกแง่คือ คิดว่าเธอไม่มีอยู่จริง ไม่ดีจริง การถูกปฏิเสธตัวตนทำให้เธอเจ็บปวดมาก ไม่มีความสุขและถอดจิตหวนคืนสู่บ้านป่า หรือจิตไร้สำนึก (unconscious) แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความรักวัยเด็กของเธอจากไปหมดแล้ว ที่ที่ไม่มีเธอก็ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ในเนื้อหายังสอดแทรกประเด็นสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย เรื่องการตัดไม้เร่ร่อน แต่สุดท้าย ถ้าให้เวลามากพอ ธรรมชาติก็จะฟื้นฟูกลับสู่สมดุลได้อีกครั้ง

เธอได้พบเจอกับพี่ซูเตมารุโดยบังเอิญ แต่เจ็บปวดใจมากที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกซ้อม แต่เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คบกัน เธอเสียใจอย่างที่สุด จนมาถึงจุดอิ่มตัวของความอดทน เมื่อจักรพรรดิ์อยากครอบครองเธอ จนเธอวูบหายไป เธอจำตัวเองได้แล้ว เธอคือแสงจริงๆ เป็นเจ้าหญิงจากดวงจันทร์ ดินแดนแห่งความฝัน หรือในแง่จิตวิทยา เธอเป็นหนึ่งใน archetypal images, Anima จากดินแดนแห่งจิตไร้สำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ (collective unconscious) เธอไม่มีความสุขและไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ขอกลับคืนสู่ดวงจันทร์ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์

ตอนที่เทวดาจากดวงจันทร์มารับเจ้าหญิง พวกเขาเสกให้เหล่านางกำนัล ทหารยามต่างๆ รวมถึงสองตายาย หลับไหล  นึกถึงฉากที่ Maleficent พาเจ้าชายเข้าไปช่วย Aurora ที่หลับไหลในปราสาท เจ้าชายถูกเสกให้หลับขณะผ่านขวากหนามเข้าไปหาเจ้าหญิง การจะได้พบ ได้สื่อสารกับด้านเทพๆ ด้านลึกๆ ในจิตใจ มักจะทำขณะที่หลับฝันอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะมาปรากฎในความฝันนั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

เมื่อเจ้าหญิง Kaguya สวมมงกุฎ และเสื้อคลุม จะลืมเลือนเรื่องราวบนโลกมนุษย์ และกลับไปยังดวงจันทร์ แต่เธอมองย้อนกลับมา ร้องไห้ เธอยังลืมไม่หมด เธอเสียใจ เรื่องราววนย้อนกลับมาที่เดิม เหมือนในความทรงจำอันลางเลือนเก่าก่อน ความรักที่ไม่สมหวังและการอาลัยอาวรณ์ ความพยายามจะ unite สองด้าน (femininity & masculinity, Anima & Animus, Kaguya & Sutemaru) เข้าด้วยกัน ไม่สำเร็จ เพราะ “ความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง และเพราะความคิด” ของคุณตา เจ้าหญิงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้จริงๆ ตัวตนที่สูงส่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาได้ ความโลภสกัดดาวรุ่ง เหลือไว้เพียงความแก่ชรา ความเหงา และความเศร้าเสียใจ

เรื่องราวเช่นนี้จะวนเวียนปรากฎในจิตใจมนุษย์ ทุกยุค ทุกสมัย เป็นวัฏจักรชีวิต น้อยคนนักที่จะทำสำเร็จ และปล่อย aura ให้เรืองรองผ่องใสในชีวิตจริง แต่หากจะมีซัก 1 ในล้านคนที่ทำได้ แสงนั้นก็เพียงพอจะช่วยส่องนำทางให้กับผู้คนที่สิ้นหวัง และหลงทาง ฉันจะรอพบกับเธอ Kaguya (Aurora).

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์เจ้าหญิงคางุยะแบบจัดเต็ม ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ”

2017 เร็วๆ นี้ ]

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

 

อ่าน Maleficent 

Photo credit: http://www.rottentomatoes.com/m/the_tale_of_the_princess_kaguya/pictures/movie-124003/

Creative Commons LicenseThis work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

DeepFilm: Spirited Away

Screen Shot 2559-08-01 at 10.37.27.png

Spoiler Alert!

