Divergent Deep Review

DivergentPhoto credit: imdb
1. Spoiler Alert
2. Post นี้ ดีกรีความเนิร์ด 9/10

ภาพยนตร์ในช่วงหลังๆ educate ผู้ชมเกี่ยวกับเรื่องของจิตค่อนข้างมาก อย่างเช่นเรื่อง Inception (DiCaprio แสดงนำ) ซึ่งจะสื่อสารเกี่ยวกับการมีอยู่ของจิตไร้สำนึก สิ่งที่ซุกซ่อนในใจเบื้องลึก และการที่เรา (Ego consciousness) เข้าไปเกี่ยวข้องโดยมี interaction กับมัน เพื่อหาผลประโยชน์ และเพื่อคลายปมบางอย่าง  ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเห็นภาพคร่าวๆ ของความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ (กลอนสุนทรภู่ เริ่มแว่วมา) นี่เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของภาพยนตร์และเทคโนโลยี ในการสื่อสารเรื่องซับซ้อนที่คนถกเถียงกันมาเป็นร้อยปี (ในแวดวงจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์) ถึงการมีอยู่ของจิตไร้สำนึก ให้เห็นภาพเข้าใจได้ ในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง

หนังเรื่องล่าสุดที่ดู ที่มีเรื่องเกี่ยวกับการเข้าไปในจิตใจตัวเอง (get inside one’s head) ก็คือ Divergent รู้สึกว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะการปูที่มาที่ไปช่วงต้นเรื่อง แล้วก็กระโดดไปอีกทีตอนท้ายๆ ที่ตัวเอกเริ่มเข้าไปต่อสู้กับความกลัวในใจตัวเอง ใน post นี้ จะเขียนเฉพาะประเด็นการแบ่งคนเข้ากลุ่มตามประเภท (Personality Type)

เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคหลังมหาสงคราม หรือ Apocalypse คนที่เหลือรอด ถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม (fraction) ตามลักษณะนิสัย ซึ่งควรจะเป็นแบบ born to be แต่ก็เปิดช่องว่างให้เลือกกลุ่มตามความสมัครใจได้ เหตุที่ต้องแบ่งกลุ่มก็เพื่อให้แต่ละกลุ่ม focus อยู่กับหน้าที่ของตนเอง ป้องกันความขัดแย้งและสงคราม กลุ่มทั้ง 5 ได้แก่ กลุ่มเสียสละ (ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว และเป็นผู้ปกครอง) กลุ่มใช้สติปัญญา (logic) กลุ่มทหาร (กล้าบ้าบิ่น) กลุ่มเกษตรกร (simple life ผลิตอาหาร) และถ้าจำไม่ผิดกลุ่มตุลากาล (ซื่อสัตย์ พูดจาตรงไปตรงมา) ยังมีกลุ่มที่ 6 คือพวกไร้กลุ่ม ไม่เข้าพวก ถูกเตะออกมา กลายเป็นพวกเร่ร่อน ขอทาน

ปัญหามันอยู่ที่ว่าในความเป็นจริง ธรรมชาติมนุษย์ ไม่มีใครเป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหลายๆ อย่างรวมกัน ในหนังเรียกว่าพวก Divergent แต่เราจะเรียกว่า “มนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่ค่อนข้างสมดุล” แต่ละคนอาจมีด้านที่ถนัดมาก (Superior function) ถนัดน้อย หรือไม่ถนัดเลย (Inferior function) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การไปแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจนสะท้อนสังคมที่พัฒนาลง เน้นสร้างมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพแบบ “สุดโต่ง” หรือ “one-sided” กล่าวคือ ถนัดแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงเสียสมดุลทางจิตและทางบุคลิกภาพไป โลกจึงพังพินาศ เพราะมันผิดธรรมชาติ ในหนังจึงปรากฎมนุษย์จำพวก divergent ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหลายๆ อย่าง เช่นนางเอกในเรื่อง
1) เป็นนักคิดที่มีสติปัญญา อธิบาย:เจอหมาดุวิ่งมา ข้างหน้ามีเนื้อและมีด ผู้เสียสละน่าจะเลือกเอาเนื้อให้หมา ส่วนผู้กล้าน่าจะเลือกใช้มีดฆ่าหมา แต่เธอไม่เลือกทั้งสองอย่าง แต่กลับคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่จริงแล้วหมาก็กลายเป็นลูกหมาเชื่องๆ เธอทั้งฉลาดและมีจิตใจเข้มแข็ง
2) เป็นนักบุญที่ช่วยเหลือคนอื่น อธิบาย: เห็นเด็กกำลังจะโดนหมาทำร้าย เป็นห่วงแล้ววิ่งไปหา ถ้าเป็นผู้เสียสละทั่วๆ ไป อาจวิ่งไปกอดเด็กแล้วโดนหมากัดแทน หรืออาจจะมีเนื้อโผล่มาโยนไปให้
3) เป็นผู้กล้า กระโดดไปสู้กับหมา

