วิเคราะห์ The Green Knight (2021)

SPOILER ALERT! อัศวินเขียวแบบของเดวิด โลเวอรี เป็นตำนานแฟนตาซีที่นิสัยสมจริง นำเสนอเซอร์กาเวนเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่สมบูรณ์แบบแต่พัฒนาได้ โครงเรื่องคล้ายธีมการเดินทางของฮีโร่โดยโจเซฟ แคมป์เบลล์ แต่ไม่เหมือนเป๊ะและไม่ได้เน้นมากในโพสต์นี้ ถ้าชมเรื่องนี้แล้วสนใจจริงๆ ค่อยอ่านต่อเพราะยาว

เริ่มเรื่องมาสถานการณ์ด้านนอกจะมีโทนสีขาวและสีเข้ม หิมะเย็นและเพลิงสีแดง นำเสนอทั้งสองด้านมาแต่ต้น ทว่าอะไรที่ยังไม่มี? ห่านจิกแพะคล้าย เอสเซลแฟนสาวซึ่งน่าจะเป็นหญิงขายบริการปลุกกาเวนคมเข้มที่นอนหลับอยู่ในซ่อง เธอสาดน้ำชำระล้างและพูดว่า “Christ is born ไครสต์เกิดแล้ว” กาเวนกลับบ้านไปนอนต่อแล้วไปร่วมงานฉลองคริสมาสที่ปราสาทของคิงอาร์เธอร์ แต่มารดาผู้เป็นถึงน้องสาวของราชากลับไม่ไปร่วมงานด้วย

ฮอลลี

มารดาและพี่น้องของกาเวนเป็นเพแกน/ดรูอิด และกำลังทำพิธีกรรมเชิญอัศวินเขียวให้เข้าไปที่วัง กรีนไนท์เหมือนมนุษย์ต้นไม้ ขี่ม้าถือขวานและกิ่งฮอลลีเข้ามาในงาน ฮอลลีเป็นต้นไม้และไม้พุ่มที่สีเขียวสดตลอดปีแม้แต่ในฤดูหนาว และมีผลสีแดง ถ้าฤดูร้อนต้นโอ๊คคือราชา ในฤดูหนาวต้นฮอลลีครองบัลลังก์พืชพรรณ และฮอลลีก็เป็นไม้มงคลปกป้องของดรูอิดส์ด้วย สำหรับชาวคริสต์ ฮอลลีเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซู ให้ระลึกถึงมงกุฎหนามและเลือด ใช้ตกแต่งช่วงเทศกาลคริสมาส ดังนั้นเมื่ออัศวินเขียวถือกิ่งฮอลลีเข้ามาในงานฉลองคริสมาส เมอร์ลินในออร่าสีแดงจึงส่งสัญญาณบอกราชาประมาณว่า อย่าเพิ่งสู้ดูก่อนเขามาทำไม

ปูพื้นศาสนา/วิถีที่แตกต่างในเรื่อง

บทอัศวินหลานชายราชาอาร์เธอร์ที่นับถือคริสต์ เลือกให้ เดฟ พาเทล หนุ่มอังกฤษเชื้อสายอินเดียนที่ครอบครัวนับถือฮินดูมารับบท และมีมารดาในเรื่องเป็นเพแกน (ดรูอิด) มีหลายศาสนาอยู่ในเรื่องนี้ 