[แล้วพบกับบทวิเคราะห์ Spirited Away แบบจัดเต็มยิ่งกว่า ในหนังสือ “เข้าใจจิบลิ” เร็วๆ นี้  2017 ]

หลังจากดู Wind Rises ซึ่งดูเหมือนว่า จะมีเค้าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพ่อและแม่ของ Miyazaki เองซ้อนอยู่ด้วย* (ขยายความด้านล่างสุด) แต่ไม่รู้สึกอยากจะเขียนวิเคราะห์ เพราะมันก็เป็นอย่างที่เห็น เลยกลับมาดูงานเก่าๆ ของ Miyazaki แล้วนึกคึกเขียนวิเคราะห์แบบยาวเหยียดทีเดียว

การทำความเข้าใจ Spirited Away แบบ Deep Film จะตีความแนวจิตวิทยาไปเรื่อยๆ ตามลำดับเนื้อเรื่อง แต่ทว่าเรื่องนี้มีความเป็นญี่ปุ่นและมีความเชื่อทางศาสนา Shinto เกี่ยวกับวิญญาณสถิตในธรรมชาติ (Kami) ซึ่งมีทั้งด้าน positive และ negative มีทั้งเทพ (Kami-sama) และปีศาจ (Yokai) อยู่ด้วยตลอดทั้งเรื่อง หลายๆ จุด อาจไม่สามารถมองจากแนวจิตวิทยาได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดความหมาย จะออกแนวนัวๆ เบลอๆ ผสมผสาน ซะมากกว่า อันที่จริง โลกในจิตใจมนุษย์เรานั้นก็มีตัวอะไรแปลกๆ เยอะแยะ เดินไปเดินมา แต่อาจไม่น่ารักอย่างใน animation ของ Miyazaki เราอาจพอทำความเข้าใจตัวเหล่านั้นได้บ้างบางส่วน แต่ไม่อาจจะเข้าใจได้ทั้งหมดหรอกนะ เพราะจิตสำนึกของมนุษย์เรามีขอบเขตจำกัด แต่ไม่ว่าจะมองว่ามันเป็นวิญญาณ หรือจะมองว่าเป็น Archetypal images ในจิตไร้สำนึก การที่การ์ตูนเรื่องนี้ดังไปทั่วโลกก็แสดงให้เราเห็นได้ว่า มันมีธีมสากล (Universal theme) ที่ไม่ติดอยู่ในกรอบของเชื้อชาติ ศาสนา และเราสื่อถึงมันได้ (more…)

วิเคราะห์ BLEACH เทพมรณะ (edited เรื่องบังไค)

Ichi1

ภาพจาก www.hdwallpapersinn.com
Note:
1. วิเคราะห์โดยอ้างอิงตามหลัก Analytical Psychology ศัพท์เทคนิคเยอะ อาจจะย่อยยากนิดนึง
2. ถ้าจะก๊อป ช่วยให้เครดิตด้วยนะจ๊ะ

นอกจาก Full Metal Alchemist แล้ว BLEACH เป็น J-anime อีกเรื่องที่เราชอบมาก คิดว่า Tite Kubo น่าจะศึกษาจิตวิทยา และปรัชญามาค่อนข้างเยอะ เพราะออกแบบ characters การ์ตูนได้อย่างลึกซึ้ง การผูกเรื่องมีที่มาที่ไป วางโครงได้ดีทำให้เขียนต่อไปได้หลายต่อหลายภาค

