SPLIT จิตแตก

Split.jpg

Spoiler Alert!!! มีเนื้อหาของหนังเรื่อง Split

ถ้าคุณชอบหนังอย่าง The Silence of the Lambs, Hannibal, Red Dragon รวมถึงตำนานมนุษย์หมาป่า SPLIT คงเป็นอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาด M. Night ได้นำเสนอผู้ป่วยทางจิตที่มีหลายบุคลิกในร่างเดียวกัน แต่เลยไกลไปถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ ลี้ลับตามสไตล์เขา ส่วนที่เราสนใจก็คือ หากในจิตใจของมนุษย์แต่ละคนมีแง่มุมที่หลากหลาย การที่จิตแตกออกเป็นหลายตัวนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ขอบเขตของการเป็นบ้ากับปกติอยู่ที่ตรงไหน คุณจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่รู้ตัว? แต่เรื่องความบ้าของคน เราคงทำความเข้าใจได้แค่บางส่วนเท่านั้น เพราะมีอะไรอีกมากมายที่ไม่อาจเข้าใจด้วยเหตุและผล แล้วถ้าเป็นบ้าแล้วพลังเยอะ มีความสามารถมากอย่างไม่น่าเชื่อ เราจะใช้พลังเดียวกันนี้ในยามที่เรามีสติ..ไม่ต้องรอให้เป็นบ้าได้หรือไม่?

สิ่งที่เรียกว่า DID: Dissociative identity disorder หรือชื่อเล่น Split Personality อาการจิตแตก มีหลายบุคลิกในร่างเดียวกัน เรื่องนี้ถ่ายทอดอาการของผู้ป่วย DID ในแบบที่ค่อนข้างจะสุดโต่ง รายอื่นๆ อาจไม่ได้เป็นขนาดนี้ และไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตเสมอไป ในคนที่สภาวะจิตยังโอเคอยู่ อีโก้คือสิ่งที่รับรู้ว่า นี่คือบุคลิกเรา ตัวตนของเรา (sense of identity) ถึงเราจะมีด้านมืด มีด้านสว่าง และอะไรอีกมากมายในจิตไร้สำนึก มีหลุดมีแลบโผล่มาบ้างเป็นระยะๆ ซึ่งบอกถึงการมีอยู่ของ “the otherness/ the unknown” ในใจ และเป็นเรื่องธรรมดา ในสภาวะจิตที่มีดุลยภาพ ego/บุคลิกหลักยังคงคุมเกมอยู่ แต่ในกรณี DID อย่างพระเอกของเรื่องนี้ บุคลิกที่ปรากฏคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “อยู่ในแสง” ทำให้นึกถึงนักแสดงที่เดินเข้ามาอยู่กลางเวทีมีไฟสปอตไลท์ส่องลงมา ในขณะที่ตัวอื่นๆ ยืนหลบในความมืดรอจังหวะแทรก และหากอ้างอิงตามหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ทำให้จิตเสียสมดุลแล้วสปลิท คือ Trauma ความเจ็บปวดวัยเด็กที่รุนแรงมากจนเกิดอาการแตกของจิต บุคลิกใหม่โผล่มาเพื่อปกป้องจิตใจอันแหลกสลาย กันเขาออกจากความเจ็บปวด ทำสิ่งที่อยากทำตามลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคลิก บางตัวอาจมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง บางตัวก็เลวไร้กรอบ บางตัวเป็นสัตว์ บางตัวก็มีความคิดสร้างสรรค์ มีตัวที่เป็นเด็ก เป็นผู้หญิง ฯลฯ ขณะที่บุคลิกอื่นปรากฏ อีโก้จมหาย อาการความทรงจำหายไปเป็นช่วงๆ คือปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาว่าใครป่วยเป็น DID จุดนี้แตกต่างจากการที่เรามีนิสัยด้านมืดแล้วแสดงออกมาตามโอกาส แต่ภาพรวมของบุคลิกยังเป็นคนเดิม