ตำนานคิงอาร์เธอร์จะเกี่ยวกับการรวมประเทศ มีการต่อสู้กับวิถี/ศาสนาดั้งเดิมของชาวเคลต์ (Celt เชื้อชาติหนึ่งที่อยู่บนเกาะอังกฤษและยุโรปตะวันตกก่อนโรมันจะเข้ามา) เรียกผู้ปฏิบัติแนวทางนี้ว่า ‘ดรูอิดส์’ (Druids) ซึ่งมีมาก่อนศาสนาคริสต์ ในสายตาของศาสนจักรจะมองว่า ใครที่ไม่ใช่คริสต์เป็นเพแกน (นอกรีต) ดังนั้นแม้แต่พราหมณ์-ฮินดู หรือ ชินโตในญี่ปุ่น ก็ถูกมองเป็นเพแกนิสซึม แต่ผู้นับถือศาสนานั้นๆ ย่อมเห็นต่าง วิถีดั้งเดิมเหล่านี้มักจะนับถือธรรมชาติ วิญญาณ และเทพหลายๆ องค์ อย่างดรูอิดส์จะมีระบบความรู้ การรักษา พิธีกรรม การบูชายัญ พ่อมด แม่มด จึงไม่แปลกใจว่าทำไมอังกฤษมีเรื่องราวของพ่อมดแม่มดรวมอยู่ในตำนานสร้างชาติอย่างเช่น เมอร์ลิน

ขวาน

Celt เซลต์ แปลว่า สิ่วหรือขวานโบราณทำจากหิน อาจเชื่อมโยงกับชาวเคลต์ หรืออาจไม่เกี่ยวกันเลย อาจเป็นการคัดลอกคำผิดมาแต่ยุคกลาง (อ่านเพิ่ม Martin Burns) อย่างไรก็ดีชาวเคลต์แต่โบราณก็ต้องสร้างเครื่องมืออย่างสิ่ว หรือขวานใช้อยู่แล้ว ขวานเป็นอาวุธแรกๆ ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา เป็นเครื่องมือใช้ตัดต้นไม้ ล่าสัตว์ ดังนั้นอาวุธขวานสีเขียวในเรื่องนี้ นอกจากจะเชื่อมโยงกับธรรมชาติ พืช สัตว์ มนุษย์ แล้วยังเชื่อมโยงกับวิวัฒนาการมนุษย์

อัศวินเขียวท้าให้โจมตีเขา ถ้าชนะจะได้ขวานอันรุ่งโรจน์เป็นรางวัล แต่ปีถัดไปให้เดินทาง 6 คืนไปหาเขาที่วิหารเขียว เพื่อรับการโจมตีกลับในแบบเดียวกัน เซอร์กาเวนอาสาตัดหัวอัศวินเขียว คงคิดว่าถ้าฆ่าเขาตายแล้วคงจบ อัศวินเขียวหัวหลุดแต่ไม่ตาย ต้นไม้มันงอกใหม่ได้ แต่หัวคนไม่ หัวพูดยืนยันให้ทำตามสัญญา ช่วงต้นนี้การท้าทายเป็นทางแม่และพี่น้องของกาเวนเองที่จัดให้ เรียกว่า “เสียงเรียกสู่การผจญภัย Call to adventure” 

เซอร์กาเวนใช้ชีวิตหยำเปอยู่เกือบปี มีคนทักว่าเขาคืออัศวินยิ่งใหญ่ที่บั่นหัวกรีนไนท์ได้ แต่เขาคอยปฏิเสธ จนราชาอาร์เธอร์ต้องมาตามให้ทำตามสัญญาเดินทางไปพบอัศวินเขียว คิงอาร์เธอร์ถามเขาว่า “ไม่ได้ยินเสียงเรียก (the calling) ของเขาเหรอ?” การเวนส่ายหัว ช่วงเกือบปีแรกนี้เป็นช่วง  “ปฏิเสธ Denial”