ความเป็นฮีโร่ของอิจิโกะ
คาร์แรกเตอร์ของ อิจิโกะ นั้นก็เป็น profile ของฮีโร่ที่จะเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะในหนัง หรือแม้แต่ในมหากาพย์ ตำนาน กล่าวคือ
1. wounded hero มีปม/แผลในใจ ที่ไม่มีวันจะรักษาได้ จากการที่แม่ปกป้องเขาแล้วตายด้วยฝีมือ hollow เป็นเพราะเขาที่ดึงปีศาจเข้ามา ทำให้แม่ต้องตาย เขาช่วยแม่ไม่ได้ เป็นแผลที่รักษาไม่หาย ดังนั้นเขาจึงต้องปกป้องทุกๆ คน เขายอมให้ใครตายอีกไม่ได้ เขาไม่สามารถยอมรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียได้อีก และเขาต้องการ second chance ที่จะแก้ไข เขาจึงทำทุกทางเพื่อช่วยชีวิต รุเคีย, โอริฮิเมะ ฯลฯ ลองสังเกตดู พระเอกในตำนาน หรือในหนังฮอลลีวูด หลายคนมักจะเสียครอบครัวไป เสียคนรักไป ถูกเข้าใจผิดแรงๆ ถูกหลอกถูกโกง มันคือความเจ็บปวด การสูญเสีย ที่กระตุ้นมนุษย์ ถ้าถูกกระตุ้นแล้วทำดี ก็เป็นตัวเอก ถ้าทำชั่วก็เป็นตัวร้าย ตัวอย่างจากหนังฮอลลีวูด เช่น Batman vs อัยการ Harvey Dent ที่กลายเป็น Two-Face (The Dark Knight, 2008)

2. มีลักษณะพิเศษหรือความสามารถพิเศษเหนือคนทั่วไป กรณีอิจิโกะ เขาเป็นครึ่งมนุษย์ ครึ่งยมทูต (ซึ่งก็จัดว่าเป็นเทพชนิดหนึ่ง) จึงมีพลังพิเศษและเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณได้ profile คล้ายๆ ในตำนานกรีก อย่างเช่น เพอเซียส (Perseus) คนที่ฆ่าเมดูซ่า เป็นลูกมนุษย์กับเทพ ซุส (Zeus) (Clash of the Titans, 2010)

โลกวิญญาณ
ถ้าจะเปรียบดินแดนต่างๆ ในเรื่อง BLEACH โลกมนุษย์ อาจเปรียบได้กับ โลกทางกายเนื้อ (physical world) คือโลกทั่วๆ ไป ที่เรารับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5  ส่วน โลกวิญญาณทั้งหมด ทั้ง Soul Society และถิ่นของพวก Hollow และ อารันคาร์ เป็นโลกแห่งจิตไร้สำนึกรวมของมนุษยชาติ (collective unconscious) ที่มียมทูตเป็นจิตวิญญาณด้าน positive มีพลังพิเศษ คอยดูแลรักษา balance ของสองโลก แต่ใน Soul Society ก็มีความหลากหลาย เพราะมีทั้งราชนิกูล ยมทูต ชาวบ้าน อันธพาล ฯลฯ รวมอยู่ด้วย จัดว่าเป็นประเทศประเทศหนึ่งเลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน ยังมีโลกวิญญาณอีกด้าน ถิ่นของพวก Hollow และ อารันคาร์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความชั่วร้าย เป็นที่สิงสถิตของพวกที่สูญเสียตัวตนหรือถูกครอบงำโดยด้านมืด (สัญลักษณ์คือหน้ากากปิดบังหน้าที่แท้จริง) และไร้หัวใจ (สัญลักษณ์คือหน้าอกกลวงโบ๋) เมื่อสูญเสียตัวตน และไร้หัวใจไร้ความรู้สึก เลวบริสุทธิ์ ฆ่าไม่ตาย หรือฆ่ายากมาก พวกปีศาจไร้หัวใจที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ทศกัณฑ์ และ Davy Jones กับตันเรือ Flying Dutchman (Pirates of the Caribbean)

Bleach mindmap

อิจิโกะ, ดาบ/ลุงซันเงสึ, และ shadow of อิจิโกะ
อิจิโกะ คือ Ego
ดาบ/ลุงซันเงสึ คือ inner wisdom (wise man) ด้านที่เป็นผู้ใหญ่และมีปัญญาของอิจิโกะ
อิจิโกะเงา คือ Shadow เงา หรือ ด้านมืดของอิจิโกะ มีความชั่วร้าย แต่ก็มีพลังมหาศาล