Kevin Wendell Crumb คือชื่อจริงของตัวร้าย ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง Kevin ผู้ went (into) dell เมืองในป่า เปรียบเปรยกับการที่เขาหายไปในจิตไร้สำนึก นามสกุล Crumb หมายถึงขนมปังที่ถูกทุบจนป่นแตกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนร่างกายและจิตใจอันแหลกสลายของเด็กชายคนหนึ่ง ท่าจะป่วยทั้งตระกูล แต่เรื่องนี้มีเด็กที่ถูกทารุณ 2 คน นางเอก Casey ชื่อที่ฟังดูเหมือน Crazy เดาได้ว่าเพื่อนๆ ในชั้นคงแอบเรียกเธอแบบนั้น เคซีย์เองก็ถูกทำร้ายโดยคุณอา ป่นยับทั้งกายใจเช่นกัน แต่ไม่ส่ออาการ DID เหมือนหนังจะสื่อว่า มันไม่ใช่ทุกคนที่เจอเรื่องโหดร้ายแล้วจะต้องเป็นแบบเดียวกับครัมบ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เคซีย์มีต้นแบบที่ดีๆ อย่างคุณพ่อ เป็นแสงของใจ ในขณะที่ครัมบ์ พ่อทิ้งไปและแม่ก็ทำร้าย บุคลิกด้านบวกให้เด็กยึดเหนี่ยวไม่มี เด็กเล็กคนหนึ่งคงรู้สึกว่าเขาควรได้รับการปกป้อง ทะนุถนอมจากพ่อแม่ แต่เขาไม่ได้รับ ความโกรธที่มีต่อแม่ น่าจะส่งผลให้เขาเลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิง แต่ไม่ใช่แค่นั้น ต้องเป็นเหยื่อที่เขาเรียกว่า พวก “Impure” ซึ่งสำหรับเขาหมายถึง เด็กที่ถูกประคบประหงม ปกป้องดูแลจากพ่อแม่ ไปรับ-ไปส่ง จัดงานวันเกิดให้ หรือก็คือเด็กที่ไม่เคยเจอปัญหาชีวิตหนักๆ ซึ่งเป็นชีวิตแบบที่เขาอยากจะมี แต่ไม่โชคดีอย่างนั้น ความอิจฉาเป็นส่วนหนึ่งในสมการ ความโกรธก็เป็นอีกส่วน ในเมื่อแม่ทำร้ายทารุณเขา Woman = Pain เขาจึงจับเด็กหญิงมาเปลื้องผ้าเต้นระบำให้ดู เปลี่ยนเป็น Woman = Pleasure แทน สะใจที่ทำให้พวกเธอต้องอับอาย แน่นอนว่ามีเรื่อง sex อยู่ในสมการด้วยเช่นกัน เขาออกคำสั่งเหยื่อสาว และใช้พวกเธอเป็นวัตถุแห่งความพึงพอใจในแบบของเขา ทดแทนสิ่งที่เขาไม่ได้รับจากแม่แบบผิดเพี้ยน แก้แค้นเหยื่ออันเป็นตัวแทนของแม่ ครัมบ์มี Mother Complex แต่นอกจากนี้เหยื่อยังเป็นตัวแทนของเพื่อนๆ ที่เคยล้อเลียน เคยแกล้งเขาอย่างหนักด้วย เป็นการแก้แค้นพวก Impure เด็กที่มีชีวิตที่ดีแต่รังแกคนอื่น พวกนี้จึงไม่ใช่คนดี ไม่บริสุทธิ์ ส่วนเด็กที่ถูกทำร้ายรังแก คือผู้บริสุทธิ์  Pure (ประโยคนี้เขียนเพิ่ม 11.27 am 12/2/17) วัยเด็กที่ควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ ควบคุมแม่ คุมคนอื่นไม่ได้ ถูกแกล้ง ถูกทารุณไร้พลัง (powerless) เขาต้องการลิ้มรสความรู้สึกมีอำนาจ และบงการชีวิตคนอื่น (powerful & control) เป็นการชดเชยปมปัญหา แต่ในขณะเดียวกันจะเห็นความพยายามอย่างมากที่จะเชื่อมโยงกับผู้หญิง เช่นตอนที่พบกับจิตแพทย์ Dr. Fletcher และตอนที่เป็น Hedwig เด็ก 9 ขวบออกมาคุยกับเคซีย์ บางบุคลิกของครัมบ์พยายามที่จะเชื่อมโยงกับด้านเฟมินิน จิตแพทย์เป็นตัวแทนด้านบวกของแม่ ช่วยเหลือ พูดคุย ปลอบประโลม รับฟัง ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น และเคซีย์เป็นตัวแทนของเพื่อน/พี่สาว ทางหนึ่งอยากรักอยากเชื่อมโยง อีกทางเกลียดและอยากทำร้าย จิตใจฉีกขาด torn

Casey.jpg

คำพูดที่น่าสนใจของครัมบ์ คือ พวกที่แตกหักคือพวกที่บริสุทธิ์ torn/broken = Pure เด็กที่ต้องเผชิญกับปัญหา จิตใจแตกสลาย จะเป็นพวกที่พัฒนา วิวัฒน์ กว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงแบบไข่ในหิน ที่เขาเรียกว่า Impure เป็นมุมมองแบบกลับตาลปัตร การที่น้องเคซีย์ฉลาดและรับมือกับการถูกจับเป็นตัวประกันได้ดีกว่าเพื่อนอีกสองคน คือสิ่งที่ครัมบ์เรียกว่าพัฒนา และเมื่อครัมบ์เห็นว่าเคซีย์เป็นพวกเดียวกันจึงไว้ชีวิตเธอ ปีศาจใจดีกว่าญาติ เขาช่วยให้เธอเข้มแข็งกว่าที่เคย ดูเหมือนว่าเคซีย์จะไม่ยอมกลับไปให้คุณอาล่วงละเมิดอีก