แม่ของเซอร์กาเวนและพี่สาวน้องสาว 3 คน เหมือนเทพแม่และเทพีแห่งการรักษาแบบเคลต์ ช่วยกันเย็บผ้าคาดเอวสีเขียว (green girdle) ลงมนตร์คุ้มครองไว้มอบให้กาเวนก่อนเดินทาง (ประมาณนำชายผ้าถุงแม่โพกหัวไปรบ) แม่กำชับว่าตราบใดที่กาเวนผูกผ้านี้ไว้ที่เอวจะไม่มีทางเป็นอันตราย เอสเซลชวนเขาแต่งงาน และให้ลูกกระพรวนจากเสื้อของเธอฝากไว้ ส่วนควีนกวินเนเวียร์ให้พรแบบคริสต์ผ่านโล่รูปพระแม่มาเรียอุ้มพระเยซูแก่เซอร์กาเวน ยังลงตราดาวห้าแฉกแห่งอัศวินที่สมบูรณ์แบบ เซอร์กาเวนมีสตรีถึง 6 คนกับอีกหนึ่งจอมราชันย์อาร์เธอร์ให้พรปกป้องเขา ทางหนึ่งก็ดูเป็นที่รักมาก อีกทางก็ดูได้รับการปกป้องมาก

การเดินทาง

ด่านที่ 1 โจร

เซอร์กาเวนพร้อมผ้าคาดเอวสีเขียว ออกเดินทางในเสื้อคลุมสีเหลืองส้ม ขี่ม้าสีน้ำตาลของเขา ถือขวานและโล่ ติดกระพรวน และเงินติดตัว เดินทางไปทิศเหนือผ่านเข้าไปในบริเวณที่ต้นไม้ถูกตัดเหี้ยน มีซากศพคนตาย เขาถามทางชายหนุ่ม ได้คำตอบว่าให้มุ่งหน้าไปที่ลำธาร แต่เซอร์กาเวนไม่ได้ให้สิ่งใดตอบแทนนอกจากพูดขอบคุณ เมื่อโดนทวงค่าตอบแทนอย่างขุ่นเคือง เขาโยนเหรียญให้กับชายหนุ่มคนนั้น ฉากนี้คล้ายกับการจ่ายค่าผ่านทางข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง ถามว่าถ้ากาเวนให้เหรียญมากกว่านี้เขาจะยังโดนปล้นหรือไม่? โดน เดินทางเข้าไปในป่าได้ไม่นานกาเวนโดนโจร 3 คนปล้น กาเวนปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่อัศวิน ผ้าคาดเอว ขวาน ม้า และเงินโดนขโมยไปหมด โล่พระแม่โดนเหยียบแตก การปกป้อง อาวุธ พลังแรงม้า ทรัพย์สิน เส้นสาย ไม่มีเหลือ ในมุมหนึ่งเด็กหนุ่มที่เพียบพร้อมได้ตายไป ยามคับขันสิ่งที่มีคือกำลังกายและสติปัญญา กาเวนเริ่มต้นการผจญภัยแบบติดดินพึ่งพาตนเอง นึกได้ว่ายังมีดาบตกอยู่ กระเสือกกระสนไปตัดเชือกปลดพันธนาการ กาเวนได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ “a fresh start” จัดว่าเป็นการตายและเกิดใหม่รอบแรก

โจร 1

ด่านที่ 2 ผีหัวขาด-นักบุญ

กาเวนแวะดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุ แล้วเห็นบ้านจึงเข้าไปพัก คืนนั้นเขาได้พบกับผู้หญิงที่ขอให้เขาลงไปหาหัวมาคืนเธอ กาเวนถามว่าทำแล้วได้อะไรตอบแทน? แล้วลงไปงมในบ่อน้ำมืดๆ ฉากเปลี่ยนเป็น “สีแดง” เหมือนเขาหลุดเข้าไปอีกมิติแล้วเห็นเหมือนดวงดาว เขาเก็บหัวกะโหลกใต้บ่อกลับขึ้นบก หมาจิ้งจอกมาด้อมๆ มองๆ กาเวนนำกะโหลกมาต่อคืนเข้ากับตัว หญิงคนนั้นได้ตอบแทนเขาด้วยการให้ขวานเขียวที่ถูกขโมยไป ผีหัวขาดท่านนี้คือ เซนต์ วินิเฟรด St. Winifred the virgin เธอเคยเป็นลูกสาวเจ้าเมือง มีผู้สนใจในความงามของเธอ แต่วินิเฟรดปฏิเสธไม่อยากแต่งงาน เขาพยายามจะล่วงเกินแต่เธอไม่ยอมจึงถูกฆ่า หัวขาดตกลงมา จุดนั้นกลายเป็นบ่อน้ำพุที่มีฤทธิ์ในการรักษา วินิเฟรดกลายเป็นเซนต์ ตัวแทนของผู้หญิงที่มีจิตตั้งมั่น กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการ และต่อสู้เพื่อปกป้องเกียรติของตน ซึ่งเป็น “sovereignty” รูปแบบหนึ่ง และเป็น “หัวแบบนี้” ที่กาเวนต้องไปงมหากลับมาต่อกับตัว และต้องใช้ความพยายามกระทำภารกิจถึงจะได้ขวานนี้มา ใช้เพื่อปกป้องเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกป้องผู้หญิง ไม่ใช่ทำร้ายตัดคอเพราะความโกรธแค้นอย่างคนที่ทำร้ายวินิเฟรด