(เขียนเพิ่ม 31/5/14: ถ้ามองผ่านเลนส์แบบ Freudian อาจเปรียบ อิจิโกะ=Ego, อิจิโกะเงา=id, ลุงซันเงสึ=super-ego)

ทั้งสามก็เป็นอิจิโกทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่ Ego (อิจิโกะชุดดำ) อยู่ในส่วนของจิตสำนึก (consciousness) หรือส่วนที่เรา รู้ตัว/คิดว่าเราเป็นเรา ส่วนลุงซันและอิจิโกะเงา (ชุดขาว) สถิตอยู่ในส่วนของจิตไร้สำนึกของอิจิโกะ (Personal Unconscious) คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่ามี แต่ถ้ารู้และมีปฏิสัมพันธ์กับด้านลึกในจิตของตนเอง ก็จะได้รับพลังมหาศาลอย่างอิจิโกะ การที่อิจิโกะพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับดาบหรือลุงซัน ทำให้ได้รับพลังด้านบวกและปัญญามาเป็นกำลังในการต่อสู้ ในขณะเดียวกัน จะเห็นว่าแทบทุกภาค จะมีฉากที่อิจิโกะต้องต่อสู้กับด้านมืดของตัวเอง ถ้าสู้ชนะก็จะได้หยิบยืมขุมพลังจากอิจิโกะเงา มาใช้ต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่รับมือด้วยยากๆ การยืมพลังด้านมืดมาใช้ สัญลักษณะคืออิจิโกะใส่หน้ากากฮอลโลว์ อย่างที่เขียนไปแล้ว เมื่อถูกด้านมืดครอบงำ ก็จะลืมตัวตน ลืมหน้าตัวเอง กลายเป็นปีศาจ หากแต่ว่า อิจิโกะมีสติแกร่งกล้า มีจิตใจที่ดีงาม และผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น อิจิโกะจึงควบคุมพลังด้านมืดของตนเองได้ ไม่ถูกครอบงำจนหมดสิ้น (สังเกตว่าในภาคแรกๆ หน้ากากจะไม่ปิดทั้งหน้า) ฉากที่อิจิโกะเกือบจะถูกครอบงำจนหมด เช่น ตอนที่ฝึกกับพวกฮิราโกะ หรือ Visored (ไวเซอร์ด หมายถึงพวกที่ใส่หน้ากาก เดาว่าอาจารย์น่าจะตั้งใจหมายความว่าพวกที่ถูกทำให้ต้องใส่หน้ากาก) ในโรงฝึกใต้ร้านของ อุราฮาระ เป็นต้น แต่อิจิโกะก็เอาชนะด้านมืดของตัวเองได้ และได้พลังมหาศาลเก่งขึ้นมาก เตรียมลุยกับพวกอารันคาร์

Shadow
ภาพจาก  www.hdwallpapersinn.com

ขยายความเรื่องดาบและลุงซัน
ดาบยมทูต (ในที่นี้) เป็นสัญลักษณะของการฟัน ตัด แบ่ง หรือคือการแยกแยะถูกผิด ดีชั่ว ส่งวิญญาณดี สลายวิญญาณเลว ดาบจึงเป็นสัญลักษณะของการใช้ตรรกะ/เหตุผลอันบริสุทธิ์ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งwisdom ดาบของยมทูตแต่ละคนก็มีลักษณะที่ต่างกันไป ตามแต่จิตใจของยมทูตตนนั้นๆ ใจแกร่งดาบแกร่ง ใจสวยงาม ดาบสวยงาม (เช่นดาบของ รุเคีย) ส่วนลุงซันเงสึ ดาบของอิจิโกะ ก็สะท้อนความสุขุม เป็นผู้ใหญ่ ฉลาด และเข้มแข็ง เป็น wise man หรือ wisdom จิตส่วนที่สูงส่งและปราดเปรื่องกว่า Egoเด็กหนุ่มมัธยม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของอิจิโกะนั่นเอง ยิ่งเขียนอาจจะยิ่งงงสินะ