ประเด็นเรื่องเหนือธรรมชาติ จากสมมุติฐานที่ว่า พลังแห่งความเชื่อส่งผลต่อร่างกายให้เปลี่ยนแปลงตาม ในระดับฮอร์โมนอาจวัดการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเช่นเวลาตกใจสุดขีดอะดรีนาลินหลั่งพลังเยอะจัดเป็นต้น อย่างเคสหญิงตาบอดที่หมอเฟลทเชอร์พูดถึงในเรื่อง บุคลิกหนึ่งตาบอด อีกบุคลิกหนึ่งมองเห็น (เราคิดต่าง… กรณีศึกษาคนไข้ Hysteria อาการที่สมัยนี้เรียกว่า Conversion อาจช่วยให้เข้าใจมากขึ้น) ลองเดินตามตรรกะของหนังต่อ…หากมีพาร์ทิชันที่กั้นจิตใจแบ่งเราออกเป็นหลายๆ ตัว ส่งผลต่อความสามารถทางร่างกายที่ต่างไปด้วย ถ้าเอาพาร์ทิชันออก เป็นไปได้ไหมที่เราจะได้พบกับศักยภาพอันเกินขีดจำกัดมนุษย์? จากมุมมองแบบยุงเกียน จุดมุ่งหมายสูงสุดของการพัฒนาตัวตนก็คือ การขยายแสงแห่งจิตสำนึกออกไปรอบๆ หลอมรวมแง่มุมอื่นๆ เข้ามาแต่ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยด้านมืด หรือหลงตัวเองว่าเป็นเทพ ดึงศักยภาพภายในออกมาอย่างมีสติ มี healthy interaction แต่ไม่ได้กล่าวถึงพลังเหนือธรรมชาติแบบที่สามารถเปลี่ยนความสูงของคน เช่นจาก 170 เป็น 200+ เซน ไต่ผนัง ไต่เพดานได้ กลายเป็น the Beast อะไรทำนองนี้มันเข้าข่ายมนุษย์หมาป่า werewolf หรือ shapeshifter ซึ่งเป็นเรื่องในตำนาน และในหนังเรื่องนี้ไม่ได้สื่อในเชิงสัญลักษณ์เปรียบเปรยเสียด้วย จึงไม่ใช่โซนที่เราจะเขียนถึง แต่จะเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ทิ้งเอาไว้ ถ้าให้มองจากมุมจิตวิทยา ด้านที่เป็นสัตว์ป่าในใจคนก็มีอยู่ และถ้าด้านนั้นมีพลังอำนาจเหนือสติ มนุษย์ก็คือสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ปิดท้ายขอกล่าวถึงฝีมือการแสดงของ James McAvoy เรื่องนี้เน้นหนักที่การแสดงออกทางสีหน้ามาก M. Night คงคัดมาดีแล้ว เขาไม่ได้เลือกผู้ชายที่ดูโหด ตัวใหญ่ หรือหน้าตาน่ากลัว คนดูอาจจะติดภาพชายโรแมนติกมาจากบทเก่าๆ ของ James ด้วยซ้ำ เพราะอาการทางจิต มันไม่เนื่องด้วยรูปร่างหน้าตาคน มีบางบุคลิกที่แยกกันไม่ชัด เล่นยากมาก แต่ตอนที่เคซีย์เรียกชื่อจริงของครัมบ์ เขาได้สติแล้วยืนพูดกับเธอว่าให้ฆ่าเขาที เทียบกับตัวป่วยๆ ที่แสดงก่อนหน้า น้ำเสียงและสีหน้าของ เควิน เวนเดลล์ ครัมบ์ ทำให้รู้สึกได้ว่า ผู้ชายที่ยืนพูดอยู่คนนี้มีสติรู้ผิดชอบชั่วดี ต่างจากตัวอื่นๆ ทั้งหมด แสดงได้ไม่เลวเลย ในใจมีนักแสดง 2 คนที่เราอยากจะเห็นมารับบทนี้ คนแรกคือ Nicolas Cage และคนที่สองคือ Christian Bale คงได้ความรู้สึกที่ต่างออกไป สำหรับ James McAvoy จะได้ขึ้นแท่นรับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมหรือไม่คงต้องติดตาม

…………
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DID:

Britannica

Psychologytoday

Wikipedia

88x31.png

Creative Commons License This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s