Saint Winifred

ด่านที่ 3 ถ้ำและสัตว์

กาเวนเข้าไปในถ้ำ แต่เขาก่อไฟไม่ติด จิ้งจอกตามมา (บางเรื่องจิ้งจอกมาดี บางเรื่องมาร้าย) เขาเริ่มเป็นมิตรกับมัน เช้าเริ่มเดินต่อ มือจับกระพรวนที่เอสเซลให้ไว้ แล้วกลิ้งตกเขา กระพรวนหล่นจากมือ แล้วเข้าไปหลบในถ้ำต่อ ยังไม่มีไฟเหมือนเดิม จิ้งจอกตามมาด้วยตลอด กาเวนกินเห็ดในถ้ำ อาเจียนแล้วเห็นภาพหลอน สงสัยจะเห็ดไซคีเดลิก มีพายุฝน เขาเริ่มเห็นมือตัวเองผิดเพี้ยน แล้วเห็นเงาดำอัศวินเขียว ถ้าเป็นเรื่องอื่นจะเป็นตอนที่ฮีโร่เดินเข้าถ้ำสู้กับสัตว์ร้ายหรือปีศาจข้างใน ช่วงนี้กาเวนได้ผูกมิตรกับผู้ช่วยพิเศษอย่างจิ้งจอก “สีเพลิง” ที่มีสัญชาติญาณเอาตัวรอดที่ดี และคล่องแคล่ว เปรียบเสมือนจูนกับสัตว์ในตัวเอง

Fox

ด่านที่ 4 กลุ่มยักษ์หญิง

วันรุ่งขึ้นกาเวนเดินผ่านที่ลุ่มน้ำ เดินต่อไปจนที่สูงกันดาร เห็นกลุ่มยักษ์หญิง รวมถึงยักษ์แม่และทารก เขาถามยักษ์หญิงตนหนึ่งว่า “พวกเจ้ามุ่งหน้าไปทางไหน ให้นักเดินทางที่เหนื่อยล้าขึ้นบ่าข้ามหุบเขาไปได้หรือไม่?” กาเวนยังคงต้องการความช่วยเหลือจากสตรี ราวกับเด็กเล็กที่อยากให้แม่อุ้ม เขายังอยู่ในกระบวนการพัฒนาภายใน ก็เพิ่งจะเกิดใหม่รอบแรกไม่นานนี้ ยักษ์หญิงยื่นมือมาตะครุบ แต่จิ้งจอกวิ่งมาอยู่ด้านหน้าหอนสื่อสาร ดูเหมือนจิ้งจอกกับยักษ์จะเข้าใจกัน พวกยักษ์เดินหน้าต่อ กาเวนเดินอย่างเหนื่อยล้าพร้อมจิ้งจอกตามหลังกลุ่มยักษ์ไป ด้านเฟมินินดูมีพลังมาก ยิ่งใหญ่ และมีทิศทาง แต่กาเวนยังต้องเดินต่อไปด้วยความพยายามของตัวเอง