พวก divergent นี้กลับถูกมองว่าน่ากลัวและต้องฆ่าทิ้ง เหตุผลที่แท้จริงก็คือ กลุ่ม divergent  นั้นเก่งกว่า ฉลาดกว่า และมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่า จึงทำให้ยากที่จะควบคุม อันที่จริงกลุ่ม divergent ที่วิวัฒน์ขึ้นมาในหนัง มันคือการกลับมาของมนุษย์ปกติอย่างที่เคยเป็น และควรจะเป็นต่างหาก เราว่าหนัง exaggerate สภาพสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมนุษย์สุดโต่ง ใครถนัดคิดวิเคราะห์ ก็จะใช้แต่ function นั้น โดยลืมเอาหัวใจเมตตาใส่ลงไป ก็ทำธุรกิจขูดรีดคนอื่นอย่างเลือดเย็น หรือส่งทหารไปรบเพื่อชิงทรัพยากร หรือกล่าวหาชนชาติหนึ่งว่าชั่วร้ายแล้วก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างในเรื่อง กลุ่มสติปัญญา นำโดยนักแสดง เคท วินสเลท ก็คิดจะกุมอำนาจ โดยอ้างเหตุผลว่าความเป็นมนุษย์นั้นอ่อนแอ ดังนั้นต้องถูกควบคุม แล้วก็ส่งทหารที่ถูกฉีดยาควบคุมสมองเข้าไปฆ่ากลุ่มนักบุญ ธีมนี้ผุดขึ้นมาในภาพยนตร์อีกแล้ว ตรรกะที่ไร้หัวใจ นำไปสู่การแตกแยกและสงคราม

— nerdy part มาแล้ว —
ขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับศาสตร์เรื่องบุคลิกภาพ ซึ่งมีหลายทฤษฎี สำหรับ C.G. Jung (ยุง) จิตแพทย์ชาวสวิสนั้นว่า บุคลิกมี 2 ฟังก์ชันใหญ่ 4 ฟังก์ชันย่อย (ยังมีเรื่อง Attitude: Introvert & Extrovert แต่จะยังไม่พูดถึง)
Rational function เป็นฟังก์ชั่นด้านการใช้เหตุผล:
1 Thinking ตัดสินด้วยตรรกะ กับ
2 Feeling (value judgement) ตัดสินด้วยการให้คุณค่า

Irrational function เป็นฟังก์ชั่นด้านที่ไม่ใช่เหตุผล
3 Sensation ถนัดด้านประสาทสัมผัสทางกาย  กับ
4 Intuition ญาณ หรือเซนส์ที่จับต้องไม่ได้
type
มนุษย์เราจะต้องมีทั้งด้านที่เป็น rational และ irrational ประกอบกันเป็นบุคลิกภาพ ถ้าถนัดด้านนึง ก็อาจจะถนัดอีกด้านน้อยกว่า โดยเฉพาะฟังก์ชันประเภทเดียวกัน เช่น เน้น thinking ก็จะอ่อน Value judgement เน้น Intuition ก็มักจะอ่อน Sensation แต่ย้ำว่า! ไม่มีกฎตายตัวขนาดนั้น เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความเฉพาะ unique ทฤษฎีเป็นแค่กรอบกว้างๆ ให้ทำความเข้าใจมนุษย์ เป็นแนวทางให้เราเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น เลือกงานที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำงานอื่นๆ ไม่ได้ รวมถึงให้รู้จุดเด่นจุดด้อยเพื่อรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนหรือประมาณตนและปรับปรุงพัฒนาตนเอง ดังนั้น ณ ช่วงอายุหนึ่ง เราอาจมีบุคลิกแบบหนึ่ง แต่การเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ก็สามารถทำให้เรามีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปได้ (ทั้งขาขึ้นและขาลง) บุคลิกภาพไม่ได้ fix ตายตัว  และ Personality Type ไม่ใช่การตีกรอบแบ่งประเภทมนุษย์เพื่อเลือกปฏิบัติ (นั่นเป็นการ exploitation อย่างที่ในหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็น) จุดมุ่งหมายในการพัฒนาบุคลิกภาพให้มี maturity เพิ่มขึ้นนั้น จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุล ไม่สุดโต่ง ไม่ได้เป็นแค่อย่างเดียว เพราะอาจจะทำให้มีปัญหาชีวิต ปัญหาทางจิต หรือกลายเป็นสงครามอย่างในหนังได้ ลองนึกภาพเกมกระดานที่มีหลุม และมีลูกแก้ว หรือลูกเหล็กกลิ้งๆ ถ้าเราเอนกระดานหนักไปด้านใดมากลูกแก้วก็จะลงไปกองด้านนั้น ชีวิตเราเองก็จะกองอยู่ตรงนั้นด้วย การใช้ชีวิตอยู่บนฐานเอียงๆ พลาดนิดเดียวก็พลิกคว่ำได้ แต่ถ้าเราปรับสมดุลให้กระดานอยู่ในแนวระนาบ ลูกแก้วก็จะมาอยู่ตรงกลาง เมื่อชีวิตสมดุล เราก็จะมีความสามารถที่หลากหลาย ไม่ได้เป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นได้ทุกอย่าง ซึ่งคล้ายๆ กับแนวคิดเรื่อง divergent ของหนังเรื่องนี้

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.

One comment

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s