แก้ไขเนื่องจากข้อมูลผิดพลาด นอกจากนี้ การใช้คำเช่น บังไค ก็มาจากปรัชญา Zen ซึ่งหมายถึงการตวัดพู่กันเขียนภาพ/อักขระญี่ปุ่น (Calligraphy) เป็นศิลปะและการฝึกจิตแบบเซน   คำว่าบังไค (Bankei) เป็นชื่อของ Zen Master ศตวรรษที่ 17 ที่เน้นสอนเรื่อง ปล่อยวาง จิตเดิมแท้ ความผ่องใสของจิตเหมือนกับเด็กที่ยังไม่ได้เกิด (the unborn)  อาจารย์บังไค มีเทคนิควาดวงกลม Enso (Calligraphy เป็นทั้งศิลปะและการฝึกจิตแบบ Zen Buddhism) โดยตวัดพู่กันสองครั้งซึ่งต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ตวัดเพียงครั้งเดียว การตวัดพู่กันสองครั้งมีความนัยถึงการรวมพลังจากสองฝั่งเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์* เราคิดว่า ชื่อของท่านบังไคจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังคนและดาบ อิจิโกะและลุงซัน เป็นท่าปลดปล่อยดาบขั้นสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ถ้าไม่พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก ก็จะปลดบังไคไม่ได้ (อ่านเพิ่มเกี่ยวกับ Zen Buddhism)

Bankei's Enso

ภาพจาก japanwallpaper.blogspot.com

เอาเป็นว่าการต่อสู้กับพวกชั่วร้ายก็จะดำเนินต่อไป และการต่อสู้ภายในจิตของอิจิโกะก็เช่นกัน ยิ่งสู้ยิ่งเก่ง เป็นการฝึกฝนจิตใจ พัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ที่มี maturity และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง เป้าหมายของการพัฒนาสูงสุดคือการเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ ผนึกรวมเอาด้านมืด ด้านสว่าง และด้านที่เป็นผู้หญิง (anima, inner femininity) ซึ่งใจเราคิดว่าคือรุเคีย (ตรงส่วนนี้เราหมายถึงด้านภายในจิต ไม่ได้หมายถึงการแต่งงานหรือเป็นแฟนกันในโลกมนุษย์ revised 4/11/15) เข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ Totality หรือ Wholeness หรือ the self หรือ enlightenment (ความเข้าใจส่วนตัว: ลองจินตนาการภาพวงกลมหยินหยางขาวดำ ที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง สุดท้ายเหลือแต่ความว่างเปล่า เห็นแต่ขอบกลมๆ ไม่แบ่งขาว ไม่แบ่งดำอีกต่อไป นี่แหละคือความเต็ม สมบูรณ์ คือการบรรลุธรรม)

สรุปก็คือ ในจิตของคนเรานั้น มีทั้งด้านมืด ด้านสว่าง มีทั้งปัญญา และความชั่วร้าย และมีตัวอะไรแปลกๆ สถิตอยู่อีกมากมาย ถ้าเรามีปฏิสัมพันธ์ เปิดใจ และยอมรับ เราก็จะพบว่าในตัวเรานั้นมีศักยภาพมหาศาลซ่อนอยู่ แต่ถ้าใจเราอ่อนแอ เราก็อาจถูกด้านมืดของตัวเองครอบงำกลายเป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนเลวบริสุทธิ์ก็ได้ แต่ใช่ว่าอิจิโกะจะพัฒนาแต่จิตใจของตนเอง เขายังพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ทั้งในโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ และนี่เป็นจุดเด่นของอิจิโกะ และเป็นอีกประเด็นที่สำคัญของการ์ตูนเรื่องนี้ การสร้างสัมพันธ์ที่ดี การมีเพื่อนๆ นั้น เป็นกำลังที่สำคัญไม่มากไม่น้อยไปกว่าการได้พลังจาก shadow ของตนเอง ยังมีแง่มุมให้เขียนได้อีกมากที่เกี่ยวข้องกับ Zen Buddhism  แต่คงต้องจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนที่จะกลายเป็นวิทยานิพนธ์

*แนวคิดของอาจารย์บังไค สรุปความจากหนังสือ Enso: Zen Circles of Enlightment by Audrey Yoshiko Seo, P. 34 (2007)

Connect with Deepfilm: https://www.facebook.com/blackwhitebooks/

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.