ยักษ์

ด่านที่ 5 ลองใจ

กาเวนกระเสือกกระสนเข้ามาในคฤหาสน์แห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงผู้ชาย “สหาย ยินดีต้อนรับ” รุ่งขึ้นฟื้นขึ้นมาเป็นวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งเป็นวัน “the winter solstice” วันที่มีช่วงกลางวันสั้นที่สุดในรอบปี ช่วงกลางคืนจึงยาวที่สุด และนานๆ ทีจะเป็นปีที่ดาวเสาร์ Saturn ผู้มีรัศมีวงแหวน โคจรมาพบกับดาวพฤหัสดวงโต Jupeter จนดูเหมือนว่าดาวสองดวงกลายเป็นดวงเดียวกัน สว่างจ้าบนฟ้า ตามตำนานคริสต์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ดาวเบธลิเฮม Bethlehem เป็นสัญญาณว่าพระคริสต์จะมาจุติ (การโคจรมาใกล้กันมากครั้งล่าสุดคือ 21 ธันวาคม 2020) กาเวนพักอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้ มีเลดี้ที่ยั่วยวนหน้าตาเหมือนเอสเซลแฟนเขาคอยพูดคุยด้วย และอีกท่านเป็นหญิงชราชุดขาวที่มีผ้าปิดตาไว้ตลอด และในวันที่ดาวเสาร์และพฤหัสพบกัน ตรงกับวันที่ดวงจันทร์สว่างเพียงครึ่งเดียว เลดี้สองท่านนี้เหมือนด้านแสง-เงาของจันทร์ และจากมุมที่เน้นวันที่ 21 ธ.ค. กาเวนเสมือนดาวเสาร์ และลอร์ดคือดาวพฤหัส แต่ลอร์ดท่านนี้ล่าสัตว์ทุกวัน ราวกับว่าเป็นนายพราน รวมกับเลดี้และหญิงชรา ก็ออกจะคล้ายๆ เข็มขัดนายพราน 3 ดวง หรือกลุ่มดาวโอไรอันด้วย

ตัดไปตอนที่เลดี้ร่ายความเชื่อมโยงเกี่ยวกับสีเขียวและสีแดงในบริบทของภาพยนตร์เรื่องนี้ ประมาณว่าหากสีแดงคือความปรารถนา ตัณหา ความรัก สีเขียวเป็นทั้งสีของโลกและชีวิต แต่ก็เป็นสีของความเน่าเปื่อยผุพังด้วย คนใช้สีเขียวย้อมผ้า ทาบ้าน แต่ก็เป็นสีของโรคและเชื้อรา เป็นสีต้นไม้ที่เราตัด เป็นสีของอาหารที่เรากิน และเมื่อความรักตัณหาหมดไป สีเขียวคือสิ่งเหลือทิ้งไว้ในใจและในมดลูก มันคือสิ่งที่เหลืออยู่เมื่อแพชชันหมดและเมื่อเราตาย หญ้าและมอสจะขึ้นปกคลุมหลุมศพ สนิมเขียวขึ้นบนดาบและเหรียญ สีเขียวชนะทุกอย่างแม้แต่ร่างกาย กระดูก และคุณงามความดี ฉะนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปเผชิญหน้ากับอัศวินเขียว? กาเวนตอบว่าทำเพื่อเกียรติ! ลอร์ดถามต่อ ทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแล้วได้เกียรติเลยเหรอ? จะเปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ได้เลยเหรอ? คิดถึง (กาเวน) คนเก่าแย่เลย

คืนนั้นคุณยายที่มีผ้าปิดตาเข้ามาจับหน้าผากกาเวนราวกับแม่ที่ห่วงใย รุ่งเช้าเลดี้เข้ามายืนที่เตียงยั่วยวนเขา เธอถามว่าต้องการผ้าคาดเอวสีเขียวลงมนตราที่สามารถปกป้องเขาจากอันตรายเส้นนี้หรือไม่ กาเวนปล่อยตัวเองให้ยอมจำนนต่อความต้องการ (lust, passion and protection) เขาจึงได้ผ้าผูกเอวสีเขียวที่มีน้ำอสุจิมา เลดี้บอกว่าเขาไม่ใช่อัศวินแล้วจากไป เขามองไปอีกด้านของเตียงพบหญิงชราที่มีผ้าปิดตา ไม่ต้องเห็นแต่ก็ “รู้” กาเวนชักสีหน้าตกใจปนละอายรีบวิ่งออกจากคฤหาสน์ เจอกับลอร์ดที่ล่าหมูป่ามาได้ เมื่อคืนพวกเขาตกลงที่จะแลกของที่ได้รับแก่กัน ลอร์ดจูบเขาราวกับรับแพชชันและตัณหากลับคืนไป แต่กาเวนไม่ยอมให้ผ้าผูกเอวแก่ลอร์ด ท่านยังปล่อยจิ้งจอกที่จับได้ออกจากถุง บนเส้นทางเพื่อเกียรติยศ กาเวนจำนนต่อการยั่วยวน ไม่รักษาข้อตกลงกับลอร์ด เขายังต้องการของวิเศษปกป้องเพราะกลัวตาย มันขัดกับการเป็นอัศวินผู้ทรงเกียรติ จิ้งจอกตอนนี้พูดได้ เตือนไม่ให้กาเวนเดินทางไปพบอัศวินเขียว มันรู้ว่าเขาได้ผ้าเขียวนั้นมาอย่างไร และเตือนให้เขาหันหลังกลับ ถ้าไปแล้วจะตาย สัญชาตญาณย่อมต้องกลัวและเตือนเป็นเรื่องปกติ แต่กาเวนไล่จิ้งจอกไปยืนยันจะไปพบอัศวินเขียว 

Lord
Lady

ด่านที่ 6 อัศวินเขียว 

การเดินทางกว่า 6 คืนที่มืดที่สุดของปีจนถึงวันคริสมาสที่แสงจะเริ่มเพิ่มขึ้น กาเวนมานั่งรออัศวินเขียวที่นั่งหลับอยู่ในถ้ำ อดทนรอจนเขาตื่น อัศวินจะใช้ขวานตัดคอกาเวนแต่เขาหลบ รอบที่สองกาเวนก็ยังหลบ รอบที่สามเขาเห็นนิมิตว่าตัวเองหนีออกไป เจอม้าด้านนอก กลับไปหาเอสเซลมีลูกชาย แล้วทิ้งเธอไปแต่งงานใหม่กับชนชั้นสูง เขาเป็นราชาแต่ต่อมาลูกชายตาย และสุดท้ายเมืองก็กำลังจะล่ม เขาปลดผ้าผูกเอวมนตราออกแล้วคอหลุด ในเสี้ยววินาทีเขาเห็นอนาคตที่น่าจะเป็นของเขา นี่เป็นจุดที่เขาเห็นด้านมืดของตัวเองและยอมรับโดยไม่มีการต่อต้านอีกแล้ว เขายอมถอดผ้าคาดเอวออก ไม่ต้องการสิ่งปกป้อง ตายก็ตาย และยอมรับอะไรก็ตามที่อัศวินเขียวจะกระทำต่อเขา จะตัดคอก็เชิญ และเมื่อนั้น อัศวินเขียวจึงบอกให้เซอร์กาเวนจากไปได้พร้อมหัวของเขา

ทั้งเรื่องดำเนินมาเพื่อจะอธิบายความหมายของ “Christ is born ไครสต์เกิดแล้ว!” การเกิดใหม่หลังการยอมรับด้านมืด (sins)

The Green Knight

เครดิตภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Green Knight และ IMDB

จะไม่ได้อัพเดทบล็อกอีกนาน

———-

creativecommonslicense.jpg

 งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa) โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่ง ของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น